Home > News and politics > กระทรวงไอซีที, นิธิ เอียวศรีวงศ์

กระทรวงไอซีที, นิธิ เอียวศรีวงศ์

กระทรวงไอซีที

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ในระยะแรกที่มีอินเตอร์เน็ต มีคนมองเห็นศักยภาพของมันมากมาย ยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านออนไลน์พัฒนาไปไกลขึ้นเท่าไร ศักยภาพเหล่านั้นก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้นเท่านั้น และมีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะใช้ประโยชน์จากศักยภาพเหล่านั้นทบทวีคูณขึ้นอยู่ตลอดมา

สรุปศักยภาพของอินเตอร์เน็ตเท่าที่ผมมองเห็นจนถึงทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่ามีอยู่สามด้าน 1.คือการเปิดตลาดใหม่ให้แก่สินค้าและบริการ 2.เปิดการศึกษาหรือการเรียนรู้ในแนวใหม่ 3.เปิดพื้นที่ทางการเมืองแบบใหม่ ทั้งสามอย่างนี้อาจเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมและบุคคลได้ไพศาล แต่เอาไปใช้ในทางที่เป็นโทษของสังคมก็ได้ไพศาลเหมือนกัน ไม่ต่างจากตลาด, โรงเรียน, และพื้นที่การเมืองแบบเก่า ซึ่งใช้ไปในทางเป็นประโยชน์ก็ได้ โทษก็ได้

ยิ่งไปกว่านี้ ควรเข้าใจด้วยว่าแม้ศักยภาพที่ถูกนำไปใช้ในทางเป็นประโยชน์ ก็หาใช่ว่าจะมีประโยชน์แต่ด้านเดียว อาจมีโทษแฝงอยู่ด้วยก็ได้ ดังเช่นในด้านการเรียนรู้ อินเตอร์เน็ตป้อนข้อมูลให้ผู้ใช้จนท่วมหัว และมักจะท่วมมิดเสียจนไม่ได้ใช้หัวไปในทางคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์เอา “ความรู้” ออกมาจากข้อมูล รายงานของนักเรียนนักศึกษาจึงมักเป็นเพียงการก๊อบปี้ข้อความจากเว็บไซต์ต่างๆ มาตัดแปะ โดยผู้รายงานไม่ต้องทำความเข้าใจกับข้อมูลเหล่านั้นให้ถ่องแท้

ประโยชน์และโทษของทุกอย่างในโลกนี้ก็ล้วนซ้อนทับกันอยู่อย่างนี้แหละ

แต่เพราะมันมีโทษแฝงอยู่ ก็ไม่เป็นเหตุให้เราขัดขวางกีดกันการใช้สิ่งนั้น จนทำให้สังคมและบุคคลขาดประโยชน์ไป เช่น ในตลาดย่อมมีพ่อค้าหน้าเลือดที่เอาเปรียบผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่นั่นไม่ใช่เหตุให้เราปิดตลาดทิ้งเสีย (อย่างที่เขมรแดงทำในกัมพูชา) เราต้องปล่อยให้สังคมได้ใช้สิ่งนั้นต่อไปเพื่อได้ประโยชน์จากศักยภาพของสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ แล้วจัดการกับการใช้ในทางให้โทษด้วยแนวทางที่ฉลาด เช่น มีกฎหมายที่ฉลาดซึ่งทำให้การใช้อย่างเป็นโทษไม่มีทางได้กำไร มีการประชาสัมพันธ์ที่ฉลาดเพื่อป้องกันไม่ให้ใครตกเป็นเหยื่อ ฯลฯ เป็นต้น

ผมไม่ทราบความคิดของผู้สร้างกระทรวงไอซีทีว่าสร้างขึ้นมาทำไม แต่ผลงานของกระทรวงนี้สืบมาจนวันนี้ ส่อให้เห็นว่าความเข้าใจเป้าหมายของกระทรวงนี้ ไม่ใช่เพื่อพัฒนาหนทางใช้ประโยชน์ศักยภาพของอินเตอร์เน็ต (หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์ และเครื่องมือการสื่อสารบนพื้นที่ไซเบอร์อื่นๆ) ไปให้เต็มที่และเหมาะกับสังคมไทยดังที่กล่าวข้างต้น

ผมควรกล่าวด้วยว่า การพัฒนาแนวทางใช้ประโยชน์นี้ ไม่จำเป็นจะต้องทำเองไปหมด ตรงกันข้ามกระทรวงอาจประสาน, ผลักดัน, ชักจูง หน่วยงานอื่นๆ ทั้งของรัฐและเอกชนให้ร่วมในการพัฒนาด้วย เช่น มหาวิทยาลัย, ศูนย์คอมพิวเตอร์, บริษัทห้างร้าน, และเนคเทค เป็นต้น อันที่จริงหน้าที่ของกระทรวงทุกกระทรวง คือ พัฒนางานตามเป้าหมายจากทรัพยากรที่มีอยู่ในสังคมทั้งหมด ไม่ใช่จากทรัพยากรของกระทรวงเท่านั้น ผมทราบว่ากระทรวงไทยไม่เคยทำอย่างนี้

แต่กระทรวงไอซีทีเป็นกระทรวงใหม่ ก็น่าจะบริหารจัดการแบบใหม่ให้ต่างจากกระทรวงโบราณทั้งหลายด้วย

นับตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงนี้ไม่เคยสนใจการทำงานด้านที่จะพัฒนาศักยภาพของประดิษฐกรรมแห่งยุคสมัยนี้เลย อาจทำบ้างด้านเทคโนโลยี เช่น ส่งเสริมการใช้คอมพิวเตอร์ด้วยการประสานเอกชนให้ผลิตโน้ตบุ๊กราคาถูกสำหรับนักเรียน แต่โครงการนี้ก็ไปไม่ถึงไหน ซ้ำยังไม่ใส่ใจกับลักษณะสำคัญของโน้ตบุ๊กทางการศึกษาซึ่งประสบความสำเร็จในสหรัฐ นั่นคือความสามารถที่จะเชื่อมต่อกันได้ในกลุ่ม ทำให้การเรียนกลายเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันระหว่างครู, นักเรียน และเพื่อนๆ ในที่สุดแล้วจนถึงทุกวันนี้ เทคโนโลยีการสื่อสารบนพื้นที่ไซเบอร์ของไทยล้าหลังไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสามจีซึ่งยังไม่เกิดจริง ไปจนถึงบรอดแบนด์ซึ่งบรอดไม่จริง รวมทั้งความสะดวกในการเชื่อมต่อ หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม

ในแง่ตลาดใหม่ อินเตอร์เน็ตเปิดพื้นที่ตลาดให้คนเล็กคนน้อย ที่ไม่เคยเข้าถึงตลาดได้เพราะไม่มีกำลัง ได้เข้าถึงตลาดได้กว้างขวาง โดยมีต้นทุนต่ำมากๆ บริษัทใหญ่ๆ สามารถขายสินค้าได้โดยไม่ต้องกินที่สต๊อคสินค้าซึ่งราคาแพง แต่ในขณะเดียวกันตลาดไซเบอร์ก็มีอุปสรรคใหม่ๆ ที่ต้องขจัดหรือป้องกัน นับตั้งแต่สินค้าและบริการที่วางขายในลักษณะต้มตุ๋น คนจำนวนมากไม่กล้าเสี่ยงซื้อสินค้าหรือบริการในตลาดนี้ เพราะไม่อยากเอาเบอร์บัตรเครดิตของตนลงไปกลางตลาดใหญ่อย่างนี้ กลัวจะถูกมือมืดเจาะเข้าไปใช้เงินของตัวเอง ครั้นจะส่งเงินไปก่อน ก็ไม่แน่ใจว่าผู้ขายมีตัวตนจริงๆ หรือไม่ ชาวบ้านที่อยากหากินสุจริต ไม่รู้วิธีที่จะเจาะตลาดต่างประเทศ เพราะไม่มีความรู้และประสบการณ์

อุปสรรคเหล่านี้สามารถแก้ไขหรืออย่างน้อยก็บรรเทาได้ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมขึ้น ในขณะเดียวกันกระทรวงไอซีทียังสามารถประสานความร่วมมือกับธนาคารผ่านกระทรวงการคลัง กระทรวงพานิชย์ กระทรวงอื่นๆ รวมทั้งตำรวจ เพื่อทำให้ตลาดนี้เป็นตลาดที่ปลอดภัยสำหรับการซื้อการขายได้อีกมาก แต่ตลาดอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยเคยเละเทะมาอย่างไรในหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็ยังเละเทะอยู่เหมือนเดิม ผู้บริโภครับความเสี่ยงเอาเอง

ด้านการศึกษาและการเรียนรู้ อินเตอร์เน็ตจะเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ได้ดี จำต้องพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทยอีกหลายอย่าง รวมทั้งการผลักดันให้มีการลงทุนนำข้อมูลความรู้ (ทั้งที่มีอยู่ในเมืองไทยและต่างประเทศ) ใส่ลงไปในอินเตอร์เน็ตให้มากกว่านี้อีกมาก ต้องมีซอฟต์แวร์และคนซึ่งชำนาญในการเสนอความรู้ในสื่อแบบใหม่ (ถ้าเปิดซีดีรอมแล้ว เหมือนกับอ่านหนังสือ จะยั่วให้เด็กหาความรู้จากคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร) ถามว่ากระทรวงไอซีทีทำอะไรกับเรื่องเหล่านี้บ้าง คำตอบคือไม่ได้ทำอะไรเลย

แม้แต่ความพยายามจะดิ้นให้หลุดจากการครอบงำของบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ ก็ยังสิ้นความพยายามไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่โปรแกรมประเภท open source พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในโลก สมัยหนึ่งเนคเทคเคยพยายามพัฒนาโปรแกรมเวิร์ดจาก open source อันเป็นโปรแกรมที่เราเสียเงินซื้อมากที่สุด (โปรแกรมปลาดาว) แต่ก็เงียบหายไปเป็นสิบปีแล้ว

ในขณะที่บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์รักษาการครอบงำของตนด้วยการให้ทุนทั้งแก่หน่วยงานประเภทนี้และมหาวิทยาลัย ในที่สุดทั้งปัจจุบันและอนาคตของซอฟต์แวร์ไทยจึงถูกขังลืมอยู่ในคุกของบริษัทยักษ์แห่งนี้ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

พื้นที่ทางการเมืองกลายเป็นเรื่องหลักที่กระทรวงไอซีทีให้ความสนใจที่สุด แต่ก็เป็นความสนใจด้านลบมากกว่าด้านบวก (ตามเคย) นั่นคือจะกำกับควบคุมพื้นที่ใหม่ทางการเมืองนี้ ซึ่งเปิดรับคนแปลกหน้าเข้ามาจำนวนมาก ให้สยบยอมต่อโครงสร้างอำนาจตามประเพณีต่อไปได้อย่างไร

ผมอยากเตือนท่านผู้อ่านด้วยว่า เมื่ออินเตอร์เน็ตเริ่มเฟื่องฟูขึ้นในโลก มีคนคิดถึงศักยภาพของพื้นที่ใหม่ทางการเมืองนี้ไว้หลายอย่าง แต่ละอย่างล้วนพลิกโฉมหน้าบทบาททางการเมืองของผู้คนอย่างมโหฬารทั้งสิ้น เช่น ก่อนหน้าที่จะมีโปรแกรมประเภท “เครือข่ายสังคม” ที่นิยมกันอยู่ในปัจจุบัน ก็มีผู้มองเห็นแล้วว่า อินเตอร์เน็ตจะเปิดพื้นที่ของเครือข่ายแบบใหม่ขึ้น ไม่ใช่เครือข่ายเฉยๆ ด้วย แต่เป็นเครือข่ายที่ปริ่มๆ อยู่กับการจัดตั้ง ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองจะเผยแพร่ได้กว้างขวาง หากพลเมืองสามารถบีบบังคับให้รัฐเผยข้อมูลออกมาได้มาก อำนาจการกำกับควบคุมรัฐของพลเมืองก็ย่อมต้องมากขึ้นด้วย ในโลกอินเตอร์เน็ตยากที่ใครจะซ่อนตัวอยู่ในเงามืดได้อีก

จนถึงที่สุด แม้แต่การปกครองด้วยประชาธิปไตยทางตรง ก็สามารถทำได้ในทางเทคนิคจริงเป็นครั้งแรก ไม่ใช่เฉพาะในหน่วยการเมืองเล็กๆ ระดับตำบลหมู่บ้านเท่านั้น แต่อาจทำในหน่วยการเมืองระดับใหญ่กว่านั้นได้อีกมาก

แต่ทั้งหมดนี้ไม่เคยได้รับความใส่ใจจากกระทรวงไอซีที เขาหวั่นวิตกแต่ว่าของดีๆ อย่างอินเตอร์เน็ตจะถูกนำไปใช้ในทางเสียหาย (แก่ใครและอะไร… ไม่ทราบได้) ฉะนั้น จึงต้องเข้าไปบังคับควบคุมจนกระทั่งจะทำอะไรดีๆ กับอินเตอร์เน็ตได้ยากขึ้นทุกที

ใน พ.ศ.2550 อาศัยอำนาจรัฐประหาร รัฐบาลขณะนั้นก็ออกกฎหมายคอมพิวเตอร์มาใช้บังคับ เป็นกฎหมายที่พยายามปิดพื้นที่ทางการเมืองในอินเตอร์เน็ตลง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรที่เป็นประโยชน์ทางการศึกษาเรียนรู้ หรือสร้างความปลอดภัยให้แก่ตลาดใหม่ในอินเตอร์เน็ต กฎหมายนี้ล้มเหลวในแง่ที่ไม่สามารถปิดพื้นที่ทางการเมืองลงได้อย่างที่หวัง ในขณะเดียวกันก็ถูกโจมตีจากนักวิชาการและภาคประชาชนอย่างหนัก จนกระทั่งรัฐบาลต้องยอมรับว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ออกมาแทน

กระทรวงไอซีทีรีบยัดเยียดร่างกฎหมายใหม่ของตนเพื่อให้ผ่าน ครม. โดยภาคประชาชนไม่เคยมีส่วนรู้เห็นเลย อย่าพูดถึงมีส่วนร่วม ร่างกฎหมายใหม่นี้ยิ่งมีข้อบกพร่องมากกว่าเดิม และไม่ได้แก้ไขข้อบกพร่องเดิมแต่อย่างไร (เช่นการเอาผิดด้านเนื้อหา ซึ่งก็มีกฎหมายอาญาอื่นครอบคลุมอยู่แล้ว) และหวังจะปิดพื้นที่การเมืองลงให้สนิทกว่าเดิม จึงมีบทลงโทษมั่วไปหมด เช่นการสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่รัฐวินิจฉัยว่าเป็นความเสียหาย ก็จะเป็นความผิด (ลือกันว่าทำตามแรงชักจูงของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่) โดยไม่มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความเสียหาย การครอบครองซอฟต์แวร์ที่อาจเอาไปใช้ทำความผิดได้ก็ถือเป็นความผิด ทั้งๆ ที่ผู้ครอบครองยังไม่ได้ใช้ไปในทางละเมิดแก่ผู้ใด (ด้วยมาตรฐานอย่างนี้ การครอบครองโปรแกรมเวิร์ดธรรมดาก็น่าจะมีความผิด เพราะอาจเอาไปใช้เขียนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ แม้ว่าผู้ครอบครองใช้สำหรับเขียนจดหมายรักเท่านั้น)

นี่เป็นท่าทีแบบเขมรแดงโดยแท้

กล่าวคือล้มเลิกทุกอย่างที่อาจเอาไปใช้ในทาง “ไม่ดี” (ตามทรรศนะของรัฐ) ให้หมด ส่วนสิ่งดีๆ ที่อาจใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องมือได้ ก็ไม่ต้องทำ ไหนๆ ก็จะกลับลงไปเป็นชาวนาซึ่งไม่เรียกร้องอะไรจากรัฐกันหมดอยู่แล้ว

ด้วยวิธีคิดแบบเขมรแดงเช่นนี้ ผมคิดว่าเรายุบเลิกกระทรวงไอซีทีดีกว่าไหม กระทรวงนี้เอาไปใช้ในทางที่เป็นคุณก็ได้มาก แต่เอาไปใช้ในทางเป็นโทษก็ได้มากเหมือนกัน ไหนๆ ก็ถูกใช้ในทางเป็นโทษตลอดมาตั้งแต่ตั้งกระทรวงอยู่แล้ว จะมีไว้ต่อไปทำไม?

มติชน, 26 เมษายน พ.ศ. 2554

  1. 6 June 2014 at 10:04 PM

    Yesterday, while I was at work, my sister stole my iphone and tested to see if it can survive a thirty foot drop, just so she can be a youtube sensation. My apple ipad is now broken and
    she has 83 views. I know this is totally off topic but I had to
    share it with someone!

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: