Home > Psychology > Buddhism Sects Part 2

Buddhism Sects Part 2

กรณีธรรมกาย
โดย พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต)

พระพุทธศาสนาแบบที่เรานับถือกันอยู่ ซึ่งสืบต่อมาในประเทศไทยนี้ เรียกว่าพระพุทธศาสนาเถรวาท หรือบางทีก็ถูก เรียกว่า หินยาน ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของคำสอนที่รักษามาในพระไตรปิฎกภาษาบาลี พระไตรปิฎกภาษาบาลีของเถรวาทนี้เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นคำสอนดั้งเดิมแท้ของพระพุทธเจ้า เก่าแก่ ที่สุดเท่าที่จะสืบหาได้ แล้วรักษากันมาอย่างเคร่งครัด ทั้งแม่นยำที่สุดและครบถ้วนที่สุด

เวลานี้ในโลกก็รู้กันอยู่ว่าพระพุทธศาสนามีนิกายใหญ่ 2 นิกาย คือ เถรวาท กับมหายาน นอกจากพระ พุทธศาสนาแบบเถรวาทอย่างของเรานี้ ก็มีพระพุทธศาสนาแบบมหายาน ที่มีในประเทศแถบเอเชียภาคเหนือ อย่าง ญี่ปุ่น จีน เกาหลี มองโกเลีย เป็นต้น รวมทั้งทิเบตซึ่งมักจะไม่ยอมเรียกตนเป็นมหายาน แต่เรียกตนว่าวัชรยาน กลายเป็น 3 นิกาย

ทั้งโลกนี้รู้กันอยู่และยอมรับกันทั่วไปว่า เถรวาทเป็นพระพุทธศาสนาดั้งเดิม พระไตรปิฎกบาลีก็เป็นพระ ไตรปิฎกดั้งเดิม ชาวพุทธฝ่ายมหายานก็ยอมรับเช่นนั้น นักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญด้านมหายานนั่นแหละ พูดออกมา เองอย่างเต็มปาก
ยกตัวอย่างด้านจีน เช่น Professor Soothill ผู้รวบรวมพจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนาภาษาจีน เขียน ไว้ในคำ "มหายาน" ว่า

"Mahayana . . . is interpreted as มหายาน (คำจีน) the greater teaching as compared with หินยาน
(คำจีน ) the smaller, or inferior. Hinayana, which is undoubtedly nearer to the original teaching of the
Buddha, is unfairly described as an endeavour to seek nirvana through an ash- covered body, an extinguished intellect, and solitariness; . . .

"มหายาน . . . ได้รับการแปลความหมายให้เป็นหลักธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยเปรียบเทียบกับ "หินยาน" ซึ่ง(ถูกแปลความหมายให้) เป็นหลักธรรมที่เล็กน้อยหรือด้อยกว่า. หินยาน ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าใกล้เคียงกับคำ สอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้ามากกว่า ถูกกล่าวขานอย่างไม่เป็นธรรม ว่าเป็นความพยายามที่จะแสวงนิรวาณ (นิพพาน) ด้วยอาศัยกายที่หมกเถ้าธุลี ปัญญาที่ดับอับแสง และการปลีกตัวหลีกเร้น; . . ."

ตัวอย่างด้านญี่ปุ่น เช่น Professor Mizuno ได้เขียนหนังสือไว้ ให้รู้ว่า

". . . of all the sects and schools of Buddhism, Theravada Buddhism, one of the major Hinayana schools, is the only one that possesses a complete canon in a single language."

"ในบรรดาพุทธศาสนาทั้งหมดทุกนิกายนั้น พุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งเป็นนิกายใหญ่นิกายหนึ่งในสาย หินยาน เป็นพุทธศาสนานิกายเดียว ที่มีพระไตรปิฎกครบถ้วนบริบูรณ์อยู่ในภาษาเดียว"

ตัวอย่างด้านประเทศตะวันตก T. O. Ling ก็เขียนไว้ใน Dictionary ของเขาทำนองเดียวกันว่า

"Tipitaka The canon of Buddh. scripture in Pali, regarded as authoritative by the Theravada; it is earliest form of Buddh. teaching available and the most complete"

"ติปิฏก คัมภีร์หลักของพระพุทธศาสนาในภาษาบาลี ซึ่งเถรวาทยึดถือเป็นแบบแผน ติปิฏกเป็นคำ สอนของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมสุดเท่าที่มีอยู่ และสมบูรณ์ที่สุด"

เรื่องที่ว่าพระไตรปิฎกบาลีเก่าแก่ เดิมแท้ ครบถ้วนที่สุดนี้ เป็นที่รู้และยอมรับกันทั่ว แต่ที่ก้าวไปไกลกว่า นั้น ก็คือการที่ปราชญ์มหายาน รวมทั้งในประเทศมหายานเอง ยอมรับด้วยว่าคัมภีร์ของตนไม่ใช่พุทธพจน์แท้จริง จนกระทั่งเห็นว่าจะต้องหันมาศึกษาพระไตรปิฎกบาลีของเถรวาทด้วย

ยกตัวอย่าง นาย Christmas Humphreys ที่ เอกสารของวัดพระธรรมกาย ยกย่องให้เป็น "ปราชญ์ ใหญ่ทางพระพุทธศาสนาในดินแดนตะวันตก ที่มีชื่อเสียงก้องโลก" ได้เขียนไว้ในหนังสือตำราอ้างอิงของเขาให้รู้ ว่า พระสูตรของมหายานไม่ใช่คำตรัสของพระพุทธเจ้า ดังความว่า

"The Suttas of the Theravada are presented as actual sermons of the Buddha; those of the Mahayana are frankly later compilations put into his mouth"

" พระสูตรทั้งหลายของเถรวาทนั้น ท่านนำเสนอไว้โดยเป็นพระธรรมเทศนาที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า;
ส่วน พระสูตรทั้งหลายของมหายาน พูดกันตรงไปตรงมาก็คือ คำนิพนธ์ยุคหลังที่บรรจุเข้าในพระโอษฐ์"

ในประเทศญี่ปุ่น ความตื่นตัวของมหายานที่จะมาถึงขั้นนี้ ต้องผ่านความกระทบกระทั่งเจ็บปวดกันบ้าง อย่างที่ Dr. Mizuno เขียนเล่าตอนหนึ่งว่า

"Dr. Murakami stated that Shakyamuni is the sole historical Buddha and that Amitabha Buddha . . . never existed . . . clearly the statement that Shakayamuni did not expound Mahayana teachings is consistent with historical evidence."

"ดร.มูรากามิ กล่าวว่า พระศากยมุนีเป็นพระพุทธเจ้าที่มีอยู่พระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ และกล่าวว่า พระอมิตาภพุทธะ ที่ศาสนิกนิกายสุขาวดีทั้งหลายนับถือนั้น ไม่เคยมีจริง . . . คำกล่าวที่ว่าพระศากยมุนีมิได้ตรัส แสดงคำสอนของมหายานนั้น เป็นการสอดคล้องกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างแจ้งชัด"

Dr. Mizuno ได้เขียนถึงสภาพปัจจุบันว่า

". . . in Japan it is commonly held that, for a correct understanding, a thorough study of
Mahayana Buddhism must include both primitive and fundamental Buddhism.
The study of Pali sutras has served three important purposes. It has helped to provide a correct understanding of both primitive and fundamental Buddhism as the basis of Buddhism; to advance unity and cooperation among Japanese Buddhists of different sects, since the Mahayana Buddhist sects all originate in the same sourcesัprimitive and fundamental Buddhism; and to provide agreement that Shakyamuni was the founder of Buddhism."

". . . ในประเทศญี่ปุ่น ได้ยึดถือร่วมกันว่า เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง การศึกษาพุทธศาสนามหายาน อย่างทั่วตลอด จะต้องรวมเอาพุทธศาสนา (เถรวาท) ที่ทั้งดั้งเดิมและเป็นพื้นฐานด้วย"

การศึกษาพระสูตรบาลีสนองวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ คือ

(1) ช่วยให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ต่อพระพุทธศาสนา (เถรวาท) ที่ทั้งดั้งเดิมและเป็นพื้นฐานนั้น ว่าเป็นที่ตั้งของพระพุทธศาสนา;

(2) เพื่อส่งเสริม เอกภาพและความร่วมมือกันในหมู่ชาวพุทธญี่ปุ่นผู้นับถือนิกายต่างๆ ด้วยเหตุที่พุทธศาสนามหายานทุกนิกาย ล้วนมีกำเนิดจากแหล่งเกิดเดียวกันคือ พุทธศาสนา (เถรวาท) ที่ทั้งดั้งเดิมและเป็นพื้นฐานนั้น และ

(3) เพื่อให้มี ความเห็นร่วมกันว่าพระศากยมุนี เป็นพระศาสดาผู้ประดิษฐานพุทธศาสนา" พระพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและมหายานต่างก็มีหลักการของตนเองที่แน่นอน ชัดเจน ยิ่งมหายานแตก แยกเป็นนิกายย่อย ๆ มากมาย ดังเช่นในญี่ปุ่น ไม่ต้องนับนิกายที่ล้มหายสาบสูญไปแล้วในยุคต่าง ๆ ปัจจุบันนี้ก็ ยังมีนิกายใหญ่ถึง 5 นิกาย และแตกเป็นนิกายย่อยอีกประมาณ 200 นิกาย แต่ละนิกายก็มีคำสอน มีหลักการ ต่างๆ ที่แตกต่างกัน และมหายานด้วยกันเองนั้นแหละแตกต่างกันไกล บางทีแตกต่างกันเองมากยิ่งกว่าแตกต่าง กับพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทด้วยซ้ำ

ถ้าพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทอย่างของเราไม่สามารถรักษาหลักการของตนไว้ได้ ปล่อยให้หลักการ หรือคำสอนภายนอกอย่างของมหายานเข้ามาปะปนจะไม่เพียงเกิดความสับสนเท่านั้น แต่คำสอนที่แท้จริงของ พระพุทธเจ้า ที่ใครๆ หวังจากเรา ก็จะพลอยเลอะเลือนหมดไป เพราะไม่รักษาคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้าไว้ มหายานจึงต่างกันเอง ห่างไกล ยิ่งกว่าต่างจากเถรวาทอย่างไทย

ความจริงการชำระสะสางแยกกันชัดเจนระหว่างเถรวาทกับมหายานนั้น ได้มีมานานแล้วตั้งแต่ก่อน เกิดเป็นมหายานด้วยซ้ำไป หมายความว่า ก่อนจะมีนิกายมหายานนั้นมีความคิดเห็นแปลกแยกออกไป ซึ่งในระยะแรก เรียกว่ามหาสังฆิกะ แล้วจึงพัฒนาขึ้นมาเป็นมหายานภายหลัง การชำระสะสางความคิดเห็นแปลก แยกเหล่านี้ทางฝ่ายเถรวาทได้ชี้แจงแสดงไว้ชัดเจนแล้ว ตั้งแต่สังคายนา ครั้งที่ 3 ที่พระเจ้าอโศกมหาราชเป็น องค์อุปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 235 พระไตรปิฎกภาษาสันสกฤตก็ดี จีนก็ดี ทิเบตก็ดี หรือภาษาอะไรอื่นก็ดีที่นอกบาลีทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นของมหายาน หรือสืบเนื่องต่อมาหลังสังคายนาครั้งที่ 4 (ทางมหายานถือว่าเป็นครั้งที่ 3) ที่เมืองบุรุษปุระ ทาง ตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย เมื่อ พ.ศ. 643 ซึ่งเป็นการสังคายนาของนิกายสรวาสติวาทิน มหายานยอมรับ การสังคายนาครั้งนี้ ต่อมานิกายสรวาสติวาทิน สาบสูญไปแล้ว แต่มหายานพัฒนาต่อมาโดยใช้คัมภีร์ภาษา สันสกฤตอย่างเดียวกับนิกายสรวาสติวาทิน คัมภีร์พระไตรปิฎกสันสกฤตเป็นของเกิดภายหลังจากพระไตรปิฎกภาษาบาลีที่เป็นของดั้งเดิม การชำระสะสางก็ดี การรู้ความแตกต่างกันนั้นก็ดี เป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่ก่อนแล้ว หมายความว่า พระเถระที่รวบรวม จัดทำสังคายนาพระไตรปิฎกบาลีของเถรวาทนั้น ท่านรู้ความแตกต่างอยู่ก่อนแล้ว และท่านได้สะสางไว้เสร็จแล้ว เราจึงไม่ควรจะนำกลับไปปะปนกันอีก ยิ่งพระไตรปิฎกจีนด้วยแล้ว ก็เกิดสืบเนื่องจากพระไตรปิฎกฉบับสันสกฤตนั้นอีกต่อหนึ่ง พระไตรปิฎก จีนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในอินเดีย แต่เกิดขึ้นในประเทศจีน เพราะฉะนั้นก็ห่างหลังฉบับภาษาสันสกฤตออกไปอีก

เท่าที่นักประวัติศาสตร์สืบทราบได้ พระพุทธศาสนาที่เข้าไปสู่ประเทศจีนอย่างจริงจังนั้น ได้เริ่มเมื่อ ประมาณ พ.ศ. 608 เมื่อพระเจ้ามิ่งตี่ หรือเม่งตี่ ทรงส่งทูต 18 คนไปสืบพระพุทธศาสนาในประเทศตะวันตก คือ อินเดีย หรือชมพูทวีป ในครั้งนั้นพระกาศยปะ มาตังคะที่เข้ามาประเทศจีนจากประเทศอินเดีย ได้แปลพระสูตร พุทธวัจนะ 42 บท ที่ฝรั่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า The Sutra of Forty-two Sections ขึ้นเป็นสูตรแรก

ต่อมาอีกนานจึงมีการแปลคัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาสันสกฤตเป็นจีนอย่างจริงจังประมาณปี พ.ศ. 944 เมื่อพระกุมารชีวะจากแคว้นกูจา ในเอเชียกลาง มาถึงนครเชียงอานแล้วได้แปลคัมภีร์ออกมาส่วนหนึ่ง ต่อจาก นั้นเหตุการณ์ใหญ่อีกครั้งหนึ่งก็คือสมัยราชวงค์ถัง เมื่อหลวงจีนที่เรารู้จักกันดี คือพระถังซำจั๋ง หรือหลวงจีน***น จัง หรือยวนฉาง ได้ไปสืบพระไตรปิฎกในไซที คือแคว้นตะวันตก หรือดินแดนตะวันตก ซึ่งหมายถึงชมพูทวีป ใน พ.ศ. 1172 แล้วกลับมาถึงเมืองจีนเมื่อ พ.ศ. 1188 คือเกือบ พ.ศ. 1200 และได้แปลพระสูตรภาษาสันสกฤตที่นำ มาจากอินเดียเป็นภาษาจีน

ส่วนพระไตรปิฎกภาษาทิเบตก็เช่นเดียวกัน เพิ่งแปลมาจากภาษาสันสกฤตหลัง พ.ศ. 1160 เพราะว่า พระพุทธศาสนาเพิ่งเข้าสู่ทิเบตในช่วง พ.ศ. 1160 นั้น เมื่อกษัตริย์ทิเบตอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเนปาลและเจ้า หญิงจีน ที่นับถือพระพุทธศาสนา

พระไตรปิฎกมหายานที่เป็นหลัก ก็มีของจีนกับของทิเบตเท่านี้ ส่วนพระไตรปิฎกมหายานนอกจากนี้ ก็ ถ่ายทอดต่อจากจีน-ทิเบตไปอีก อย่างของเกาหลี และญี่ปุ่นเป็นต้น หรือไม่ก็เป็นเพียงกระเส็นกระสาย มีนิดๆ หน่อยๆ หาเป็นชิ้นเป็นอันได้ยาก ที่น่าเสียดายก็คือ พระไตรปิฎกฉบับภาษาสันสกฤตที่เป็นต้นเดิมของมหายานนั้น ได้สูญหายไปแทบ หมดสิ้น แม้จะกลับไปพบที่ฝังหรือเก็บใส่สถูปเจดีย์ไว้ ก็อยู่ในสภาพกระจัดกระจายหรือแหว่งวิ่น พระไตรปิฎกเดิมของสันสกฤต เกิดหลังบาลีอยู่แล้ว ยังมาสูญหายไปเสียอีก พระไตรปิฎกฉบับภาษา จีนและทิเบตที่แปลต่อจากฉบับสันสกฤตนั้น ก็เลยแทบไม่มีต้นฉบับเดิมที่จะตรวจสอบ การที่จะสืบหาคำสอน เดิมที่แท้แปลให้ตรงจริงจึงเป็นไปได้ยาก ดังเช่นพระไตรปิฎกของจีนนั้น บางเรื่องเป็นพระสูตรเดียวกัน แต่เมื่อไม่ มีฉบับภาษาสันสกฤตที่เป็นตัวเดิม ก็เลยรวมเข้าชุดโดยเอาทั้งฉบับแปลของพระกุมารชีวะ (ราว พศ. 944) และ ฉบับแปลของหลวงจีน***นจัง (ราว พศ. 1188) เพิ่มความใหญ่โตให้แก่พระไตรปิฎกของมหายาน เป็นอันว่า พระไตรปิฎกของมหายาน ตั้งแต่ฉบับใหญ่ของจีนและทิเบต ตลอดจนฉบับภาษาอื่นๆ ที่มี กระเส็นกระสาย ไม่ว่าจะพบที่ไหน เราก็พูดได้ชัดเจนว่าเป็นของที่เกิดทีหลัง และเมื่อมองในแง่ของการรักษาคำ สอนของพระพุทธเจ้า ก็อยู่ในสภาพง่อนแง่น นอกจากสืบหาพุทธพจน์ได้ยากแล้ว ก็ยังเป็นส่วนที่แต่งใหม่ใส่พระโอษฐ์เข้าไปอีก ต่างจากพระไตรปิฎกบาลีของเถรวาทที่นอกจากเป็นของดั้งเดิมก่อนกว่าแล้ว ก็ยังมีประวัติการ รักษาสืบต่อมาอย่างมั่นคง ดังที่ปราชญ์พุทธศาสนาไม่ว่าที่ไหนๆ ไม่ต้องพูดถึงตัวเราเอง แม้ถึงตะวันตกและ ประเทศมหายานเองก็ยอมรับทั่วกัน
การที่เราเจอพระไตรปิฎกอื่น ๆ นั้นก็เป็นข้อดีใน 2 ประการ คือ

ประการที่ 1 จะได้รู้ว่าเรื่องนั้นๆ ทางมหายานสอนว่าอย่างไร และเมื่อพูดถึงมหายานก็ต้องแยกนิกาย ด้วยว่า นิกายไหนของมหายานสอนไว้ว่าอย่างไร แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะเอามาปะปนกัน (มหายานด้วยกันเอง เขาก็ไม่ยอมให้ต่างนิกายมาปนกับเขา) แต่เอามาเทียบเพียงให้รู้ว่า ในเรื่องนี้ เช่น นิพพาน ทางเถรวาทสอนว่า อย่างนี้ มหายานนิกายนี้สอนว่าอย่างนี้ มหายานนิกายนั้นสอนว่าอย่างนั้น เพราะนิกายมหายานนั้นแตกแยกกัน ออกไปมาก ตามคำสอนของอาจารย์ในแต่ละนิกาย ดังที่เรียกชื่อมหายานอีกอย่างหนึ่งว่า อาจารยวาท (บาลีว่า อาจริยวาท) มหายานเองก็ไม่ลงกัน เราควรจะปล่อยให้มหายานเถียงกันดีกว่าที่จะไปเถียงด้วย ถ้าเราเอาคำสอน มหายานจากพระไตรปิฎกมหายานเข้ามาละก็จะยุ่งกันใหญ่ เพราะมหายานเองก็ยุ่งกันอยู่แล้ว

ประการที่ 2 ยิ่งค้นพบพระไตรปิฎกในประเทศอื่น ๆ มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการช่วยย้ำให้เราได้หลักฐาน มายืนยันเรื่องราวที่พระไตรปิฎกบาลีของเราได้บันทึกไว้ชัดเจนก่อนตั้งแต่ พ.ศ. 235 แล้วว่าท่านได้ชำระสะสาง นิกายแตกแยกแปลกปลอมทั้งหลาย แสดงว่าลัทธิเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง ๆ ดังหลักฐานที่ได้ค้นพบภายหลังเหล่านั้น

 

Categories: Psychology
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: