Home > Literature & Short Story > When Someone tell my fortune

When Someone tell my fortune

วันนี้มีเพื่อนพ่อกับแม่คนนึง
พอเจอหน้ากัน ก็จ้องหน้า แล้วก็ดูโหงวเฮ้ง
ซักพัก กูขอดูลายมือ แล้วก็ทำนาย

สิ่งที่ผมเกลียดการดูโหงวเฮ้ง ลายมือ และการทำนายก็คือ
ตราบเท่าที่ผมยังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีสิ่งใดๆ มากำหนดชีวิตผมได้
ถ้าผมเชื่อคำทำนาย ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี
แล้วกักตัวเองในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆตลอดชีวิต
คำทำนาย ก็จะไม่มีทางเป็นจริงได้ง่ายๆ

ผมไม่อยากรู้อนาคตจากคนอื่น เพราะอนาคตของผม เป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทำของผมในวันนี้
ผมเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด ไม่ใช่ ลายมือ หน้าตา หรือดวงดาว

มีหลายๆเรื่อง ที่ปรัชญาในการดำรงชีวิตของผม ตอบคำถามของผมได้
แต่คำแนะนำหรือคำพูดของเค้าไม่ใช่
ผมฟังทุกคำพูด และเก็บมาคิด รวมทั้งหาข้อโต้แย้ง เมื่อเทียบกับแนวคิดของผม
ยกตัวอย่างเช่น

เค้าบอกว่า ‘การที่ทำให้พ่อแม่มีความสุข เป็นหน้าที่ของลูก
ซึ่งเค้ายืนยัน ว่านี่เป็น fact อย่างแน่นอน
แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง
ปกติแล้ว ลูกทำหน้าที่โดยสมบูรณ์แล้ว ตามธรรมชาติ
ด้วยเหตุผลที่ว่า ลูกทำหน้าที่สืบเผ่าพันธ์ของพ่อกับแม่
(ไม่ว่าพ่อกับแม่จะต้องการหรือไม่ แต่ถ้าปล่อยให้เกิดมาแล้ว ย่อมถือว่าตรงจุดนี้สำเร็จ)
เหตุผลต่อมา คือ พ่อกับแม่ อยากมีลูก เพราะต้องการให้ชีวิตคู่สมบูรณ์
ตามค่านิยมของสังคมที่บอกว่าครอบครัว จะประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก
อีกเหตุผลหนึ่ง คือ ลูกที่เกิดมา ทำให้พ่อแม่มีความสุขอยู่แล้ว เมื่อเห็นหน้าลูกตั้งแต่คลอด
(เพียงแต่ต้องสำนึกไว้ว่า ลูกก็เหมือนสัตว์เลี้ยง พอถึงจุดหนึ่ง มันอาจจะไม่น่ารักหรือเชื่อฟังเหมือนตอนเด็ก
แต่นั่น คือ ค่าใช้จ่าย ที่จะต้องจ่าย เพราะต้องการมีความสุข ตอนที่มีลูกในช่วงแรก)

แล้วก็บอกอีกว่า ผมควรจะไปบวช หรือจ่ายเงินให้คนบวชในชื่อผม รวมทั้ง ให้หาพระดีๆคล้องคอ
ข้อนี้ ผมทำไม่ได้แน่นอน มันผิดกับรากฐานการดำเนินชีวิตของผมเป็นอย่างมาก
ถ้าปากผมบอกว่าไม่เชื่อในศาสนา แต่มือผมยื่นเงินจ้างคนไปบวช โดยที่จิตใต้สำนึก บอกว่าผมเบญจเพศแล้ว จะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง
สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ผมได้ทำลายความเชื่อของตัวเอง และนั่นย่อมทำให้ไม่เหลือตัวตนของผมอยู่
ชีวิตที่ผมมีอยู่หลังจากนี้ ต่อให้เป็นหลายร้อยปี มันก็ไม่ใช่ชีวิตของผม เพราะผมที่แท้จริง ย่อมตายไปแล้ว
ถ้าความเชื่อ ศรัทธาและสำนึก สำคัญต่อการยืนยันความคงอยู่ของมนุษย์ ผมย่อมไม่อาจทำลายสิ่งเหล่านี้ได้
ในเมื่อ ตรรกะของศาสนา ที่ผมเชื่อ ศรัทธาและสำนึกได้ ไม่ได้เป็นแบบแผนเดียวกับที่เค้าหรือคนอื่นๆแนะนำ
รวมทั้ง ไม่มีใคร ที่สามารถโต้แย้ง หรือชี้ให้เห็นความผิดพลาด ทางกระบวนการคิดที่ก่อให้เกิดคำตอบของผมได้
ทำให้ ผมไม่สามารถเชื่อได้ว่า ความคิดหรือปรัชญาที่ผมใช้ยึดถือเป็นหลักนั้น เป็นสิ่งที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง

ส่วนสาเหตุที่ผมไม่เชื่อในศาสนานั้น เนื่องจากว่า คนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธ
ผมจึงจะยกตัวอย่างจากศาสนาพุทธให้ดูก็แล้วกัน
อย่างแรก คำถามคือ พระพุทธเจ้า นับถือ ศาสนาพุทธหรือไม่ ถ้าศาสนาพุทธ เกิดหลังพระพุทธเจ้าตาย
ก็แสดงว่า พระพุทธเจ้าและคนอื่นๆ ที่บรรลุจุดสูงสุดของศาสนานี้ ซึ่งคือ นิพพาน ไม่ได้นับถือพุทธ
ดังนั้นแล้ว ใครๆ ก็ไปถึงนิพพานได้ โดยไม่ต้องนับถือพุทธ ในกรณีที่ ศาสนาพุทธเป็นความจริง … ถูกไหมครับ
ข้อต่อมา ศาสนาพุทธมีจุดอ่อน ที่ความไม่เท่าเทียมกัน ของเพศหญิงและชาย
ซึ่งตามธรรมชาติ ไม่ได้สร้างให้เพศใดๆ เป็นเพศที่เหนือกว่าอย่างแท้จริง
เพศชายอาจจะเหนือกว่า ทางกายภาพ ในการใช้กำลัง แต่นั่นคือ จุดเดียวที่เพศชายเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ทางด้านสติปัญญาและสมองของเพศหญิง ที่แท้จริงแล้วไม่ได้มีความด้อยกว่าเพศชาย
การที่ต้องตั้งครรภ์เป็นเวลาถึง 9 เดือน ของมนุษย์เพศหญิง ไม่มีใครบอกได้ว่า เพศชายจะมีความอดทนขนาดนี้หรือไม่
แต่ศาสนาพุทธ กลับให้มีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน มีศีลและข้อกำหนดปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่าง 2 เพศ
โดยทำเสมือนว่า เพศชายเท่านั้น ที่ยิ่งใหญ่กว่า เป็นผู้ที่ได้รับเลือกมาแล้ว
ซึ่งนั่นเป็นข้อผิดพลาดร้ายแรง เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องตามธรรมชาติ
แต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรม ในสังคมมนุษย์สมัยนั้น ที่เห็นว่าเพศชายเหนือกว่า ประเสริฐกว่าเพศหญิง
นั่นคือ ศาสนาพุทธ สร้างมาตอบสนองสังคม ไม่ใช่ธรรมชาติ
(ถ้าเป็นธรรมชาติจริง ทำไมศีลระหว่าง 2 เพศไม่เท่ากัน ทำไมชีวิตสัตว์แต่ละชนิด มีค่าไม่เท่ากัน
ทำไมห้ามกินสัตว์บางชนิดเท่านั้น ทำไมไม่ห้ามกินพืชด้วย ในเมื่อ พืชก็เป็นสิ่งมีชีวิต)
ซึ่งจะโยงไปถึงว่า ศาสนาทุกศาสนา มีรากฐานมาจาก การเป็นเครื่องมือปกครองประชาชน ของชนชั้นปกครอง
(ตรงจุดนี้ ยิ่งสามารถดูได้ชัดเจน จากคริสต์และอิสลาม ในการใช้หลักศาสนามาปกครองบ้านเมือง)

กลับมาเรื่องการทำนาย จุดอ่อนของมนุษย์ ที่ทำให้การทำนาย คิดว่าเป็นความจริงก็คือ
การที่เราแปลความหมายของคำในภาษาออกมา ไม่เหมือนกันอย่างแท้จริง
ถึงแม้ ภาษา จะเป็นสื่อกลางในสังคม ที่มีไว้ใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน ระหว่างหน่วยย่อยในสังคม
แต่ทัศนคติและมุมมอง ของแต่ละบุคคล เป็นเรื่องของปัจเจก
ซึ่งทำให้ คำหนึ่งคำ ในภาษา ถึงแม้ว่าจะมีคำแปลที่ทำให้เข้าใจได้ตรงกัน เมื่อพูดมาคำเดียว
แต่ยากที่จะทำให้ เข้าใจได้ตรงกัน ในขณะที่ใช้สื่อความหมายจากความคิดของแต่ละบุคคล ในรูปของประโยค
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบอกว่า ผมเป็นคนประหยัด
คำว่าประหยัด เป็นคำที่ แต่ละคน ย่อมตีความไม่เหมือนกัน
เพราะเราเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ทั้งยุคสมัย ประเพณี วัฒนธรรม
ซึ่งนั่นทำให้ ไม่มีทาง ที่ทุกคนจะตีความคำนี้ ได้ตรงกัน 100% อย่างแน่นอน
คนๆนึง อาจยอม เสียเงิน 40 บาทขึ้นทางด่วน เพื่อประหยัดเวลา
ขณะที่อีกคนหนึ่ง อาจยอมเสียเวลา เพื่อประหยัดเงิน 40 บาท ไม่ยอมขึ้นทางด่วน
อะไรคือความประหยัดกันแน่ ความประหยัดที่แท้จริงมีหรือไม่และคืออะไร
ทั้ง 2 คน สามารถบอกได้ว่าตัวเองประหยัด ทั้งที่ทำในสิ่งตรงข้ามกัน
แต่สิ่งที่ 2 คนนี้เหมือนกันคือ คิดว่าตัวเองประหยัด
ซึ่งนั่น ทำให้เห็นว่า คำว่าประหยัด ขึ้นอยู่กับวิธีคิดของคนนั้นๆ
ดังนั้น การทำนายว่าประหยัด คือการทำนายวงกว้าง ที่ครอบคลุมวิธีคิดทุกประเภท
แล้วส่งผลให้ ไม่มีใคร ไม่คิดว่าตัวเองไม่ประหยัด ทั้งที่ในสายตาคนอื่น คนๆนั้น อาจจะไม่ประหยัดเลยก็ได้

คุณอาจจะลองทำเป็นนำนายอะไรซักอย่างเป็น
แล้วก็เดินไปบอกใครซักคน ว่าขอทำนาย แล้วก็พูดไป โดยใช้คำที่แปลความหมายได้หลากหลายแบบนี้
มันก็จะกลายเป็นว่า ไม่มีทางที่จะทายได้ไม่ตรง
ทุกคนก็จะตรงหมด และนึกว่านี่คือความสามารถพิเศษ
แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ทุกคนโดนใช้จุดอ่อนในตัวเอง ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ทำนาย
ลองคิดถึงคำเหล่านี้ดู … มั่นใจในตัวเอง ประหยัด ไม่รอบคอบ ฟุ่มเฟือย
ไม่ว่าคุณจะใช้คำไหน มันก็คิดได้หลายอย่างมาก
คนที่รอบคอบที่สุด เป็นพวก perfectionise แต่มุมมองของคนเหล่านั้น
ข้อผิดพลาดเล็กๆน้อย ที่คนอื่นไม่เห็น ก็ทำให้ตัวเค้าเองรู้สึกว่าเค้าเป็นคนไม่รอบคอบได้
ขณะที่คนที่ไม่สนใจอะไรเท่าไหร่ ไม่เอาใจใส่กับความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ที่จะส่งผลกระทบกับเรื่องที่สำคัญ
ถึงจะทำผิดพลาดเรื่องเล็กน้อยบ่อยแค่ไหน ตราบเท่าที่ไม่ทำให้เรื่องใหญ่ได้ผลกระทบ เค้าก็จะคิดว่าเค้ารอบคอบได้
ซึ่งเหล่านี้ เป็นการแปลความหมายทางภาษา ที่ขึ้นอยู่กับมุมมองของปัจเจกอย่างสิ้นเชิง
นอกเสียจากว่า คุณจะทำนาย โดยการนิยามทุกคำที่พูดออกมา พร้อมยกตัวอย่าง
ให้มีความเข้าใจและมุมมองต่อคำนั้นๆเป็นที่ตรงกัน ซึ่งนั่น ก็เป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์อยู่ดี

เหล่านี้ เป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ เท่าที่ผมจำได้
เพราะว่าผมใช้ระยะเวลานานในการพิมพ์ จนจำได้ไม่หมด ว่ามีจุดไหนที่ผมคิดบ้างในวันนี้
ผมเข้าใจ ถึงความปรารถนาดี ต่อผู้ทำนาย ที่มีต่อผู้ถูกทำนาย
ซึ่งส่วนใหญ่ผมคาดหวังไว้ว่า มันน่าจะเป็นความปรารถนาดี
เป็นการช่วยเหลือทางจิตใจ แก่คนที่อาจจะมีปัญหาและต้องการหาทางออก หาที่ปรึกษา
(นักทำนายสำหรับผม มีลักษณะคล้าย กับนักจิตวิทยา ในการช่วยแก้ปัญหาทางจิตใจของผู้ถูกทำนายหรือคนไข้)
แต่นั่น ใช้ไม่ได้สำหรับผม
ถ้าการทำนาย เป็นเรื่องที่เป็นจริง ผมก็ยังเชื่ออยู่ดีว่า ตัวผมเองเท่านั้น ที่จะกำหนดอนาคตของผมเอง
(ไม่เช่นนั้นแล้ว ทุกคนที่ถูกทำนาย จะพยายามหาทางเปลี่ยนคำทำนายที่ไม่ดี ให้เป็นเรื่องที่ดีในอนาคตทำไม ถ้ามันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ )

สิ่งสำคัญ คือ เชื่อมั่นในตัวเอง แล้วตัดสินปัญหาด้วยตัวเองอย่างดีที่สุด เท่าที่จะทำได้
ถ้าผลออกมามันไม่ดี ก็ศึกษาถึงสิ่งที่ผิดพลาดและผลกระทบที่เกิดขึ้น
แล้วมันจะทำให้เราเก่งขึ้น สามารถมีโอกาสแก้ปัญหาได้ดีขึ้น
ความเชื่อ มันอาจจะทำให้เรากลัว จนไม่สามารถทำอะไรได้
แต่ความเชื่อ ก็อาจจะทำให้เรากล้า จนประสบความสำเร็จได้
ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา

… ไม่ต้องเชื่อผม เชื่อความคิดของตัวคุณเอง

  1. sirichai
    24 April 2006 at 5:15 PM

    อืม   ๆ  น่าคิด

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: