Home > Business > Netflix

Netflix

ความเดิมจากเมื่อวาน บังเอิญไปเจอนี่เข้า เลยเอามาให้อ่านประกอบซักหน่อย จะได้เห็นว่า รุ่งแค่ไหน

ธุรกิจดีวีดีออนไลน์ในอเมริกา

ชั่วโมงนี้ถ้าจะถามว่าธุรกิจอะไรในอเมริกาแข่งขันกันดุเดือดที่สุด ทุกคนย่อมต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "ธุรกิจเช่าดีวีดีออนไลน์"

บริษัทที่สร้างความฮือฮาให้ธุรกิจเช่าดีวีดีออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา และ "ว่ายทวนน้ำ" มาเกิดในธุรกิจนี้ได้ก็คือ "เน็ตฟลิกซ์" (Netflix) ที่มาพร้อมกับแนวคิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครคิด หรือกล้าทำมาก่อน

เน็ตฟลิกซ์ "คิดใหม่" ในธุรกิจดีวีดีออนไลน์ 5 ประการ

หนึ่ง ไม่มีค่าปรับคืนหนังช้า เพราะไม่มีกำหนดส่ง อยากเก็บไว้ดูตลอดชีวิตก็ไม่ว่ากัน

สอง จะเช่ากี่เรื่องก็ได้ไม่จำกัด แต่ครั้งละไม่เกิน 3 เรื่อง และถ้าต้องการเช่าเรื่องใหม่ต้องคืนเรื่องเก่าก่อน

สาม ให้เลือกหนังทางออนไลน์เลย ไม่ต้องหอบสังขารฝ่าจราจรมาที่ร้านให้ยุ่งยาก

สี่ เลือกหนังเสร็จนอนรออย่างเดียว เดี๋ยวหนังก็จะมาส่งให้ถึงบ้านฟรี

ห้า เวลาคืนดีวีดีก็ไม่ต้องขับรถมาถึงร้าน เพียงใส่ซอง ที่บริษัทติดแสตมป์ให้ฟรีเรียบร้อยแล้ว ส่งทางไปรษณีย์กลับมาเท่านั้น

เงื่อนไขอย่างเดียวของเน็ตฟลิกซ์ คือต้องเป็นสมาชิกเริ่มแรกที่บริษัทเปิดกิจการมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว (ค.ศ.1999) โดย รีด เฮสติ้งส์ (Reed Hastings) อดีตผู้บริหารในวงการไอทีที่ชอบดูภาพยนตร์ แต่เกลียดระบบการเช่าแบบเก่า คิดค้นวิธีการใหม่ขึ้นมา ก็อยู่ที่ 22 ดอลลาร์ต่อเดือน ในช่วงแรก

วิธีของน้ารีด (ออกเสียงว่ารี๊ด เหมือนเสียงร้องกรี๊ดนั่นแหละ) ได้ผลเกินคาด เพียงไม่กี่เดือนบริษัทก็มีสมาชิกที่ชอบลองของใหม่ (และไม่ชอบของเก่า) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และปัจจุบันบริษัทก็มีสมาชิกแล้ว 3 ล้านคน จากยอดเมื่อปี ค.ศ.2001 ที่ยังมีแค่ 3 แสนสมาชิกเท่านั้น และตอนนี้ก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามคำบอกเล่าของคุณน้า

อย่างไรก็ตาม อเมริกาเป็นประเทศค้าเสรีที่มีการแข่งขันรุนแรง และดุเดือดที่สุดในโลก ชนิดถ้าไม่เก่งจริงไม่แน่จริง ก็ยากจะอยู่รอดในยุทธจักรได้ ไม่ต้องพูดถึงคำว่า "รวย" ด้วยซ้ำ

กรณีของเน็ตฟลิกซ์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อบริษัทหนึ่งประสบความสำเร็จชนิดที่เรียกว่า "เหลือเชื่อ" ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ย่อมต้องไม่ปล่อยให้ลอยนวลเป็นแน่

วอล มาร์ท (Walmart) ของลุงแซม วอลตัน (Sam Walton) คนที่แม้แต่เจ้าพ่อในวงการค้าปลีกของอเมริกา ยังเรียกได้เต็มปากว่า "บิดา" มีหรือจะยอมปล่อยให้เน็ตฟลิกซ์รวยอยู่คนเดียว

ในปี 2004 วอล มาร์ท ประกาศให้บริการเช่าดีวีดีออนไลน์ของตัวเองบ้าง โดยหั่นราคาลงมาเหลือ 18.97 ดอลลาร์ต่อเดือน ด้วยเงื่อนไขทุกอย่างเหมือนกับของเน็ตฟลิกซ์ แถมยังมีรายการ 15.97 ดอลลาร์ต่อเดือน สำหรับ 2 เรื่องต่อครั้งอีกต่างหาก

เน็ตฟลิกซ์ เจ้าตลาดจึงอยู่เฉยไม่ได้ ต้องปรับตัวด้วยการลดราคาค่าสมาชิกรายเดือนลงมาเหลือ 20 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นก้าวที่ฉลาดมาก

อาจมีคนสงสัยว่าทำไมไม่ลดลงมาเท่าวอลมาร์ทเลย

ก็ต้องขอบอกว่าถ้าเน็ตฟลิกซ์ทำเช่นนั้นก็เท่ากับฆ่าตัวตาย เพราะหากลดราคาลงมาเท่าวอลมาร์ท ก็เหมือนเล่นตามเกมของวอลมาร์ทนั่นเอง เนื่องจากลุงวอลตัน แกต้องหั่นราคาลงมาอีก และถ้าคู่แข่งยังขืนลดราคาตามลงมาอีก ลุงก็พร้อมจะหั่นราคาลงไปได้เรื่อยๆ (เพราะสายป่านยาวกว่ากันหลายพันเท่า ยอดขายของวอลมาร์ทในปี 2004 อยู่ที่ 256.3 พันล้านดอลลาร์ ราว 10 ล้านล้านบาท ส่วนเน็ตฟลิกซ์อยู่ที่ 144 ล้านดอลลาร์ หรือราว 5,760 ล้านบาท)

เน็ตฟลิกซ์คิดสาระตะแล้ว จึงต้องยอมรักษาช่องว่างให้วอลมาร์ทชนะในเรื่องราคาไปด้วยประการฉะนี้

กระนั้นเน็ตฟลิกซ์ก็ต้องคิดต่อว่าถ้า "แพงกว่า" ก็ต้องมีอะไร "ดีกว่า" มิฉะนั้นสมาชิกเก่าย่อมเกิดความหวั่นไหว ห้ามใจไม่อยู่ย้ายไปสังกัดสำนักวอลมาร์ทกันหมด บริษัทจึงต้องประกาศแผนตั้งศูนย์ส่งดีวีดีทั่วประเทศ พร้อมรับประกันว่า จะสามารถส่งดีวีดีให้ถึงมือสมาชิกได้ภายในเวลา 2-3 วัน เป็นอย่างช้า และสำหรับสมาชิกที่อยู่ใกล้ศูนย์ส่ง ก็สามารถส่งได้ภายใน 24 ชั่วโมง

แผนปรับปรุงการบริการของเน็ตฟลิกซ์ถือเป็นจุดขายที่สำคัญ

เพราะเมื่อคิดรอบของวงจรรับ-คืนหนังจะพบว่า ถ้าสมาชิกดูรวดเดียวหมด 3 เรื่องใน 1 วัน ในหนึ่งรอบต้องใช้เวลาเฉลี่ยราว 5-6 วัน ดังนั้น 1 เดือนสมาชิกจะสามารถดูหนังได้ไม่เกิน 15-18 เรื่อง ค่าสมาชิก 20 ดอลลาร์ต่อเดือน จึงถือว่าเล็กน้อยมากสำหรับคอหนังทั้งหลาย

เหตุการณ์ทุกอย่างก็ดูจะอยู่กันได้ด้วยดี จนกระทั่งเจ้าพ่อเช่าหนังระบบเก่าอย่าง "บล็อกบัสเตอร์" (Block Buster) ซึ่งเงอะๆ งะๆ ปล่อยให้เน็ตฟลิกซ์นำหน้าด้านบริการออนไลน์ไปนานถึง 5 ปี จนบริษัทย่ำแย่ ต้องหันมาปรับตัวครั้งใหญ่

ในปีนี้ (2005) บล็อกบัสเตอร์ ก็เปิดโอกาสให้เช่าดีวีดีออนไลน์บ้าง เงื่อนไขที่บล็อกบัสเตอร์เข้าตลาดเช่าหนังออนไลน์ ก็ดูไม่น่าจะเป็นปัญหากับใคร ถ้าหากบล็อกบัสเตอร์เข้าตลาดมาแบบเจียมเนื้อเจียมตัวในฐานะน้องใหม่

แต่ผู้บริหารบล็อกบัสเตอร์ไม่คิดเช่นนั้น กลับกระโดดเข้ามาเล่น โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็น "ผู้นำตลาด" ด้วยการคิดค่าบริการเพียง 14.99 ดอลลาร์ถูกกว่าวอลมาร์ทเสียอีก

ความหมายของบล็อกบัสเตอร์ออนไลน์ ก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่า ต้องการเป็นผู้นำในธุรกิจเช่าหนัง ไม่ว่าจะเป็นแบบบนดิน (ออนแลนด์) และแบบบนสาย (ออนไลน์) และไม่ว่าหน้าไหนก็อย่ามาแหยม

เจอไม้นี้เข้าเน็ตฟลิกซ์เจ้าตลาดเช่าหนังตามสาย จึงประกาศลดราคาลงมาเหลือ 17.99 ดอลลาร์ต่อเดือน สำหรับบริการหลัก พร้อมกับออกรายการใหม่สำหรับผู้อยากลองในราคา 11.99 ดอลลาร์ต่อเดือน โดยเช่าได้คราวละ 2 เรื่อง และเดือนหนึ่งไม่เกิน 4 เรื่อง

เมื่อบล็อกบัสเตอร์กลับมาทวงบัลลังก์เจ้าตลาดเช่าหนังคืน และเน็ตฟลิกซ์ก็ตอบโต้อย่างดุเดือดเช่นนี้ ย่อมทำให้ยักษ์ใหญ่อย่างวอลมาร์ททนนิ่งดูดายไม่ได้

โดยเฉพาะเมื่อบล็อกบัสเตอร์ไม่ให้เกียรติเจ้าพ่อสินค้าราคาถูกเอาเสียเลย (เรื่องราคานั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่คนทั่วทั้งอเมริการู้จัก และยอมรับกันว่า วอลมาร์ทต้องราคาถูกที่สุด และคำขวัญของบริษัทก็คือ ราคาถูกตลอดกาล – always low prices)

วอลมาร์ทจึงตอบโต้ด้วยตัดราคาบริการเช่าหนังรายเดือนชนิด 2 เรื่อง ต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนเรื่องเหลือ 12.97 ดอลลาร์

นี่ คือการส่งสัญญาณกลับไปยังคู่แข่งอย่างชัดเจนว่า "อย่าแหยม" ให้รู้บ้างใครเป็นใคร จะเล่นก็ไม่ว่า แต่อย่าซ่า…อะไรทำนองนี้

นาทีนี้กรรมการบริษัทบล็อกบัสเตอร์คงรุมเหยียบผู้จัดการบริษัท ที่คิดแผนนี้ขึ้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย

ส่วนบอร์ดของเน็ตฟลิกซ์ก็คงอยากร่วมสหบาทาผู้จัดการของบล็อกบัสเตอร์ด้วยเช่นกัน

เมื่อผลออกมาแบบนี้ผู้บริโภคยิ่งเฮโลไปหาวอลมาร์ท ทั้งเน็ตฟลิกซ์และบล็อกบัสเตอร์เองก็ต้องเจ็บตัวสาหัสไปตามๆ กัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้ผู้บริโภครู้ว่าตลาดแข่งขันสมบูรณ์น่าพิสมัยแค่ไหน และขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการแข่งขันที่รุนแรง และเอาเป็นเอาตายของอเมริกาว่า "ไม่ล้อเล่น" ทุกย่างก้าวต้องคิดหลายชั้น

ยิ่งเมื่อมียักษ์ใหญ่เดินนำอยู่ อย่าเที่ยวผลีผลามไปแซงหน้า โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ และกำลังตัวเอง

"อเมริกาเป็นประเทศค้าเสรีที่มีการแข่งขันรุนแรง และดุเดือดที่สุดในโลก ชนิดถ้าไม่เก่งจริงไม่แน่จริง ก็ยากจะอยู่รอดในยุทธจักรได้ ไม่ต้องพูดถึงคำว่า "รวย"ด้วยซ้ำ "

แกะรอยธุรกิจเช่าดีวีดีออนไลน์ในอเมริกา EPISODE II

ความเดิมต่อจากตอนที่แล้ว -เน็ตฟลิกซ์, วอลมาร์ท และบล็อกบัสเตอร์ ห้ำหั่นราคาเช่าดีวีดีออนไลน์กันอย่างดุเดือด และน้องใหม่ แต่หน้าเก่าอย่างบล็อกบัสเตอร์ก็หันมาเล่นบนตลาดเช่าดีวีดีออนไลน์บ้าง โดยเริ่มทดลองตลาดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนมาถึงปีนี้ จึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ผลปรากฏว่า หลังจากเชือดเฉือนราคากันมาได้ราว 1 ปี ในที่สุดต่างฝ่ายก็เริ่มเจ็บตัวกันไปบ้างไม่มากก็น้อย และเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เอง น้า "รีด เฮสติ้งส์" ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเน็ตฟลิกซ์ ก็เข้าไปจับเข่าคุยกับวอลมาร์ท ยักษ์ใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดขายดีวีดีในสหรัฐอเมริกาถึง 1 ใน 3 ส่วน หรือราว 30% ว่า ถ้าขืนแข่งกันแบบนี้ นานวันเข้าก็มีแต่จะต้องเจ็บตัวไปด้วยกันถ้วนหน้า

… ทำไมเราไม่มาร่วมมือกันเล่า เพราะเน็ตฟลิกซ์ ก็เป็นเจ้าตลาดเช่าดีวีดีออนไลน์ โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ถึง 70.2% (ราว 3 ล้านราย)

ในขณะที่วอลมาร์ทเองเข้ามาเล่นในตลาดเช่าดีวีดีมีส่วนแบ่งเพียง 1.2% เศษเท่านั้น ส่วนของบล็อกบัสเตอร์ ซึ่งแม้จะเข้าหลังสุด แต่ฐานลูกค้าเก่าของบล็อกบัสเตอร์ ก็ทำให้น้องใหม่มีลูกค้าอยู่ในมือถึง 750,000 รายไปเรียบร้อยแล้ว หรือคิดเป็นราว 26.8% ของสมาชิกในตลาดเช่าดีวีดีทั้งหมด

ดังนั้น เมื่อน้ารีดเสนอที่จะร่วมมือกันส่งเสริมการตลาดกับวอลมาร์ท ก็จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับยักษ์ใหญ่ที่จะเริ่มดีดลูกคิดอย่างจริงจังว่า จะทำต่อหรือไม่ เพราะขนาดทำมาตั้ง 2 ปีกว่าแล้ว ยังมีลูกค้าน้อยกว่า ตลาดของบล็อกบัสเตอร์เสียอีก

นอกจากจะบวกลบคูณหารตัวเลขอย่างไม่ยากเย็นแล้ว วอลมาร์ท เองก็มาถึงบางอ้อ กับตัวเลขยอดขายดีวีดี และยอดเช่าดีวีดีของตัวเอง ที่สวนทางกัน โดยยอดขายดีวีดีของวอลมาร์ทนำโด่ง ส่วนยอดสมาชิกเช่าดีวีดีของบริษัทกับเตี้ยติดดินที่ว่า ลูกค้าที่จะเป็นสมาชิกดีวีดีออนไลน์นั้น ไม่ต้องการดูหนังคราวละ 2 เรื่องเป็นแน่ ตรงข้ามถ้าดูได้ยิ่งเยอะยิ่งดีตามสไตล์คอหนังทั้งหลาย

ยิ่งกว่านั้นกลุ่มลูกค้าหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มแฟนสินค้าราคาถูกของวอลมาร์ทเอง ก็อาจจะไม่พร้อมรับภาระค่าใช้จ่ายแบบผูกมัดเป็นรายเดือนทุกๆ เดือน ท้ายที่สุดลูกค้าวอลมาร์ทประเภทสมาชิกจึงไม่โตอย่างที่คาดไว้

ตอนนี้การต่อสู้ระหว่างวอลมาร์ท กับเน็ตฟลิกซ์ จึงเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการร่วมมือกันแทน โดยวอลมาร์ท.คอม ซึ่งเป็นหน้าร้านเช่าดีวีดีออนไลน์ของวอลมาร์ท ก็ประกาศบนเวบไซต์ของตัวเองแล้วว่า จะหยุดให้บริการสมาชิกดีวีดีออนไลน์ในวันที่ 16 มิถุนายนปีนี้ และให้สมาชิกทั้งหลายย้ายไปเป็นสมาชิกของเน็ตฟลิกซ์แทน

โดยสมาชิกบริการเช่าดีวีดีของวอลมาร์ทจะได้รับส่วนลดพิเศษจากเน็ตฟลิกซ์ ด้วยการจ่ายเท่าเดิม แต่ได้เงื่อนไขใหม่ตามแบบของเน็ตฟลิกซ์ทุกประการในระยะเวลา 1 ปีแรก

ส่วนเน็ตฟลิกซ์เอง ก็คงจะดีใจเป็นล้นพ้น เพราะได้ลูกค้าของวอลมาร์ทมาฟรีๆ แม้จะแค่ 1% แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการเปลี่ยนคู่แข่ง เป็นพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่แข่งนั้นเป็นวอลมาร์ท ซึ่งทุกคนไม่ว่าหน้าไหน ในวงการใดก็อดสยองไม่ได้ เมื่อวอลมาร์ทเข้าตลาด

กระนั้นในรายละเอียดไม่ได้บอกว่า เน็ตฟลิกซ์ให้อะไรตอบแทนกับวอลมาร์ทบ้าง นอกจากบอกว่า จะร่วมมือกันส่งเสริมการตลาดซึ่งกันและกัน โดยลูกค้าที่ต้องการเช่าดีวีดี วอลมาร์ทก็แนะนำให้ไปเช่ากับเน็ตฟลิกซ์ ส่วนลูกค้าที่ต้องการซื้อดีวีดี เน็ตฟลิกซ์ก็แนะนำให้ไปซื้อกับวอลมาร์ท ซึ่งตอนนี้บนเวบไซต์ของเน็ตฟลิกซ์ ก็ยังไม่ได้ทำอะไร ในขณะที่ของวอลมาร์ท.คอม ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะเลิกให้บริการเช่าดีวีดีออนไลน์

ไม่ใช่แค่เน็ตฟลิกซ์เท่านั้นที่จะยิ้มจนแก้มปริ บล็อกบัสเตอร์เองก็คงจะดีใจจนแทบกระโดดเลยทีเดียว จากตอนแรกที่จะโดนรุมสกรัม ก็กลายเป็นรุมแสดงความยินดี เพราะถ้าเน็ตฟลิกซ์เดี่ยวๆ ชนกับบล็อกบัสเตอร์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง โอกาสที่บล็อกบัสเตอร์จะขึ้นมาแซงหน้าเน็ตฟลิกซ์ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เหมือนกับที่บล็อกบัสเตอร์เคยทำได้เมื่อ 10 ปีที่แล้วกับตลาดร้านเช่าวิดีโอ

เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ก็เนื่องจากตอนนี้ราคาค่าสมาชิกรายเดือนของบล็อกบัสเตอร์ถูกกว่าเกือบ 3 ดอลลาร์ต่อเดือน ในประเภท 3 เรื่องต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนเรื่องต่อเดือน และเงื่อนไขอื่นๆ เหมือนกันทุกประการ

งานนี้มองในด้านหนึ่ง ก็คงจะต้องบอกว่า วอลมาร์ท “ม้วนเสื้อ” แต่มองอีกแง่หนึ่ง ก็เหมือนว่า วอลมาร์ท หนุนเน็ตฟลิกซ์ชนกับบล็อกบัสเตอร์ และเมื่อถึงที่สุดถ้าใครเพลี่ยงพล้ำ หรือถ้าตลาดใหญ่ขึ้น จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 866 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 34,000 ล้านบาท) ในปีนี้ และคาดว่าปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 52,000 ล้านบาท)

ดังนั้นหากลู่ทางสดใสขึ้นวอลมาร์ทเองก็ยังสามารถกลับมาเปิดบริการเช่าดีวีดีออนไลน์ได้อีกครั้งอย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่ แต่ก็อีกนั่นแหละลูกค้าเก่าของวอลมาร์ทอาจจะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่กับการชักเข้า-ชักออกแบบนี้เป็นแน่ อีกทั้งต่อให้ตลาดเช่าดีวีดีออนไลน์ขยายตัวขึ้นในปีหน้า ก็ยังไม่ถึง 0.5% ของยอดขายทั้งปีของวอลมาร์ทเลย

อีกทั้งตลาดจำหน่ายดีวีดีภาพยนตร์ที่วอลมาร์ทเป็นเจ้าอยู่นั้น ก็มีขนาดใหญ่ราว 13 พันล้านดอลลาร์ (หรือราว 520,000 ล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวเลขของปี 2003 และคิดดูเอาเถิดว่า ถ้าวอลมาร์ทขายอยู่ 30% ก็คิดเป็นตัวเองกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 16,000 ล้านบาท) ใหญ่กว่าตลาดเช่าดีวีดีออนไลน์เกือบ 20 เท่าเลยทีเดียว

ตอนนี้หลังจากจบยก 4 ไปแล้ว ก็ต้องบอกว่า วอลมาร์ท ตัดสินใจออกจากตลาดเช่าดีวีดีออนไลน์อย่างค่อนข้างถาวร และคงจะไม่กลับเข้ามาในตลาดนี้อีก (เว้นแต่จะมีโอกาสทองจริงๆ) หรือวอลมาร์ทคิดวิธีให้บริการแบบใหม่ที่เหนือกว่าได้

สำหรับขณะนี้ใครที่อยากดูดีวีดีแบบไม่ต้องซื้อ แต่จ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเท่ากับซื้อหนัง 1 เรื่องแต่ได้ดูราว 18 เรื่อง ก็คงจะต้องหันไปใช้บริการสมาชิกของบล็อกบัสเตอร์ หรือของเน็ตฟลิกซ์หละนะ แต่ในรายละเอียดว่า จะต้องรอคิวหนังดังๆ หรือหนังออกใหม่นานแค่ไหน ก็คงจะต้องลองไปสมัครกันดูเอง แล้วอาจจะเขียนมาบอกเล่ากันบ้างก็ได้

หมายเหตุ อ่านรายละเอียดการใช้บริการของเน็ตฟลิกซ์ได้จาก www.netflix.com และของบล็อกบัสเตอร์ได้จาก www.blockbuster.com (แล้วอย่าลืมซื้อยาหยอดตาเตรียมไว้ก่อนล่ะ เดี๋ยวตาแฉะไม่รู้ตัว)

By ชวนิต ศิวะเกื้อ

From : http://www.bangkokbizweek.com/20050801/ibiz/index.php?news=column_18202452.html

Categories: Business
  1. shu re
    15 August 2005 at 10:24 AM

    bro can u speak english or r u just fucked in the head

    • poe
      5 January 2011 at 7:34 PM

      Good blog

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: