Home > Economics & Finance > Offshore – Onshore – Interest

Offshore – Onshore – Interest

ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างตลาด offshore กับตลาด onshore และผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ย

Q : แล้วทำไมแบงก์ชาติถึงต้องมีการแบ่งตลาดเป็น onshore กับ offshore ด้วยล่ะคะ มันดียังไง ?

A : จริงๆ แล้วการเกิดตลาด offshore กับ onshore นี่ ไม่ได้เป็นความตั้งใจของแบงก์ชาติหรอกครับ แต่ในอดีตที่ผ่านมาเราไม่ได้คุมเงินบาทให้อยู่แต่ในประเทศเพียงอย่างเดียว บางคนเอาไปเล่นพนันที่กัมพูชาบ้าง บางคนเอาไปซื้อของแถวชายแดนบ้าง เงินบาทเลยรั่วออกไปนอกประเทศพอสมควร คราวนี้พอมีมาตรการกันสำรอง 30% ก็ทำให้มีการแบ่งแยกตลาด onshore กับ offshore ขึ้นมา เงินที่เคยออกไปอยู่นอกประเทศก็ดันมีมากพอที่จะเกิดตลาดซื้อขายกันได้ ซึ่งไม่เหมือนกับเงินหยวน ที่ที่ผ่านมารัฐบาลจีนมีการควบคุมมิให้เล็ดลอดออกไปนอกประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จีนจึงสามารถควบคุมเงินหยวนได้ง่ายกว่า

Q : อ๋อค่ะ พอเข้าใจที่มาที่ไปของการเกิด 2 ตลาดแล้วค่ะ แต่ที่ยังสงสัยคือ ทำไมอัตราแลกเปลี่ยน offshore ถึงแข็งกว่าตลาด onshore เยอะขนาดนี้คะ

Aย : นี่ถ้าผมตอบแบบกำปั้นทุบดินผมจะตอบว่า เหตุที่เงินบาท offshore แข็งกว่า onshore ก็เพราะว่าเงินบาทในต่างประเทศ (offshore) มีความขาดแคลนมากกว่าเงินบาทในประเทศ (onshore) น่ะสิครับ …อันนี้กลไกราคาปกติ อะไรขาดแคลนอันนั้นก็แพงเป็นธรรมดา แต่ผมเข้าใจว่าหนูฉงนกำลังจะถามผมว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้เงินบาทในต่างประเทศ (offshore) มันขาดแคลนขนาดนี้ใช่ไหมครับ

ตรงนี้ก็ตอบแบบกำปั้นทุบดินอีกแหละครับว่า การแข็งค่า (การขาดแคลน) ของเงินบาทในตลาด offshore ก็เกิดจากอะไรไม่ได้นอกจาก 1.อุปทานน้อย (ไม่มีเงินบาทออกจากในประเทศไปชดเชยความขาดแคลนในต่างประเทศ) และ/หรือ 2. อุปสงค์เยอะ (คนในต่างประเทศต้องการเงินบาทมาก) ใช่ไหมล่ะครับ แต่ที่น่าวิเคราะห์คือ ทำไมไม่มีเงินบาทไหลออกนอกประเทศ และ/หรือ คนในต่างประเทศต้องการเงินบาทมาก นี่สิครับ

Q : นั่นสิคะ ทำไมคะ ?

A : เอาเรื่องเงินบาทไม่ออกนอกประเทศก่อนนะครับ ดูเหมือนว่านอกจากการออกกฎเกณฑ์อะไรต่อมิอะไรที่จะมาควบคุมการไหลของเงินบาทแล้ว ตอนนี้แบงก์ชาติไม่มีทางเลือกอื่นในการพยุงค่าเงินบาทนอกจากการลดดอกเบี้ยแล้ว เพราะการพยุงเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาทำให้แบงก์ชาติมีหนี้อยู่เป็นล้านล้านบาท และขาดทุนจากการพยุงหลายแสนล้านบาทแล้ว ตรงนี้ใครๆ เขาก็อ่านเกมออก… ถ้าเราเก็งนโยบายได้ เราก็เก็งกำไรได้ใช่ไหมครับ …เนื่องจากราคาพันธบัตรแปรผกผันกับอัตราดอกเบี้ย ถ้าผมเป็นต่างชาติ ผมก็คงจะรีบเข้าไปเก็งกำไรในตลาดพันธบัตรก่อนดีไหมครับ เพราะถ้าแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยจริง ผมก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาพันธบัตรไงล่ะครับ อ่านง่ายอย่างนี้แล้ว ใครจะเอาเงินออกล่ะครับ แหม… ขอเก็งกำไรก่อนซะหน่อยไม่ได้หรือครับ

Q : อ๋อ …เออ… แล้วทำไมเงินบาทในตลาดต่างประเทศถึงขาดแคลนล่ะคะ ?

A : แหม… ง่ายจะตาย ก็คนที่อยู่ต่างประเทศเขาก็ต้องการกำไรชัวร์ๆ แบบนี้เหมือนกันนี่ครับ เพียงแต่เขาเอาเงินเข้ามาไม่ทัน แต่แบงก์ชาติปิดประตูการนำเงินเข้าโดยการออกมาตรการกันสำรอง 30% เสียก่อนนี่ครับ ตอนนี้ก็เลยหาเงินบาทกันจ้าละหวั่น เพราะขืนถือเงินดอลลาร์ทะเล่อทะล่าเข้ามาแลกในประเทศไทย ก็ต้องโดนให้กันสำรองไว้ 30% สิครับ

Q : อย่างนี้พอแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยแล้ว ต่างชาติก็จะมองเราหมดประโยชน์แล้วขนเงินออกนอกประเทศหรือเปล่าคะ ?

A : จริงๆ การลดอัตราดอกเบี้ย ก็จะทำให้เงินมันจะไหลออกไปยังประเทศที่ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอย่างที่เราทราบๆ กันอยู่แล้วนะครับ แต่ที่การลดดอกเบี้ยครั้งก่อนไม่ทำให้เงินไหลออกก็เพราะเขาเดากันออกว่าดอกเบี้ยมันต้องลดลงอีก ยังทำกำไรกันได้อีก ยังไม่อิ่ม ถ้าถามว่าถ้าแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยในวันที่ 28 ก.พ.2550 นี้ (ตอนที่ผมเขียนคอลัมน์นี้อยู่ ธปท. ยังไม่มีการประกาศ) แล้ว เงินจะออกหรือเปล่า ก็ต้องดูว่าแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยมากหรือเปล่า ถ้าลดน้อย แล้วเขาเก็งกันได้ว่าจะลดอีกในเวลาอันใกล้ เงินก็อาจจะยังไม่ออกมากนะครับ ในทางกลับกัน ถ้าลดมากและไม่เหลือความหวังให้เขาเก็งกำไรกันอีกต่อไปแล้ว เขาก็อาจเอาบาทที่มีอยู่มาแลกดอลลาร์ แล้วก็หอบกลับประเทศไป ตรงนี้ก็เป็นไปได้ที่เราอาจจะเห็นการไหลออกของเงินทุนอย่างรุนแรงนะครับ

Q : โอ้โห เหมือนเขารุมกินบุฟเฟต์เราอยู่เลยนะคะ แต่ เอ… ถ้าแบงก์ชาติลดอัตรา ดอกเบี้ยจริง แม้ว่าต่างชาติจะได้กำไรจากการเก็งกำไร มันก็เป็นระยะสั้น แต่พื้นฐานเศรษฐกิจเรายยังแข็ง อัตราการใช้กำลังการผลิตก็อยู่ในระดับเต็มศักยภาพ ในระยะกลางมันก็จะเป็นการกระตุ้นการลงทุนใช่ไหมคะ ?

A : ผมน่ะอยากให้เป็นอย่างนั้นเสียเหลือเกินครับ ตามหลักการแล้วลำพังแค่การผลิตอยู่ในระดับเต็มศักยภาพก็ต้องมีการลงทุนใหม่เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ยิ่งลงทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำลงด้วย (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง) นักลงทุนก็คงต้องยิ่งอยากลงทุนนะครับ แต่ผมกลัวจะไม่เป็นไปตามนั้นสิครับ ถ้าเรากลับไปดูตัวเลขช่วงที่ประเทศเราเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจใหม่ๆ ตอนนั้นดอกเบี้ยต่ำติดดินเลย แต่ก็ไม่ค่อยมีใครลงทุน ทั้งนี้ก็เพราะในช่วงนั้นนักลงทุนยังไม่ค่อยแน่ใจว่าเศรษฐกิจฟื้นจริงหรือเปล่า ตอนนี้ก็คล้ายๆ กันแหละครับ การเมืองจะเอายังไง สุวรรณภูมิจะย้ายหรือเปล่า รถไฟใต้ตินจะมี รึเปล่า ยังไม่แน่เลย เป็นผม ผมก็ไม่กล้าไปสร้างบ้านจัดสรรเพื่อเก็งกำไรแถวนั้นหรอกครับ แล้วยิ่งไปกันใหญ่ รัฐวิสาหกิจไหน หรือบริษัทเอกชนไหนที่จะลงทุนขนาดใหญ่และต้องการใช้เงินกู้ต่างประเทศ การกู้ที่ว่าก็ถูกสกัดด้วยนโยบายกันสำรอง 30% ของแบงก์ชาติเข้าไปอีก… ผมลองมานั่งดูๆ ดัชนีพ้องทางเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วแล้ว หนักใจครับ แค่ผลของความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างเดียว (ตอนนั้นยังไม่มีนโยบายกันสำรอง 30%) การลงทุนในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วมีอัตราการขยายตัวเป็นบวกได้ก็เก่งแล้ว (ซึ่งเข้าใจว่าการลงทุนในไตรมาสสุดท้ายปีก่อนน่าจะขยายตัวเป็นบวกได้เล็กน้อย) แถมดัชนีชี้นำหลายๆ ตัวยังชี้ให้เห็นว่าไตรมาสแรกปีนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นจากไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วได้ยังไง แต่ก็อย่างว่าละครับ ผลในเชิงจิตวิทยาวัดยาก ผมก็หวังว่านักลงทุนจะมั่นใจและลงทุนกัน เพราะสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอยู่ครับ นอกจากนี้ผมคิดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2550 ยังไปได้ดีครับ การส่งออกแม้จะแผ่วกว่าปี 2549 ลงบ้าง แต่ก็ยังคงจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยได้อยู่

Q : อย่างนี้ อาจารย์มองเศรษฐกิจปีนี้เป็นยังไงคะ ?

A : ยังไม่อยากตอบคำถามนี้ตอนนี้เลยครับ คงต้องจับตามองเดือน มี.ค.-เม.ย.2550 นี้ให้ดีๆ ละครับ เพราะสิ้นเดือน ก.พ.2550 ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ม.ค.2550 ซึ่งเป็นเดือนจะแสดงผลกระทบของทั้งเรื่องระเบิด ทั้งมาตรการต่างๆ (เช่น พ.ร.บ.นอมินี) จะทยอยกันออกมาจนครบ… 28 ก.พ.2550 ก็จะได้รู้ว่าแบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ยไหม ถ้าลด ลดเท่าไร และเงินทุนต่างชาติจะยังอยู่ในไทยไหม มากน้อยแค่ไหน ถ้าลดน้อย และสามารถคาดเดาว่ายังลดต่อได้อีก การลงทุนใหม่อาจถูกชะลอไว้ก่อน เพราะนักลงทุนจะรอดอกเบี้ยที่ถูกกว่านี้ และในทางกลับกัน เงินทุนไหลออกก็คงยังไม่มากนัก… แถมวันที่ 6 มี.ค.2550 สภาพัฒน์ (สศช.) ก็จะประกาศตัวเลข GDP ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วอีก ถึงตรงนั้นเราคงมองเห็นภาพอะไรต่างๆ ชัดเจนขึ้นแหละครับ แต่ถ้าให้ประเมินตอนนี้เลย ปี 2550 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 4% ก็นับว่าเก่งมากแล้วครับ

 โดย นิตินัย ศิริสมรรถการ, ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 1 มีนาคม 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3875

Categories: Economics & Finance
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: