Home > News and politics > “A History of Thailand”

“A History of Thailand”

ในหลายครั้งๆ ที่ผมแสดงความคิดเห็น
ในเรื่องที่เกี่ยวกับ การเมือง การปกครอง รวมทั้งประวัติศาสตร์
ผมมักจะถูกมองว่ามีความคิดแปลกแยก ที่ผิดปกติ
แต่จริงๆแล้ว ถ้าจะมีอะไรซักอย่างที่ผิดปกติ
นั่นคือ ระบบการศึกษาของไทยต่างหาก
ที่ทำให้ คนไทยส่วนใหญ่ ติดอยู่ในกรอบที่ถูกสร้าง ครอบเรื่องราวต่างๆ
มีน้อยคนนัก ที่จะมีโอกาส มองอะไรที่อยู่นอกกรอบที่สร้างขึ้นมา


"A History of Thailand" by Chris Baker and Pasuk Phongpaichit

ความนำ

สมัยโบราณชาวสยามเขียน "ประวัติศาสตร์" สองแบบ คือ 1.ตำนาน เพื่ออธิบายการก่อตั้งและความเป็นมาของพระธาตุหรือเมือง และ 2.พงศาวดาร เพื่ออธิบายความเป็นมาและสิทธิอำนาจของวงศ์กษัตริย์

เมื่อเริ่มย่างเข้าสู่สมัยใหม่เกิดมี "ประวัติศาสตร์" ขึ้นมาอีกสองแบบ คือ 3.ในยุคจักรวรรดินิยม (สมัย ร.5-ร.6) เกิดมี ประวัติศาสตร์รัฐชาติ (Nationalist History) เพื่อพิสูจน์ว่าบ้านเมืองนี้เป็นรัฐชาติ (Nation State) มาแต่โบราณอย่างต่อเนื่อง และ 4.ในยุคฟาสซิสต์-นาซี (สมัยจอมพลแปลก) เกิดมี ประวัติศาสตร์เชื้อชาติ (Racialist History) เพื่อพิสูจน์ว่า "ไทย" เป็นชาติยิ่งใหญ่เหนือไอ้ลาว, ไอ้เขมร, ไอ้เจ๊ก, ไอ้แขก ฯลฯ

แนวคิดอย่างหลังนี้ (ข้อ 3-4) ถูกฝังลึกทั้งในความสำนึกของคนทั่วไป และในหลักสูตรการศึกษาจนยากที่ใครจะหลุดพ้นได้ แม้กระทั่งในยุคหลัง (ยุคเผด็จการของไทย/ยุคสงครามเย็นของโลก) นักประวัติศาสตร์ทั้งไทยและเทศต่างหมกมุ่นอยู่กับโครงสร้างที่ออกแบบโดยกรมพระยาดำรงฯ, เซเดส์ และหลวงวิจิตรวาทการ ที่กล้าคิดใหม่เขียนใหม่ก็ดูเป็น "แนวขบถ" เช่น จิตร ภูมิศักดิ์, นิธิ เอียวศรีวงศ์, สุจิตต์ วงษ์เทศ ฯลฯ

หนังสือ A History of Thailand (Cambridge University Press, 2005) ของ Chris Baker และ Pasuk Phongpaichit (ต่อไปจะขอเรียกว่า "B-P") เป็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรก ที่ท้าทายความผูกขาดของแนวคิดเก่า และเผยงานใหม่ของนักคิดไทย ที่ไม่เคยปรากฏในภาษาต่างประเทศมาก่อน

ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงจำเป็นต้องอ่าน สำหรับทุกคนที่สนใจประเทศนี้อย่างจริงจัง อยากโละทิ้งอคติและความเพ้อฝันเก่าๆ  จะได้เข้าถึงความเข้าใจใหม่ที่ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งอาจจะช่วยให้เรามองปัญหาปัจจุบันด้วยสายตาใหม่ และคิดวิธีแก้ไขดีๆ แทนที่จะหมกมุ่นวนเวียนกับแนวคิดล้าสมัย

บทที่ 1 ว่าด้วย "สยาม" โบราณก่อนตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดินนี้แต่เดิมไม่เคยเป็น "ประเทศชาติ" (Nation State) ตามที่มีกันในสมัยหลัง ทวารวดี, ศรีวิชัย, สุโขทัย, อยุธยา ล้วนมีลักษณะเป็น "กระจุก" ประกอบด้วยหัวเมืองหรือนครรัฐ (City States) และอาณาจักรขนาดเล็ก (Principalities) ที่ต่างแย่งชิงขึ้นเป็นใหญ่ ผู้คนในนครรัฐ อาณาจักรเล็กเหล่านี้ล้วนมีหลายเชื้อหลายภาษาประสมประสานกัน ไม่มี "ชาติ" หนึ่งใดเป็นใหญ่ แต่ช่วยกันสร้างศิลปวัฒนธรรมใหญ่โตและงดงามได้สำเร็จด้วยกัน

บทที่ 2 ว่าด้วยเบื้องต้นสมัยใหม่ (ระหว่างเสียกรุงถึงรัชสมัย ร.4) ใช่ว่านักคิดสมัย ร.1-ร.2 จะคิดหวนกลับสู่อดีตโดย "รื้อฟื้น" กรุงศรีอยุธยา ท่านตระหนักอยู่แล้วว่า อดีตที่พึ่งผ่านมาบกพร่อง จึงย้อนกลับไปไกลให้ฟื้นพระไตรปิฎก และรามเกียรติ์ แสวงหาคติการปกครองที่ถูกต้องถาวร ไม่ผิดเพี้ยนหรือเลอะเทอะ

ถึงสมัย ร.2-ร.3 นักคิดชาวสยามเริ่มสนใจโลกตะวันตก (ที่ยึดครองชมพูทวีป, ลังกา และเมืองมอญ) และดูเหมือนกับว่า ตะวันตกมี "ตำราชนะสงคราม" (Military Science), "ไตรภูมิ" (Geography), โหราศาสตร์ (Astronomy) และมนูศาสตร์ (Administration) ล้วนดีกว่าตำราเดิมที่สยามเคยรับมาจากชมพูทวีป นี่คือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อทางปัญญา

บทที่ 3 ว่าด้วยการปฏิรูปการปกครองครั้ง ร.4-ร.5 เมื่อ ร.4 เซ็นสนธิสัญญาเบาริ่ง (ค.ศ.1855 พ.ศ.2398) ท่านนำสยามเข้าสู่เศรษฐกิจโลกซึ่งสมัยนั้นหมายถึงจักรวรรดิอังกฤษ B-P (ผู้เขียน) ชี้ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจ/การปกครองเดิมกำลังล้มเหลว จะเกณฑ์ไพร่ไม่ขึ้น จ้างแรงงานจีนอพยพมีประสิทธิภาพมากกว่า สังคมสยามกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ชนิดหวนกลับสู่อดีตไม่ได้อีกแล้ว

ถึง ร.5 สยามกลายเป็นประเทศชาติ (Nation State) เป็นครั้งแรก เมื่ออังกฤษและฝรั่งเศสส่งนักภูมิศาสตร์เข้ามากำหนดชายแดนที่แน่นอนบนแผนที่ แต่นั้นมาโลกสากลสามารถรับได้ว่า สยามคือ Nation State เช่นเดียวกับรัฐชาติสมัยใหม่อื่น เช่น ฝรั่งเศส, อังกฤษ, เบลเยียม, สหรัฐ

ร.5 ยังมีปัญหาพิสูจน์ว่า สยาม "ศรีวิไล" หรือ Civilized ท่านแก้ได้สำเร็จที่บ้านด้วยการเรียนแบบศิลปวัฒนธรรมและประเพณีตะวันตก และในต่างประเทศด้วยการเสด็จประพาสยุโรปอย่างเสมอผู้นำรัฐชาติอื่นๆ

ที่สำคัญและเป็นเรื่องหัวเลี้ยวหัวต่อคือ เรื่องระบบการปกครอง ร.5 มีสองทางเลือกคือ 1."รัฐเข้ม" (Strong State) ที่รัฐมีอาญาสิทธิ์ปกครองจากเบื้องบน และ 2.รัฐประชาชาติ (Civil State) ที่ประชาชนมีสิทธิ์ปกครองกันเอง ดีไม่ดีใน พ.ศ.2428 (ค.ศ.1885) พระองค์ปฏิเสธข้อเสนอของ เจ้าฟ้าปฤษฎางค์ ว่าด้วยรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ผลก็คือ กำเนิด "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยาม และสยามได้ระบบการปกครองที่เลียนแบบมาจากอาณานิคมเช่นอินเดียสมัยอังกฤษ

เราไม่ทราบว่าทำไม ชะรอยพระองค์ทรงเห็นว่า พระราชาทรงอาญาสิทธิ์อาจจะป้องกันแผ่นดินจากการคุกคามของจักรวรรดินิยมได้ดีกว่า? หรือพระองค์ต้องคล้อยตามข้อบังคับของอังกฤษ ที่ต้องการฉวยทรัพยากรสยาม (ไม้สักและดีบุก) โดยไม่ต้องเสียสตางค์เข้าไปปกครองเอง?

แต่นี้ไป B-P วิเคราะห์ประวัติศาสตร์สยาม-ไทยสมัยใหม่ ตามกระแสว่าใครมาแรง "รัฐเข้ม" หรือ "รัฐประชาชาติ" (Authoritarion of Civil State)

เช่นบทที่ 4 ว่าด้วย ร.6 ทรงต่ออายุระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยไม่สำนึกว่าสังคมเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยน ทำให้ประชาชนชั้นกลางในเมือง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการทหาร-พลเรือน) ต้องการมีสิทธิ์มีเสียงบ้าง ผลก็คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้ง พ.ศ.2475 (ค.ศ.1932) ที่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จบสิ้นลง

"คณะราษฎร" ที่ก่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ล้วนเป็นข้าราชการทหาร-พลเรือน ไม่มี "ราษฎร" แม้แต่คนเดียว แต่ดูเหมือนจะหวังดีให้เกิดรัฐประชาชาติ (Civil State) ให้ได้ แต่กาลสมัยไม่อำนวย ลัทธิเผด็จการ (ฟาสซิสต์อิตาลี, นาซีเยอรมัน และชาติ-ทหารนิยมญี่ปุ่น) กำลังแพร่สะพัด จอมพลแปลกจึงนำไทยกลับเข้าสู่ระบบ "รัฐเข้ม" อีกครั้งหนึ่ง พาไทยเข้าไปอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้างฝ่ายแพ้ (บทที่ 6)

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ.1945-1946) ฝ่ายเสรีไทยกู้หน้าประเทศให้พ้นสภาพ "เชลยศึก" และพยายามรื้อฟื้น "รัฐประชาชาติ" แต่เป็นไปไม่ได้เพราะโลกตะวันตกต้องการให้เมืองไทยป็น "รัฐเข้ม" ช่วยกันต่อต้านอำนาจโลกคอมมิวนิสต์ ส.ส. ดีๆ ถูกลอบสังหารบ้าง ถูกขู่ให้หุบปากบ้าง แล้วทหาร (ที่บางคนเป็นอาชญากรทางสงคราม) กลับคืนสู่อำนาจ

ในบทที่ 7-8 B-P ติดตามความเจริญทางเศรษฐกิจ และความล้าหลังทางปัญญาและการเมือง ในครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในเมื่อสังคมเศรษฐกิจพุ่งหน้าและระบบการปกครองถูกยับยั้ง ย่อมเกิดความขัดแย้งและความกดดัน ใน ค.ศ.1973 เกิดระเบิดฝ่าย "ประชาชาตินิยม" (Civic Society) ใน ค.ศ.1976 เกิดยุบกลับเข้าสู่ "อำนาจนิยม" (Strong State) อีกครั้ง

แต่นั้นมา นายทหารผู้มีปัญญาค่อยถอนตัว แล้วเปิดโอกาสให้เกิดการเมืองแบบประชานิยม (Civil) ก็รุดหน้าอยู่ได้ระยะหนึ่ง  เพราะประชาชนสามารถจัดตั้งกันเองได้ในระดับหนึ่ง ปัญหามีอยู่ว่า ความเจริญทางธุรกิจของบางคน ผนวกกับความกระท่อนกระแท่นของกฎหมายและระบบการปกครอง เปิดโอกาสให้บรรดาไทคูนซื้ออำนาจรัฐและฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ตามใจชอบ ผลก็คือรัฐบาล ทรท. ปัจจุบัน

ในบทส่งท้าย (Postscript) B-P พิจารณาย้อนหลังถึงความเป็นมาของทางเลือก Strong State v. Civic State แล้วสรุปว่า ครั้งแล้วครั้งเล่า รัฐเข้ม ถูกปั้นขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับ "ผี" ที่ไม่มีตัวตน และ รัฐประชาชาติ ถูกบ่อนทำลายโค่นล้มเพื่อรักษาผลประโยชน์ของอภิสิทธิ์ชน

ทักษิณ ชินวัตร เป็นเพียงคนล่าสุดที่ดึงเมืองไทยกลับไปสู่สภาพรัฐเข้มอีกแล้ว ด้วยการผูกขาดอำนาจ, ปิดบังความจริง และลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน เขาทำได้เพราะ :-

"วัฒนธรรมการเมืองแต่ละแห่งมักสร้างประเพณีว่าด้วยวิธีดำเนินประเทศชาติ (Nation State) ในเมืองไทยประเพณี รัฐเข้ม (Strong State) เกิดพร้อมกับ รัฐชาติ (Nation State) แล้วคงมีอิทธิพลจนถึงปัจจุบัน เพราะใช้เป็นหลักใหญ่ของรัฐมาช้านานจนฝังลึก และยังคงมีไว้ให้นักการเมืองในอนาคตรื้อฟื้นนำมาใช้งานอีกต่อไป"

ความส่งท้าย

อีโมหิณี แมวรักของผม อ่าน A History of Thailand ฉบับนี้แล้ว ไม่หัวเราะ เธอว่าหนังสือประวัติศาสตร์ไทยเท่าที่เคยปรากฏมาก็เป็นเพียง "การแก้ตัว", "ความเพ้อฝัน" หรือ "การปลอบใจตัวเอง" ฉบับใหม่นี้เป็นประวัติศาสตร์สำหรับผู้ใหญ่ (ที่บรรลุนิติภาวะ) อยากรู้ความจริง เด็กป้อแป้ที่ต้องการนิทาน "ชูชาติประโลมใจ" ไม่ควรเปิดดูเพราะจะวิงเวียนศีรษะเปล่าๆ

ผมถามอีโมหิณีว่า ประวัติศาสตร์ฉบับนี้ควรแปลเป็นไทยแล้วบรรจุในหลักสูตรการศึกษา?

อีโมหิณีตอบว่า "ควรสิคะ แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะระบบการศึกษาไทยมีไว้เพื่อหลอกเด็กๆ ให้จำนนไม่คิดไม่รู้ จะได้ราบคาบเป็นเหยื่อของไทคูนรุ่นต่อๆ ไป"

ท่านผู้อ่านคิดว่าอย่างไร?

By ไมเคิล ไรท

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: