Home > Literature & Short Story > Psychology Analysis (Part I)

Psychology Analysis (Part I)

Title : Psychology Analysis
Part I : Grand Father’s Analysis

Editer :  NOZ [09.01.2005-18.01.2005]

นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของคุณปู่ผมครับ
เริ่มต้นจาก ผมมีคุณปู่ซึ่งอายุมากแล้ว ประมาณ 90 กว่าๆ
แล้วทุกวัน หรือส่วนใหญ่ที่ผมเจอ
ผมจะต้องโดนใช้หรือเห็นคนโดนใช้ให้ทำอะไรซักอย่างหรือหลายๆอย่าง
โดยเฉพาะ ให้ซ่อมสิ่งของต่างๆ
แล้วส่วนใหญ่มักเป็นสิ่งของที่ไม่สามารถซ่อมได้
หรือไม่ก็ไม่มีคุณค่าเพียงพอแก่การซ่อมแซม

ยกตัวอย่างเช่น นาฬิกา
ถ้าจะถามว่านาฬิกานี่มันไม่มีค่าขนาดควรค่าแก่การซ่อมเลยหรือ
ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่การประเมินคุณค่าของนาฬิกาหรอกครับ
ถ้าได้รู้มาก่อนว่า มีนาฬิกาที่ใช้ได้แล้วประมาณ 5-6เรือนหรือมากกว่า
ที่ผมไม่ได้เห็นด้วยตาเปล่าอีกไม่รู้เท่าไหร่
ยังครับ ยังไม่พอ สิ่งของต่อมาคือไฟฉาย
คราวนี้ไม่ใช่แค่มีหลายกระบอก
แต่ต้องมาลองคิดดูว่าชีวิตนี้จะได้ใช้ไฟฉายปีละกี่ครั้ง
สำหรับบ้านพักที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร
เมืองที่กระหายพลังงานมากที่สุดในประเทศ
และการไฟฟ้าคงไม่อยากโดนนักธุรกิจการเมืองซึ่งครองอำนาจอยู่
เกิดความไม่พอใจที่ทำไฟฟ้าดับแล้วธุรกิจเสียหาย

นี่เป็นตัวอย่างข้างต้นเล็กๆน้อยๆ ซึ่งทำให้คนรอบข้างเกิดความเอือมระอา
จริงๆนะครับ ไม่ใช่ผมคิดไปเอง
ผมได้ยินทั้งคุณย่า คุณอา หรือคนอื่นๆ พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นประจำ
แล้วผมก็ไม่ปฏิเสธด้วยว่าผมก็เป็นคนหนึ่งซึ่งรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน
คือแบบว่า ถ้าเห็นท่าไม่ดี
ประเภทใช้ให้ไปหยิบอะไรเก่าๆมาให้
หรือเห็นสิ่งของเก่าๆแปลกตาตั้งไว้บริเวณของคุณปู่
ถ้าเป็นไปได้แล้วละก็ หลีกได้หลีกครับ ไม่งั้นเหนื่อย
ไอ้เหนื่อยซ่อมเนี่ย ไม่เท่าไหร่หรอก
เพราะมันซ่อมไม่ได้
ถึงได้ผมก็ทำไม่เป็น
ถึงจะเรียนจบวิศวะมาก็ไม่ได้หมายความว่าผมควรจะซ่อมสิ่งของต่างๆได้นี่ครับ
แต่รู้สึกว่าคุณปู่ผมจะเข้าใจผิด
และเข้าใจว่าวิศวะมีหน้าที่ซ่อมเครื่องมือต่างๆหล่ะมั้ง
อ่ะ… ลืมบอกไปเลยว่าที่เหนื่อยกว่าการซ่อมก็คือ
การพยายามอธิบายว่าทำไมถึงซ่อมไม่ได้
อย่างน้อยผมก็ไม่อยากโกหก
ต้องนั่งหาซักหน่อยว่า มันเสียเพราะอะไร
ถ้ารู้ว่าเสียเพราะอะไร
ก็จบเกมครับ
ผมก็จะได้อธิบายได้ว่าทำไมถึงซ่อมไม่ได้

เอาหล่ะ ที่นี่ก็มาถึงเรื่องการวิเคราะห์ของผมหล่ะครับ
ถึงแม้ผมจะรำคาญ อึดอัด หงุดหงิด กับการกระทำแบบที่ได้กล่าวมา
แต่ผมก็ยังมีอารมณ์หยุดคิดว่ามันน่าจะเกิดมาจากอะไรบางอย่าง
แน่นอนว่า
การที่จะหาจุดที่จะเริ่มคิดถึงความแตกต่างในการประเมินคุณค่าของสิ่งของ
มันก็ต้องเริ่มจากจุดที่มีความแตกต่างมากๆอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น ผมจึงเริ่มคิดถึงเรื่องอายุเป็นอย่างแรก
คนอายุมากแล้ว ต้องการสิ่งของมากมายไปทำไม
ทั้งที่ก็รู้ตัวอยู่ว่าคงไม่มีเวลาได้ใช้อะไรนักหนา
บางอย่างก็ลืมไปแล้ว ถ้าไม่บังเอิญผ่านตามาเห็น ก็คงไม่ได้สนใจอีก
จะว่างก ไม่ยอมซื้อของใหม่ ก็ไม่น่าใช่
เพราะว่าถึงซื้อของใหม่มา ก็ยังจะสนใจซ่อมของเก่าอยู่ดี
อีกอย่างของเดิมที่ใช้ได้ ก็มีอยู่แล้วด้วยซ้ำ
มันจึงมีคำถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม
ก้องอยู่ในโสตประสาทส่วนลึกมากกกในหัวผม
อยู่ตลอดเวลาที่คิดเรื่องนี้

ถ้าตัดประเด็นเรื่องงก หรือเป็นคนประหยัด มัธยัศ
อะไรก็ตามที่เป็นค่านิยมที่พยายามปลูกฝังตามตำราเรียน
โดยที่คนปลูกฝังไม่สามารถทำได้
ผมกล้าพูดเลยว่าไม่น่าจะใช่
ความน่าจะเป็นต่ำติดดินเลยครับ
เพราะว่าเมื่อนำของที่ซื้อใหม่มาให้ ก็ไม่เคยว่าอะไร
แต่ขณะเดียวกันก็ยังสนใจของเดิมอยู่ดี

จะว่าเป็นเพราะรู้สึกผูกพัน
เป็นของรักของหวง
ก็ไม่น่าจะใช่เช่นกัน
คนอะไร จะรักของชนิดเดียวกัน ได้พร้อมๆกันหลายๆชิ้น
ถ้าเป็นนักสะสมสิ่งในสิ่งหนึ่ง แล้วหมกมุ่นแต่สิ่งนั้น ก็ว่าไปอย่าง
แต่นี่ไม่ใช่นี่ครับ
อีกเหตุผลหนึ่ง
ก็ในเมื่อของบางอย่าง
เก็บใส่กล่อง ไม่เคยนำออกมาใช้เลยด้วยซ้ำ
หรือเคยแต่นานๆครั้ง
แล้วบังเอิญไปเห็นครั้งล่าสุด แล้วมันเสีย
ก็เลยอยากให้กลับไปดี ใช้งานได้เหมือนเดิม
แนวนี้… ไม่น่าจะใช่เพราะความผูกพัน อย่างแน่นอนครับ

หลังจากหมกมุ่นกับความคิดในหัวต่ออีกซักหน่อย
ผมได้แนวคิดใหม่ว่า
มันน่าจะเกี่ยวกับ อายุนี่แหละ
สิ่งที่เค้าแตกต่างกับผมมากๆ
สิ่งที่เค้าพอจะแตกต่างกับคนอื่นๆด้วย
ต้องเป็นอายุแน่ๆ

คนเราจะมีความรู้สึกไม่อยากตาย
ทั้งๆที่รู้ว่าเลี่ยงไม่ได้
แต่คนส่วนใหญ่ก็กลัวและอยากจะหลีกหนีความตายให้ได้
ถ้าเป็นไปได้ ก็ยอมเสียทุกสิ่งทุกอย่าง
เพื่อแลกกับการยืดลมหายใจสุดท้ายของชีวิตออกไป
ให้นานเท่านาน
ยกเว้นก็แต่พวกที่อยู่ใน Depression Period อยากจะทำลายชีวิตตัวเอง
แต่ถ้าปัญหาได้รับการแก้ไข
ก็จะกลับมาอยากมีชีวิตอยู่เหมือนเดิมตามปกติอยู่นั่นเอง

แต่นี่ไม่ใช่จะหมายความว่า คนอายุมากทุกคนต้องเป็นแบบนี้นะครับ
มันหมายความแค่ว่า ปู่ผมน่าจะเป็นเพราะมีอายุที่มากขึ้นต่างหาก

บทสรุปที่เหมือนไม่มีที่มาที่ไปนี่
มันเนื่องมาจากว่า
ถ้าพิจารณาถึง ข้อเท็จจริงที่ว่า
ไม่มีใครที่อยากจะตาย
คุณปู่ผม ก็ย่อมไม่ได้เป็นกรณียกเว้น
ดังนั้น ถ้าเข้าใจว่า คุณปู่ เป็นคนนึงที่อยากจะไม่ตาย
หรือยอมรับว่าตายแน่ แต่ขอตายช้าๆ
แนวทางการแก้ไขปัญหามันจะเริ่มชัดเจนขึ้น

คือส่วนหนึ่งในจิตใจ
จะรู้สึกอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างคงเดิม
หรือพูดง่ายๆว่าอยากจะหยุดเวลาเอาไว้
ไม่ให้แก่ไปกว่านี้
หรืออย่างน้อยๆ
ไม่ให้รู้สึกว่า เวลามันผ่านไปเร็วนัก
สิ่งของที่เคยเห็น เคยใช้ หรือแม้กระทั่งไม่เคยใช้
มันก็ไม่ควรจะใช้งานไม่ได้
เพราะการใช้งานไม่ได้ของสิ่งของต่างๆ
ย่อมหมายถึง เวลาที่ผ่านไป
นานจนกระทั่ง สิ่งต่างๆ เสื่อมสภาพลง
หรือชำรุดเสียหาย เนื่องจากกาลเวลา
เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เห็น สิ่งของเหล่านี้
จิตใต้สำนึก จึงไม่อยากจะยอมรับ
และพยายามที่จะ แก้ไข ซ่อมแซมของต่างๆ
หรือถ้าซ่อมไม่เป็น ก็ใช้คนอื่นๆซ่อมนั่นแหละ
และการที่สามารถซ่อมของต่างๆได้นั้น
จิตใต้สำนึกอีกนั่นแหละ
ที่จะรู้สึกดีขึ้นมากๆ
เหมือนกับเป็นการจุดประกายความหวัง
ถึงความรู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่
เหมือนกับประสบการณ์การเข้าโรงพยาบาล
แล้วก็ออกจากโรงพยาบาล กลับมาอยู่บ้านอย่างปกติ
ก็ไม่ต่างจากการสามารถซ่อมของให้กลับคืนสู่สภาพปกติ

ทั้งหมดนั้น
เป็นเพราะอายุที่มากขึ้นและจิตใต้สำนึก
ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่คนอื่นไม่เข้าใจและรำคาญ
ถึงแม้ว่า ไม่อยากจะทำให้ใครรู้สึกไม่ดีหรือหงุดหงิดรำคาญใจ
แต่จะมีคนซักกี่คน ที่จะสามารถปฏิเสธจิตใต้สำนึกของตัวเอง
โดยเฉพาะเวลาที่มีความสามารถควบคุมจิตใต้สำนึกของตัวเองได้น้อยลง
ดังเช่น เวลานอน ไม่สบายหนักๆ หรืออายุที่มากขึ้น

การพยายามทำความเข้าใจ
ทำให้สามารถเหมือนจะยอมรับในสิ่งที่เกิดได้
แต่ไม่ได้หมายความถึง จะยอมทำตามใจทุกอย่าง
เพราะจิตใต้สำนึกผม ก็่ย่อมจะบอกให้หลีกหนีกับเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดปัญหา
แล้วผมก็ไม่คิดจะปฏิเสธจิตใต้สำนึกผมเหมือนกัน
แม้ว่าจะทำได้

แต่อย่างน้อย
ก็สามารถมองด้วยความเข้าใจ และพยายามจะแก้ไขปัญหา
ที่แย่คือ มันเป็นข้อสรุปที่จะมีซักกี่คนที่จะมองในมุมนี้
เข้าใจหรือยอมรับข้อสรุปนี้
และจะมีซักกี่คน ที่ผมสามารถนำข้อสรุปนี้ไปพูดคุยด้วยได้

After Edit :
นี่บทความชิ้นแรก
ของเนื้อเรื่องชุดที่จะเขียนว่าด้วยการวิเคราะห์ทางจิตวิทยา กับปัญหาส่วนตัวต่างๆ
โดยไม่ได้อ้างอิงจากหลักจิตวิทยาของนักจิตวิทยาคนใดคนหนึ่งเป็นสำคัญ
แต่เป็นการวิเคราะห์ประเด็น เข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
โดยมีเหตุผลที่ยอมรับได้ และมีจุดอ่อนของทฤษฎีที่น้อยที่สุด เท่าที่จะคิดขึ้นมาได้

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: