Home > Health and wellness > Diabetes Mellitus

Diabetes Mellitus

เบาหวาน ไม่หวานอย่างที่คิด
(Diabetes Mellitus)

สัปดาห์นี้ เราจะมาคุยกันถึงโรคเบาหวาน คุณผู้อ่านทุกท่านคงจะคุ้นเคยกับชื่อของโรคนี้ดี หรืออาจจะมีคนรู้จักที่กำลังเป็นโรคนี้อยู่ ฟังชื่อแล้วอาจจะคิดว่าเกี่ยวกับปริมาณของความหวานมันที่มีอยู่ในตัวหรือเปล่า ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดแน่นอนค่ะ คุณคงอยากทราบว่ามันจะเกี่ยวกับความหวานแบบไหน และสาเหตุใดที่ทำให้เป็นโรคนี้ได้

ถ้าพูดถึงความหวานแล้วสิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่คิดถึงคงจะเป็น ความหวานจากน้ำตาล เพราะหาง่ายและอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด น้ำตาลแอบแฝงอยู่ในอาหารแทบจะทุกอย่าง แต่คุณทราบหรือไม่ว่าน้ำตาลยังสามารถแฝงตัวอยู่ในอาหารบางจำพวกที่ดูแล้วไม่น่าจะมีน้ำตาลได้ แต่มันสามารถเปลี่ยนสภาวะของตัวมันเองให้เป็นน้ำตาลได้ ได้แก่ อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งนั่นเอง เพราะความที่คนส่วนใหญ่คิดไม่ถึงนี่แหละที่ทำให้เรารับน้ำตาลจากอาหารเข้าไปจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว จนทำให้เป็นโรคเบาหวานได้ หลายท่านคงสงสัยว่าหากทานน้ำตาลมากๆ แล้ว จะเป็นโรคเบาหวานได้หรือไม่ คำตอบคือมีความเสี่ยงที่จะเป็นสูง เพราะฉะนั้น สาเหตุของการเกิดเป็นโรคเบาหวานเกิดจากการที่เรารับประทานอาหารที่มีน้ำตาลผสมอยู่มาก หรือการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ำตาลมากนั่นเอง อาการของคนที่เป็นโรคเบาหวาน เราสามารถทราบได้จากตรวจระดับน้ำตาลในเลือด จะปัสสาวะบ่อยมากขึ้น มีแผลตามร่างกายแล้วหายช้ากว่าปกติ และที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นโรคเบาหวาน ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น โรคหัวใจ ซึ่งหมอเคยพูดให้คุณผู้อ่านทราบไปครั้งก่อนนั้นแล้วว่าโรคหัวใจมีอาการอย่างไรป้องกันได้อย่างไร โรคเกี่ยวกับไตอาจทำให้ถึงกับไตวายได้ ถ้าหากควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่ขึ้นสูงได้ไม่ดี จนเบาหวานขึ้นตาแล้วอาจจะทำให้ตาบอดได้ นอกจากนี้ ยังทำลายระบบประสาททำให้มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า หรือถ้ามีแผลที่เกิดตามส่วนต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณเท้า แผลจะลุกลาม อาจจะต้องถึงขั้นตัดขา เพื่อป้องกันไม่ให้แผลลุกลามมากขึ้น ถึงตอนนี้แล้วหลายท่านคงหวั่นเกรงกับเจ้าโรควายร้ายนี้แล้ว และนึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นโรคนำไปสู่โรคร้ายแรงอื่นๆ ได้มากขนาดนี้ แต่คุณทราบหรือไม่ว่าก่อนที่คุณจะเป็นโรคเบาหวานและเกิดอาการหลายอย่างที่หมอเล่าให้ฟังไป จริงแล้วๆ อาจจะมีภาวะบางอย่างที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณกำลังมีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นเจ้าโรควายร้ายนี้ได้ สัญญาณเตือน ที่คุณควรจะระวังไว้คือ

– หากคุณไปวัดความดันโลหิตแล้วพบว่าสูงเกิน 140/90

– คุณที่มีรอบเอวใหญ่ มองกระจกทีไรก็เห็นเงาของผลแอปเปิลยักษ์สะท้อนกลับมาทุกที นั่นหมายถึงคุณมีรอบเอวที่เกิน 88 ซม.ในคุณผู้หญิง และเกิน 102 ซม.ในคุณผู้ชาย เค้าจึงเปรียบเทียบถึงลักษณะรูปร่างว่ามีรูปร่างกลมกลึงดังผลแอปเปิล เพราะฉะนั้น คุณต้องรีบกำจัดรอบเอวที่เกินนั้นโดยด่วน

– มีภาวะไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ

– ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 100 mg/dl ซึ่งยังไม่ถึงขั้นที่เป็นเบาหวาน แต่คุณอย่าชะล่าใจนะคะ เพราะเป็นระดับที่ไม่น่าจะปล่อยทิ้งไว้นานๆ เพราะอาจจะทำให้เป็นได้ในที่สุด

ถ้าคุณผู้อ่านท่านใด มีภาวะข้างต้นเกิดขึ้นบ้างแล้ว คงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อป้องกันไม่ให้ไปสู่การเกิดโรคเบาหวานได้ เราสามารถป้องกันโดยตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งเริ่มจากการปรับเปลี่ยนการรับประทาน

เบาหวาน ไม่หวานอย่างที่คิด (ต่อ)
(Diabetes Mellitus, More)

อาทิตย์นี้ เราจะมาพูดคุยกันถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวันเพื่อห่างไกลจากเบาหวาน

อันดับแรกที่คุณควรจะปรับในการรับประทานอาหารก็คือ ลดอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตลง แต่ไม่ควรงดไปเลย หากดูตามลักษณะของอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่มีผลกับระดับน้ำตาลในเลือด สามารถแบ่งออกเป็น 2 จำพวก

ความแตกต่างของคาร์โบไฮเดรต 2 จำพวกที่หมอจะกล่าวถึงนี้คือ มีความแตกต่างกันที่อัตราความเร็วของการเปลี่ยนแปลงของแป้งที่เปลี่ยนมาเป็นน้ำตาล และระยะเวลาดูดซึมที่แตกต่างกัน คือ High glycemic index

คาร์โบไฮเดรตจำพวกนี้คุณควรจะหลีกเลี่ยงเพราะเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นลงเร็ว (swing) น้ำตาลไม่คงที่ ไม่อยู่ในระดับที่สม่ำเสมอ ได้แก่ พาสต้า ขนมปังขาว ข้าว คอนเฟลค ผักที่มีลักษณะเป็นหัวๆ มักจะมีแป้งอยู่สูง เช่น แครอทต้ม มันฝรั่งต้ม ผลไม้ที่มีรสหวานมากจะมีน้ำตาลอยู่สูงด้วยเช่นกัน เช่น สตรอว์เบอร์รี ทุเรียน มะม่วงสุก ฯลฯ

ส่วนอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่คุณควรจะรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมไม่ควรงด ก็คือ คาร์โบไฮเดรต จำพวก Low glycemic index เป็นอาหารที่มีน้ำตาลต่ำ หากคุณทานเข้าไปแล้วจะมีผลทำให้ดูดซึมช้า จึงไม่ทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นลงเร็ว ระดับน้ำตาลในเลือดจะสม่ำเสมอคงที่ ได้แก่ อาหารที่มีไฟเบอร์อยู่สูง จำพวกผักสด ผักใบเขียวต่างๆ ผักที่ไม่ผ่านการประกอบมาก่อน หากเป็นผลไม้ต้องเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ เช่น แอปเปิล เชอรี่ ฝรั่ง ชมพู่

คุณผู้อ่านที่อ่านมาถึงตอนท้ายนี้ หากผู้ที่ใกล้ชิดหรือตัวคุณเองยังไม่เป็นโรคเบาหวาน แต่มีภาวะที่บ่งชี้ว่าอาจจะเป็นได้ ถึงตอนนี้คุณคงระวังในการเลือกรับประทานอาหารมากขึ้นแล้ว พร้อมๆกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร

คุณควรจะออกกำลังกายให้เหมาะสมมากขึ้นด้วย สำหรับบางท่านที่เป็นโรคเบาหวานหรือมีผู้ใกล้ชิดที่เป็นโรคนี้อยู่ หมอมีหลักการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มาฝากค่ะ คือ หลักการดูแลผู้ที่เป็นเบาหวานแล้ว คุณควรจะรักษาให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงมาใกล้เคียงกับระดับปกติ โดยการควบคุมอาหาร อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงและอาหารที่ควรรับประทาน

คุณสามารถปฏิบัติตามข้อความข้างต้นได้เลย ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานควรจะหันมาทานอาหารกลุ่มโปรตีนให้มากขึ้นด้วย และหันมารับประทานกลุ่มไขมันดี จำพวกโอเมก้า 3, 9 ให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งอาหารในกลุ่มไขมันนี้หมอเคยพูดถึงแล้วในตอนที่เกี่ยวกับโรคหัวใจ และที่สำคัญระวังอย่าให้ตัวเองเป็นแผลตามส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะบริเวณเท้า เพราะผู้ป่วยโรคเบาหวานเมื่อเป็นแผลแล้วจะหายช้ากว่าในคนปกติ พร้อมๆ กับการออกกำลังกายที่ต้องปฏิบัติอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ

เบาหวาน ป้องกันได้ด้วยอาหาร
(Diabetes Mellitus & Food)

สัปดาห์นี้หมอจะพูดต่อถึงเรื่องอาหารเสริมที่เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยหรือผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ในสัปดาห์ก่อนคุณผู้อ่านคงจะทราบถึงอาการที่มีภาวะบ่งชี้ว่าอาจจะเป็นโรควายร้ายนี้ไปบ้างแล้ว หมอจึงอยากจะกล่าวทบทวนอาการในโรคนี้อีกครั้งหนึ่งก็คือ ผู้ป่วยจะกระหายน้ำบ่อยมากขึ้น พร้อมกับปัสสาวะบ่อยขึ้น รู้สึกอ่อนเพลีย เซื่องซึม รับประทานจุมากขึ้น มักหิว น้ำหนักเพิ่มหรือลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีผื่นคันเกิดขึ้นตามตัว เป็นแผลแล้วหายยาก อาจมีอาการติดเชื้อซ้ำซ้อน มีภาวะตามัวเกิดขึ้นอาจรุนแรงถึงขั้นตาบอด รวมทั้งอาจเกิดเชื้อราตามร่างกายได้

หากเกิดกับสุภาพสตรีจะเกิดเชื้อราทางช่องคลอดได้ ซึ่งอาจจะเป็นๆ หายๆ สลับกัน เป็นอาการที่ทรมานกายและทรมานใจยิ่งนัก หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ให้คุณสงสัยไว้ก่อนเลยว่าอาจจะเป็นโรคนี้เข้าให้แล้ว

หากเจ้าโรควายร้ายนี้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ แล้วมีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดีพอ ปล่อยให้มีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมาก จะทำให้มีอาการร้ายแรงที่เกิดขึ้นอีกอย่าง คือ ช็อกหมดสติได้ เมื่อถึงเวลานั้นอาจจะหมดหนทางแก้ไข ซึ่งคุณคงทราบแล้วว่าโรคเบาหวานยังเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายแรงและน่ากลัวอีกหลายโรค เช่น โรคหัวใจ โรคอัมพาต เพราะภาวะเสื่อม ไขมันสูง และโรคที่น่าเกรงกลัวอีกหลายโรคซึ่งหมอได้กล่าวถึงแล้วในสัปดาห์ก่อน

คุณผู้อ่านคงจะทราบวิธีป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคเบาหวานไปบ้างแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งหมอได้พูดถึงไปบ้างเกี่ยวกับการปรับการรับประทานอาหารให้ถูกสัดส่วน โดยเฉพาะในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต

อาหารเสริม สำหรับเบาหวาน

สัปดาห์นี้หมอจะพูดถึงกลุ่มอาหารเสริมที่เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยหรือผู้ที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคนี้เพิ่มเติม ซึ่งนอกจากเป็นการได้สารอาหารเสริมเพิ่มเติมแล้วยังมีส่วนช่วยการป้องกันและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่อาจจะผิดปกติได้

มีการวิจัยค้นพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมี สารอนุมูลอิสระ (free radical) อยู่มากกว่าในคนปกติ ดังนั้นจึงควรได้รับสารอาหารและ สารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) อย่างเหมาะสม สารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) 5 ทหารเสือที่สำคัญกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน จะพบในวิตามินเอ, ซี, อี, โคเอนไซม์คิวเทน และใน Alpha-Lipoic Acid ยังมีสารอาหารที่เป็นพระเอกต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอีกหลายตัวด้วยกันคือ โครเมียม, วานาเดียม, แมกนีเซียม

สารอาหารเหล่านี้ โดยหลักๆ แล้วจะช่วยการทำงานของ อินซูลิน (insulin) ดีขึ้นเพราะ การทำงานของอินซูลินฮอร์โมนในผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีการตอบสนองต่อร่างกายไม่ดีนัก และจะช่วยในเรื่องรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ไม่ให้ขึ้นสูงหรือลงต่ำเร็วเกินไป หากระดับน้ำตาลในเลือดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะทำให้มีอาการที่เป็นอันตรายเกิดขึ้นตามมาได้ อย่างเช่นหน้ามืด หมดแรง หัวใจเต้นเร็ว

สารอื่นๆเช่น กรดไขมันชนิดจำเป็น (โอเมก้า 3) และในกลุ่ม วิตามินบี ก็มีประโยชน์เช่นเดียวกัน

สารอาหารตัวแรกที่จะกล่าวถึงคือ โครเมียม (Chromium) จะช่วยในการทำงานของอินซูลินให้ดีขึ้น ช่วยในการลดไขมันไม่ดี LDL และช่วยเพิ่มไขมันดีขึ้นมาคือ HDL แหล่งอาหารธรรมชาติที่พบโครเมียมคือ จาก Brewer’s yeast, พริกไทยดำ, เนื้อสัตว์โดยเฉพาะตับ, Whole Wheat,บร็อกโคลี, พืชตระกูลถั่ว และในเห็ด ซึ่งอาหารเหล่านี้จะพบโครเมียมอยู่สูงมาก

ในคนปกติจะมีสารโครเมียมในร่างกายเพียงพออยู่แล้วจากการรับประทานอาหาร แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะพบว่าร่างกายมีความต้องการในการใช้โครเมียมเพื่อช่วยในการทำงานของอินซูลินมากขึ้น ดังนั้นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทดแทนการขาดสารอาหารนี้ได้อย่างเต็มที่คือการทาน Supplement หรืออาหารเสริมเพิ่มเติม

สารอาหารที่เป็นพระเอกตัวที่สองคือ วานาเดียม (Vanadium) มีประโยชน์เพื่อช่วยให้ร่างกายเมตาบอลิซึมกลูโคสได้มากขึ้น และแน่นอนช่วยในการทำงานของอินซูลินให้ดีขึ้น จะพบมากในอาหารจำพวกเนื้อปลา ในพริกไทยดำ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานควรจะได้รับสารอาหารนี้มากขึ้น

สารอาหารที่เป็นพระเอกตัวที่สามคือ แมกนีเซียม (Magnesium) จะช่วยในการเมตาบอลิซึมกลูโคสเหมือนในวานาเดียมเช่นเดียวกัน หากในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมีสารแมกนีเชียมต่ำ อาจจะทำให้ภาวะที่ร่างกายไม่ตอบสนองกับอินซูลินได้ (insulin resistant) เพราะฉะนั้นควรจะทานอาหารที่มีแมกนีเซียมอยู่สูงเพื่อป้องกันภาวะดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นได้ แหล่งอาหารที่สามารถพบแมกนีเซียมคือ กลุ่มจำพวกผลไม้ ได้แก่ มะนาว องุ่น อาหารจำพวกถั่ว Whole Wheat ซึ่งในคนปกติมักจะมีแมกนีเซียมเพียงพออยู่แล้ว

สารอาหารที่เป็นพระเอกตัวที่สี่ คือ กรดไขมันชนิดจำเป็น (โอเมก้า 3) หรือ Fish oil ในสัปดาห์ก่อนๆหมอเคยได้พูดถึงไปบ้างแล้ว มีประโยชน์ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย และช่วยในการลดไขมันโดยเฉพาะไขมันไตรกลีเซอไรด์ เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมักจะมีภาวะเมตาบอลิซึมของไขมันไม่ดี และมักจะมีไขมันสูงซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นมาได้อย่างเช่นโรคหัวใจ หลอดเลือดในสมองตีบ

สารอาหารที่เป็นพระเอกตัวที่ห้า คือ กลุ่มวิตามินบี จะช่วยในการทำงานของระบบประสาทให้ดีขึ้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท อาการตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ มักจะมีอาการชาตามปลายนิ้วมือและเท้า ยังมีอาการอื่นๆ อีกที่แสดงถึงปัญหาของระบบประสาทตั้งแต่อาการเล็กน้อย อย่างเช่น คันยิบบริเวณปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า จนถึงอาการชาหรือเจ็บโดยไม่ทราบสาเหตุได้ ร้อยละ 40 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักจะเกิดอาการทางระบบประสาท ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่ผู้ป่วยมักจะมีบาดแผลตามมือและเท้า เพราะเดินชนหรือโดนของมีคมโดยไม่รู้ตัว นับเป็นปัญหาของผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเกิดบาดแผลแล้วมักจะเกิดการลุกลามและหายยากในผู้ป่วยโรคนี้ หากแผลลุกลามมากอาจจะรุนแรงถึงขั้นที่ต้องตัดอวัยวะบางส่วน เช่น ขาหรือแขน เพราะป้องกันการลุกลามของแผลที่เกิดขึ้น

สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
By ศัลยา คงสมบูรณ์เวช Registered dietitian (USA)

Categories: Health and wellness
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: