Home > Literature & Short Story > MORALS ศีลธรรม

MORALS ศีลธรรม

ฉุนขาดครับ ยังกะโดนกรรไกรตัด คัตเตอร์กรีด มีดทิ่มแทง
วันนี้เจอคนชอบพูดเรื่องศีลธรรม
ล่าสุด มีนโยบายให้มีการรณรงค์ใช้ถุงยางอนามัย หรือพกคอนดอมเอาไว้ เพื่อความปลอดภัย
(นโยบายแรกเท่าที่จำความได้ของรัฐบาลนี้ ที่ผมเห็นด้วย)
แต่ก็จะมีคนออกมาบอกกล่าว เรื่องศีลธรรม วัฒนธรรม จารีต ประเพณี อะไรก็แล้วแต่,
ว่าการพกคอนดอมมันขัดกับหลักการข้างต้น
หลักการอันเป็นนิรันดร์ไม่อาจโต้แย้งและตั้งคำถามใดๆได้
หรือศีลธรรมที่ว่า เป็นศาสตร์มืด หรือ DARK ART
ที่คนที่ตั้งคำถาม ต้องเผชิญกับ DEATH EATER
ที่จะทำลายคุณ ว่าคุณเป็นคนไม่มีศีลธรรม ไม่รักชาติ ไม่ดี ไม่สามัคคี ไม่อื่นๆอีกมากมาย

ผมจะวิเคราะห์ให้ดูว่า คนที่ชอบอ้างอิงศีลธรรมนั้น มักลืมข้อเท็จจริงอะไรไปบ้าง !!!
ชอบเปรียบเทียบโดยการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของความจริงขนาดไหน !!!

(ไว้ถ้ามีโอกาส จะมาคุยกันอีกครั้งเรื่อง ความจริงคืออะไร – อะไรคือความจริงที่แท้จริง – ความจริงกับความคิดเห็น)
ลองพิจารณากันทีละประเด็น

เริ่มจากว่า ศีลธรรมคืออะไร ถ้าเอาตามศาสนาพุทธละก็ จะได้คร่าวๆดังนี้
ศีลหมายถึงการเว้นความชั่ว ธรรมหมายถึงการเพิ่มพูนความดี แบ่งออกเป็นฝ่ายละ 5 เป็นคู่ ๆ กันดังนี้
เว้นจากฆ่าสัตว์และมนุษย์ เป็นศีลข้อที่ 1, มีเมตตากรุณาต่อสัตว์ และมนุษย์ เป็นธรรมข้อที่ 1
เว้นจากลักทรัพย์ เป็นศีลข้อที่ 2, ประกอบสัมมาอาชีพ และมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นธรรมข้อที่ 2
เว้นจากประพฤติผิดในกาม เป็นศีลข้อที่ 3, สำรวมในกาม ยินดีเฉพาะคู่ครองของตน เป็นธรรมข้อที่ 3
เว้นจากพูดปด เป็นศีลข้อที่ 4, พูดจริง เป็นธรรมข้อที่ 4
เว้นจากดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นศีลข้อที่ 5, มีสติสำรวมระวัง เป็นธรรมข้อที่ 5

คราวนี้ ปัญหามันจะเริ่มจากคำนิยามของคำว่าศีลธรรมนี่แหละ เพราะความดีความชั่วนั้น
ใครเป็นคนกำหนดกันแน่ ใครมีสิทธิที่จะวางบรรทัดฐานเรื่องต่างๆพวกนี้
ทุกข้อทุกเรื่อง มนุษย์เป็นคนกำหนดมันขึ้นมา ไม่ว่าจะอ้างพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใด
มนุษย์นี่แหละที่เป็นคนวางกฎเกณฑ์
แล้วทำไมมนุษย์บางคน ถึงเป็นคนวางกฎเกณฑ์ได้หล่ะ ???
เค้ามีความเหนือกว่ามนุษย์คนอื่นๆจริงๆหรือ และถ้าจริงเหนือกว่ามากขนาดไหน ???

(อารมณ์เหมือนทำไม ในร่าง รธน. ฉบับ 2550
สว. 74 คน มาจากการแต่งตั้งของคณะบุคคลบางกลุ่ม เรียกสั้นๆว่า สรรหา แต่งตั้ง
ส่วน สว. อีก 76 คน มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน)

ตัวศีลธรรมนั้น ที่มักๆพูดกันว่า สมัยนี้ศีลธรรมตกต่ำ ไม่เท่าเมื่อก่อน
ลองพิจารณาประเด็น เมื่อก่อนกับสมัยนี้หรือปัจจุบันดูนะครับ

ประเด็นแรก เคยมีนักประวัติศาสตร์หน้าไหน ทำกราฟศีลธรรมในแต่ละช่วงเวลาของประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติออกมาไหม ???
ถ้าไม่เคย … มันชัดเจนว่าคนพูด เอา opinion ของตัวเองมาพูดทั้งนั้น
ก็ไม่รู้ว่าเทียบจากอะไร เทียบจากความรู้สึกอคติของตัวเองหรือ
นี่คือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของหลักศีลธรรมหรือไม่ ลองคิดดูนะครับ
อย่าลืมว่าในเมื่อมันวัดออกมาและจดบันทึกไม่ได้ จะรู้ได้ไงว่า ช่วงไหนที่ศีลธรรมขึ้นสูงหรือต่ำ
ต่อให้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ว่าช่วงไหนสูงหรือต่ำ
ก็จะมีปัญหาด้านการตีความอีก เพราะสิ่งที่ไม่ดี ผิดศีลธรรมตอนนั้น อาจไม่ผิดในตอนนี้
ตามลักษณะค่านิยม ทัศนคติ และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป
ดังนั้น การจะหาเครื่องมือวัด เพื่อจะวัดสิ่งเหล่านี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้
และในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ คนที่วัดออกมาได้ ย่อมจำเป็นต้องใช้อคติของตัวเอง ในการสรุปออกมา

ประเด็นต่อมา ลองคิดเอาตอนนี้เป็นบรรทัดฐานนะครับ ย้อนกลับไปไม่กี่สิบปี
มนุษย์ผู้ชายเห็นมนุษย์ผู้หญิงเป็นอย่างไร เท่าเทียมหรือไม่ มีสิทธิมีเสียง สามารถเลือกตั้งได้หรือไม่
คนสีผิวไม่เหมือนกัน เหมือนกันหรือไม่ คนที่ไม่ได้เป็นคนในชาติ ในเผ่าพันธ์เดียวกัน มีสิทธิเท่ากันหรือไม่
แม้กระทั่ง … ผมไม่อยากจะพูดว่า ก่อนหน้านี้มนุษย์เห็นมนุษย์ด้วยกันไม่ใช่มนุษย์
(คำที่ผมชอบพูด : คนเหมือนกัน แต่เป็นคนไม่เหมือนกัน)
พิสูจน์ได้จาก การมีทาส ไม่ว่าจะทาสจากสงคราม ทาสทางเศรษฐกิจ พวกทาสในเรือนเบี้ย ทาสที่สืบเชื้อสายกันมา
นี่หรือที่บอกว่ามนุษย์สมัยก่อน มีศีลธรรมมากกว่านี้
มีการทำสงครามแย่งที่ดินทำกิน ต่างจากสมัยนี้มากนักเหรอ
แย่กว่าด้วยซ้ำ … เพราะการทำสงครามสมัยก่อนนั้น
เป็นเพียงเพื่อประโยชน์ของคนๆเดียว หรือกลุ่มคนเล็กๆ ที่ปกครองคนทั้งหมด
(คำถามสำหรับคนนับถือศาสนาพุทธ : คนสมัยก่อน พ.ศ. 1 นั้นมีศีลธรรมมากกว่า คนสมัย พ.ศ. 1 หรือไม่ ถ้าไม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 1 – พ.ศ. 2550 ช่วงไหนศีลธรรมขึ้นสู่จุดสูงสุดกันแน่ และเปรียบเทียบได้จากอะไร หาข้อมูลมาจากที่ไหน)

คนส่วนใหญ่สมัยนี้ หมกมุ่นประพฤติผิดในกาม ส่ำส่อน เรียกภาษาบ้านๆว่า บ้ากามมากขึ้น ???

สำหรับปรเด็นนี้ ถ้าเคยอ่าน Guns, Germs & Steel: The Fates Of Human Societies by Jared Diamond
หรือภาคไทยชื่อ ปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้า กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์ สนพ. คบไฟ
จะเห็นได้ว่าในช่วงต้นของสังคมมนุษย์ มนุษย์มี sex แบบสลับคู่กัน และช่วยกันเลี้ยงดูเด็กๆให้เติบโตขึ้นมา
ถามว่า นั่นคือความจำเป็นของสังคมในขณะนั้น หรือนั่นคือระดับศีลธรรมต่ำช้าของสังคมตอนนั้น
ถ้าคิดถึงการมี sex แบบไม่มีคู่ที่แน่นอน ของคนที่ปากอ้างศีลธรรมตลอดเวลา
มันย่อมต่างจากการคิดว่า นั่นคือสังคมที่ให้ความรักแก่กัน และเหมือนประหนึ่งเป็นคนเดียวกัน
เพราะคนในสังคมเผ่าตอนนั้น ย่อมเลี้ยงดูทารกและเด็กอย่างดีที่สุด โดยไม่แบ่งแยกว่าลูกใครเป็นลูกใคร
เพราะมีแต่แม่ที่รู้ว่านั่นคือลูกตัวเอง แต่พ่อย่อมไม่รู้ … ความรักที่มีให้กันแบบนั้น คือศีลธรรมต่ำช้าอย่างนั้นหรือ
เรื่องแบบนี้มันมองได้หลายมุม ถูกไหม

ถัดมาในยุค 2000-3000 ปี ก่อนหน้านี้
โดยเฉพาะในสังคมกรีก การที่ผู้ชายจะมีลักษณะโฮโมเซกชวล เป็นเรื่องที่ปกติ ของสังคมในตอนนั้น
ขนาดที่ว่า ลูกศิษย์กับอาจารย์ในสมัยนั้น ถ้ามีเพศสัมพันธ์กัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
(อย่าลืมว่า นั่นคือสังคมที่เพศชายเป็นใหญ่ และเป็นสังคมที่เพศชายมีโอกาสทางการศึกษามากกว่า
ซึ่งนั่นหมายถึง การมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน)

ถัดมา เอาแค่ไม่กี่ร้อยปี … จริงๆตรงนี้ ไม่อยากจะพูดนะ
แต่ลองคิดดู เอาใกล้ๆตัวบ้านใกล้เรือนเคียง
สังคมจีน คนที่เป็นฮ่องเต้ มีนางสนมเยอะขนาดไหน
เรียกง่ายๆว่า มี SEX กับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้ากี่ร้อยกี่พันคนหล่ะนั่น WOWWW
แล้วพวกเจ้าเมืองหรือตำแหน่งรองๆลงไป ก็มีตั้งเยอะแยะ
มองไปที่ญี่ปุ่น จะโชกุน หรือจักรพรรดิ์ ก็มีนางสนมแบบนี้เหมือนกัน
หรือแม้แต่ ประเทศสารขัณฑ์ ที่บางสมัยเจ้าที่ปกครองแผ่นดินมีบุตรธิดานับร้อย
เรื่องเหล่านี้ คือศีลธรรมอันสูงส่งของคนสมัยก่อนหรือไม่ ???
หรือคนบางคน มีศีลธรรมอันสูงส่ง ไม่ว่าจะทำตัวอย่างไร
เพราะเป็นเทพเจ้ากลับชาติอวตาลอวสาร มาเกิด
ประเด็นเรื่องเหล่านี้ พวกปากอ้างศีลธรรม ไม่ได้คิดเพราะลืม
หรือไม่ได้ลืมแต่ไม่สนใจ เพราะตัวเองคือบรรทัดฐานของศีลธรรมกันแน่

จริงๆแล้วยังมีประเด็นปลีกย่อยอีกเป็นจำนวนมาก
ที่ขี้เกียจพิมพ์ หรือหาข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม
เอาแค่ที่เห็นๆกันเนี่ย ก็ทำให้เห็นชัดเจนแล้วว่า
ศีลธรรมเป็นเพียงประเด็นลอยๆ ที่อยู่เหนือโลกแห่งความจริง
เพราะเป็นโลกแห่งความคิดเห็น หรืออคติ เท่านั้น

อ่าาาา เอาตัวอย่างสุดท้ายซะหน่อย เกือบลืมแน่ะ …
ประเด็นนี้ชัดเจน วันก่อนอ่านหนังสือเกี่ยวกับนักโทษประหาร
ชื่อว่า คำสารภาพสุดท้ายของนักโทษประหาร สนพ. มติชน
มีพระสงฆ์องค์เจ้าในวัดใกล้เรือนจำนั่นแหละ
พูดประมาณว่า การฆ่าหรือประหารนักโทษไม่ผิด ไม่เป็นบาป
ผมหล่ะอยากนั่งหัวเราะนัก HAHAHA
นั่นคือความจริงหรือความเห็นกันแน่ ???
ทำอย่างกับสมัยไม่กี่ปีก่อน ที่มีพระออกมาประกาศว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป !!!
ลองคิดดูนะครับ ว่ามันตลกไหม YOHOO
ใครเป็นคนวางกฎเกณฑ์ว่าใครฆ่าใครบาปไม่บาป WHO?
ไอ้ความบาปหรือกรรมเนี่ย มันมีกฎเกณฑ์เหมือนที่มนุษย์คิดเหรอ
ถ้ามันเป็นเรื่องที่เหนือความควบคุมของเราจริง
แล้วมนุษย์คนไหน จะสั่งมันได้ ว่าไอ้แบบนี้บาป แบบนี้ไม่บาป
มันเหมือนกับว่า ชีวิตเหมือนกัน, แต่ชีวิตนี้ไม่มีค่า ฆ่าได้, ชีวิตนี้มีค่า ฆ่าไม่ได้บาป
มันตลก ที่คนชอบมอง Opinion เป็น Truth

เท่าที่เขียนมาทั้งหมด
ไม่น่าแปลกใจ ที่สังคมไทยปัจจุบันเป็นแบบนี้
และมันจะยังเป็นเช่นนี้ตลอดไป
ตราบเท่าที่คนไทย ยังชอบที่จะมองเห็น opinion ของตัวเอง เป็นความจริง ที่บิดเบือนไม่ได้
และเอาความคิดอคติของตัวเองเป็นใหญ่ มองความคิดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ไม่สามารถยอมรับความแตกต่างใดๆได้เลย
ความแตกต่างเท่ากับศัตรู ผิดศีลธรรม แม้กระทั่งผิดกฎหมาย

จบดีกว่า …
ถ้าใครหลงเข้ามาอ่าน
อยากบอกว่า …
ไม่จำเป็นต้องเชื่อ อย่างที่ผมเชื่อ
ไม่จำเป็นต้องคิด อย่างที่ผมคิด
แต่ถ้าคุณไม่ได้เชื่อหรือคิดแบบผม
ลองคิดดูดีๆว่า สิ่งที่ผมพิมพ์มาทั้งหมด คุณหักล้างอะไรได้บ้าง
ทิ้งข้อความไว้ได้เลย
หรืออย่างน้อย ถ้าไม่อยากคิดอะไรในหัวมาก เพราะความคิดตัวเองถูกต้องที่สุดแล้ว ใครจะมาลบล้างมิได้
ก็ช่วยทำใจยอมรับบ้างว่า คนที่ไม่ได้คิดหรือเชื่อแบบคุณ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนไม่ดีเสมอไป

ความแตกต่าง และความไม่สมบูรณ์ คือความสวยงาม

COPYRIGHT BY NOZ 2007

  1. Cheer
    28 July 2007 at 5:58 AM

     อ๊ากกกกกกก
     
    ไว้ว่างแล้วจะมาอ่านต่อ แล้วว่าง…ที่ว่านี่จะเอาอะไรเป็นเกณฑ์น้าาาาา

  2. Mei
    28 July 2007 at 1:04 PM

    actually i’ve never fallen in love with anybody…i am not bravy enough to trust anyone even myself~
    maybe that’s another reason that i like those two movies so much!
    hehe~

  3. Tanuttha
    10 August 2007 at 3:07 PM

    การกระทำที่แสดงออกมา คือสิ่งที่คนๆนั้นได้เลือกแล้ว
    คิดแล้ว
    พินิจพิเคราะห์แล้ว
    และปฏิบัติแล้ว
     
    จะดีหรือไม่ดี….ไม่ใช่หน้าที่คนนอกที่จะตัดสิน
     
    หากแต่เป็นตัวเรา…..เท่านั้น…..ที่รู้

  4. จิงกาเบล
    11 October 2007 at 11:43 AM

    อ่านแล้วหงุดหงิด…ขอตอบบ้าง
     
    สำหรับเบล นโยบาย"ยืดอกพกถุง"เนี่ย ไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลย…ในแนวคิด
    แต่มันเป็นเรื่องน่าเศร้าซะมากกว่า…โคตรจะเศร้าสำหรับหลายคนที่มองจากมุมเดียวกับเบล
    มุมที่ว่า…นี่เราจะไม่สามารถสอนคนในประเทศให้รู้จักที่จะ"ไม่สำส่อน"
    หรือแม้กระทั่ง"ความไม่สมควร"ของ"การมีเซ็กส์ก่อนวัยอันควร"ได้อีกแล้วหรือ
     
    เราจะต้องยอมแพ้และยอมรับกับเรื่องราวแบบนี้(หรือคล้ายๆกันนี้)อีกซักกี่เรื่อง
     
    แต่ถ้าให้พูดตามตรง…..พกไว้ มันก็ปลอดภัยกว่าอยู่ดี เฮ่อออ

  5. marina
    5 March 2012 at 3:24 PM

    ก็ไม่ได้เชื่อหรอกนะ แต่เห็นด้วยอ่ะ

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: