Home > News and politics > Censorship Worse

Censorship Worse

Will Thai Reforms Make Censorship Worse?

See if you can spot anything offensive about the following scenes from Syndromes and a Century, the dreamy new $1.1 million movie by Thai director and Cannes 2004 Prix du Jury winner Apichatpong Weerasethakul: a Buddhist monk strums a battered guitar; two monks play with a remote-controlled flying saucer in a park; a doctor kisses his girlfriend in a locker room; a group of doctors share a bottle of whiskey in a hospital basement.

O.K., so the boozing and smooching docs might set a bad example for medical practitioners, but what’s wrong with flying saucers or a musical monk? Apichatpong, 37, spent two years filming the story, based loosely on the lives of his physician parents, and says he doesn’t know why Thailand’s censors wanted to cut the four scenes. He also refused to play along. So Syndromes, which opened last month in London as part of an Apichatpong season at BFI Southbank, won’t be showing anytime soon in Bangkok. "I’m sick of this system," the director sighs.

He’s not the only one. The process of deciding who watches what in Thailand is governed by a 1930 law that gives the police the right to censor films. But that might be about to change. This month, the Ministry of Culture is pushing before Thailand’s military-appointed legislature a controversial new law that proponents say would move the country’s censorship rules into the modern era. Many filmmakers, however, fear the proposed changes will only make censorship worse. "They want the power to control us," says Chalida Uabumrungjit, head of the nonprofit Thai Film Foundation.

Under current rules, producers and directors often find their artistic visions held hostage by the whims of the police, whose tastes run to head-spinning violence and slapstick comedy — but no politics or nudity, please. Fewer than 50 local movies are shown annually in Thailand, and the competition for screens spurs many studio bosses to work closely with censors or risk being shut out. The alternative is self-censorship. "We have learned to self-censor ourselves for a long time," says Pimpaka Towira, director of the critically lauded 2003 feature One Night Husband.

By establishing fresh guidelines for censors and audiences, and taking the scissors away from the police, the proposed Film Act ought to please filmmakers. Officials for the Ministry of Culture, which would be responsible for classifying films under the proposed law, say they have the industry’s support, and point to the ministry’s success in introducing a similar system for Thai television channels. But many film directors are actually aghast at the prospect of more government interference. Far from overhauling an outdated law, they say, Thailand’s cultural guardians are finding new ways to suppress controversial films. Opponents also claim that the criteria for classification are intentionally vague. One sweeping clause in the draft legislation states that films should not "undermine social order or moral decency" or affect the "security and pride of the nation." And X-rated works are simply not allowed: under the proposed law, films classified as such must be either bowdlerized or banned.

After years of biting their tongues in public over censorship, filmmakers are now finding their voice — and not just art-house mavericks like Apichatpong. The Thai Film Directors’ Association is lobbying lawmakers not to pass the act in its current form. Prachya Pinkaew, director of international martial-arts hits Ong-Bak and Tom Yum Goong, now sports a NO CUT, NO BAN anticensorship T shirt.

In the opposite corner is Ladda Tangsupachai, 58, head of the Cultural Surveillance Department at the Ministry of Culture and a prime mover behind the legislation. Her department already scrutinizes television shows, magazines, Internet cafés and schoolgirl fashions; they are keen to take on movies. "Uneducated" is the term Ladda uses to describe Thai filmgoers. "They’re not intellectuals — that’s why we need ratings," she says.

Film-industry folk support the idea of classifying movies, provided they have a voice in the process. But many believe that simply transferring the regulatory role from the police to the Ministry of Culture is a jump cut from the frying pan into the fire, especially in the postcoup climate, when political and social conservatism are on the rise. Ladda counters that the audience is on her side when it comes to choosing a flick. "Nobody goes to see films by Apichatpong," she says. "Thai people want to see comedy. We like a laugh."

There’s certainly a degree of dark humor in Apichatpong’s latest predicament. Frustrated, and with the domestic prints of Syndromes currently in police custody, he has found inspiration for his next project, a film about censorship in Thailand with the working title of Primitive. The only problem is that there’s no guarantee anyone in Thailand will be able to see it.

By SIMON MONTLAKE, Thursday, Oct. 11, 2007
From
http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1670261,00.html


ว่าจะเขียนมาเป็นสัปดาห์หล่ะ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืม …
สรุปง่ายๆ สำหรับคนขี้เกียจอ่าน eng ยาวๆ เพื่อความรวดเร็วนะครับ

ลัดดา ตั้งสุภาชัย (ผู้อำนวยการกลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม) ได้ปรากฏ 2 วรรคทองว่า
Ladda Tangsupachai, 58, head of the Cultural Surveillance Department at the Ministry of Culture and a prime mover behind the legislation.

1 "Uneducated" is the term Ladda uses to describe Thai filmgoers. "They’re not intellectuals — that’s why we need ratings," she says.
แปล: "ไร้การศึกษา" คือคำที่ ลัดดา ใช้อธิบายนักดูภาพยนตร์ชาวไทย "พวกเขาไม่ใช่ปัญญาชน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องมีระบบเรตติ้ง"

2 "Nobody goes to see films by Apichatpong," she says. "Thai people want to see comedy. We like a laugh."
แปล: ไม่มีใครอยากไปดูภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์หรอก คนไทยอยากดูภาพยนตร์ตลก พวกเราชอบเสียงหัวเราะ

ซึ่งจริงๆยังมีเด็ดประมาณนี้ จากการให้สัมภาษณ์จาก นิตยสารสุดสัปดาห์ ฉบับ 1 กรกฎาคม 2550 หน้า 121

"การแต่งตัวของตัวละคร บางคนนั่งกินข้าวยังแต่งโป๊เลย อย่าง แรมพิศวาส แม่ได้กับคนใช้ พ่อนอกใจภรรยา เขาบอกว่าตอนจบคนเลวจะได้รับกรรม รู้ได้ไงว่าจะดูจนจบ บางคนเขาคิดไม่เป็นหรอก ถ้าคิดเป็นคงไม่เอาทุเรียนไปตบนางร้าย"

จากประโยคข้างต้น ก็คงจะเห็นมุมมอง ของคุณลัดดา ซึ่งมองคนไทยคนอื่นๆ ว่าอย่างไรนะครับ
ประเด็นที่ผมให้ความสำคัญ คงไม่ใช่เรื่องของการที่จะมาสนใจว่า
คนไทยชอบดูภาพยนตร์ประเภทไหน มีการศึกษาหรือไม่มีการศึกษาแค่ไหน
(จริงๆควรจะนิยามก่อนว่า คำว่าคนมีการศึกษามีขอบเขตอย่างไร เพราะโดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า คุณลัดดากับผม คงนิยามแตกต่างกัน)
เพราะถึงที่สุดแล้วผมก็ไม่ค่อยได้ดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์อยู่แล้ว
เนื่องจากภาพยนตร์ที่มีมาฉาย มักไม่ค่อยต้องตามรสนิยมสาธารณ์

แต่ประเด็นจริงๆที่อยากชี้ให้เห็นคือ
มุมมอง ความคิด วิธีแก้ปัญหา ของผู้มีอำนาจ หรืออยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเหนือกว่าบุคคลอื่นๆของสังคมไทย
ซึ่งแนวความคิดแบบนี้ ชัดเจนว่า
การแก้ปัญหาทุกอย่างทุกชนิด คือ ต้องการพระเอกขี่ม้าขาวสักคน, ผู้ที่ประเสริฐกว่าผู้อื่น, คนที่เหนือกว่าผู้อื่น อาจจะทางชาติกำเนิด หรืออาจจะเป็นคนดีก็ได้ซักคน มาแก้ปัญหานั้นๆ โดยการทำตัวเป็นบรรทัดฐาน, มาตรฐาน, ออกกฎเกณฑ์ ตามความเชื่อของตน
ทำไมผมถึงใช้คำว่าความเชื่อ เพราะผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เค้าพูดๆกันนั้น ผ่านการวิจัยออกมาแล้วเหรอ หรือคิดเอาเองว่าจะเป็นอยางนู้นอย่างนี้
บางครั้ง มันเหมือนกับว่าก้ำกึ่งระหว่าง คนไทยดูภาพยนตร์ตลก เพราะชอบดู หรือไม่มีทางเลือกให้ดู เนื่องจากโรงภาพยนตร์ฉายแต่ภาพยนตร์ตลก

อย่างที่เคยเขียนมาก่อนๆหน้านี้
ผมยังยืนว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารที่ผ่านมา ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง รวมทั้ง ระบบศักดินานิยม
ถ้าที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหา คำตอบของปัญหา เป็นที่ชัดเจนว่า ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบนี้แน่นอน
เพราะระบบนี้ มักคิดเสมอว่า สิ่งสำคัญคือตัวบุคคล และตัวบุคคลเท่านั้น ที่ทำให้ทุกอย่างเดินหน้าได้

แต่ผมเชื่อในระบบ ในความเป็นมนุษย์ ของคนอื่นๆในสังคม
มนุษย์เรียนรู้ได้ และทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อต้องการเป็นคนไม่ดีมาก่อน
ผมเชื่อว่าทุกคนพัฒนาได้ ให้โอกาส ในการเรียนรู้ ที่จะเติบโตไปด้วยกันได้
โดยไม่จำเป็นที่จะต้องให้ใครมาทำตัวเป็นมาตรฐานชี้วัด

ถ้าคนไทยที่คุณลัดดาพูดถึง ไม่มีการศึกษาจริงๆ
เค้าไม่ได้ไม่มีการศึกษา เพราะไม่อยากจะศึกษา
แต่ไม่มีการศึกษา เพราะคนอย่างคุณลัดดาที่มีอำนาจอยู่ในมือนี่แหละ
ที่ไม่ให้โอกาส ซึ่งอาจไปถึงปิดโอกาสอีกด้วย, ไม่เชื่อในความเท่าเทียมกัน, และไม่เคยลองที่จะเปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นใดๆ

ถึงที่สุดแค่คนไม่กี่คนที่มีอำนาจ หรืออยู่ในระดับสูง หรือแม้กระทั่งคนดีมากๆ แค่จำนวนหนึ่ง
ได้พิสูจน์ให้เห็นหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์มนุษย์
ว่าไม่สามารถพาสังคมพัฒนาไปจุดไหนได้ ตราบเท่าที่ไม่เชื่อในความเป็นมนุษย์และความแตกต่างของผู้อื่น

Categories: News and politics
  1. Prem ^_^
    22 October 2007 at 1:30 PM

    สมัครส.ส.เมื่อไหร่บอกนะ
    เอาไปเลยหนึ่งเสียง ^_^
    เรายังจำที่นอซบอกได้นะ ตอนอายุ 35 อ่ะ
    อิอิ
     
    ป.ล. ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะ..
    จริงๆ ก็คงเป็นการดีนะ ที่เราจะคุยกับเค้าตรงๆ ดีกว่าจะซุกปัญหาไว้ใต้พรม
    แล้วก็คาใจไม่มีอะไรดีขึ้นน่ะ

  2. Apinan
    23 October 2007 at 3:25 PM

      เคยได้ฟังเรื่องนี้มาเหมือนกันในการทำหลายๆอย่างที่มันแรงขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะมันเป็นการกระทำของคนกลุ่มเดียวโดยคิดวา "ถูกแล้ว" "ดีแล้ว" โดยที่ไม่ได้หันกลับมามองเลยว่า บางสิ่งที่ทำนั้นมีผลอะไรบ้าง เช่นกรณีของ เซ็นเซอร์บุหรี่ -.- กะอยากจะรู้เหมือนกันคนที่เห็นแต่ตอนแรกไม่ใส่ใจ เขาจะรู้สึกยังไงถ้าเห็นจุดเด่นขนาดนั้น??  และในกรณีที่ใช้ "ความเห็น" ตัวเองบอกเลย ว่าคนดู เขาจะคิดไงก็เหมือนกัน เป็นเพราะคนเขาคิดกันได้ทางเดียว?? ตามที่ท่องจำต่อๆกันมา ~ งั้นหรือ ถึงได้ตัดสินแบบนี้ เฮ่อ  ปล. บล็อคนายขึ้นด้วย Eng ก่อนเกือบตลอดเลย  ^_^   ดูมีสาระมากเลยอ่า  เหอๆ 

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: