Home > News and politics > How Thai Government Work

How Thai Government Work

How Thai Government Work

กระทรวงพลังงาน (Ministry Of Energy) ได้ตัดสินใจ
ประกาศปรับลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 40 สตางค์ต่อลิตร
มีผลวันที่ 5 พ.ย.นี้ ทั้งนี้ เพื่อชะลอการปรับราคาขายปลีกในประเทศ
ประกาศดังกล่าวส่งผลให้การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลดลง โดย
เบนซิน 95 เหลือ 3.6 บาทต่อลิตร
เบนซิน 91 อยู่ที่ 3.3 บาท
แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 30 สตางค์
ดีเซล 1.10 บาท
ไบโอดีเซล อยู่ที่ 30 สตางค์ต่อลิตร
ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 เดิมเก็บอยู่ที่ 20 สตางค์ กลับติดลบอีก 20 สตางค์ หมายถึงกองทุนน้ำมันฯ ต้องจ่ายคืนให้กับผู้ค้าน้ำมัน

จากข้อความข้างต้น ผมขอเรียกมันว่า ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ทางนโยบาย ที่ได้รับผลมาจากการพยายามบิดเบือนโครงสร้างทางการตลาด

มันเริ่มมาตั้งแต่การบิดเบือนตลาดโดยการไม่ยอมขึ้นราคาน้ำมันตอนที่น้ำมันขึ้น แต่ให้เงินช่วยเหลือเพื่อลดราคาตลาดลง
และหวังลมๆแล้งๆว่า มันจะลดลง จากนั้นค่อยเก็บส่วนต่างตอนที่ลดลงคืนกลับเข้ากองทุน.

จากนั้น ก็บิดเบือนโครงสร้างราคาของน้ำมัน 2 ชนิด คือเบนซินและดีเซล โดยการลอยตัวเบนซิล แต่ให้เงินอุดหนุนดีเซล
ซึ่งผลกระทบต่อมาในขณะนั้น คือ ยอดการใช้น้ำมันเบนซินขยายตัวลดลง ขณะที่ดีเซลเพิ่มขึ้น
รวมทั้งยอดขายรถที่ใช้น้ำมันดีเซลก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย ซึ่งส่งผลให้มีผู้ใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ทั้งที่ผู้ใช้รถประเภทนี้บางคน ไม่ได้ใช้รถเพื่อการพาณิชย์ แต่เป็นรถ SUV หรือรถยนตร์อเนกประสงค์ทั่วๆไป ที่ใช้กันในครอบครัว
และมีเครื่องยนตร์ขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 2000-3000 ซีซี โดยที่ผู้ใช้น้ำมันเบนซินส่วนใหญ่ เป็นรถเก๋ง ที่ใช้เครื่องยนตร์ขนาดเล็ก 1600-1800 ซีซีเท่านั้น.

ต่อมา เมื่อมีการเก็บเงินคืนกองทุนน้ำมัน เพราะรู้ตัวว่าได้ดำเนินนโยบายมาผิดทาง คาดไม่ถึงว่า ตลาดมีอิทธิพลมากขนาดนี้
ก็ไม่ทราบว่าบริหารกันยังไง ที่ปรึกษามีไว้ทำไม ไม่รู้กันเหรอ ว่าตลาดมันใหญ่ขนาดไหน
การดำเนินนโยบายที่ขวางทิศทางตลาดไม่มีประโยชน์ใดๆแต่คนหมู่มาก แต่คนบางกลุ่มได้ประโยชน์รึป่าว อันนี้ไม่แน่ใจ.

เงินที่เก็บกลับมีความแปลกแยกอย่างมาก ดูได้จากตัวอย่างข้างบน
ทั้งที่น้ำมันเบนซินใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเป็นส่วนน้อย แต่กลับต้องรับภาระเกือบทั้งหมด
ถ้าคิดเป็น เปอร์เซนต์ต่อลิตร เทียบกับดีเซลแล้ว
เท่ากับว่าเบนซินรับภาระถึงประมาณ 70-80% ขณะที่มีส่วนทำให้เกิดหนี้กองทุนน้ำมัน ไม่ถึง 10%.

ขณะที่ทางรัฐใช้ข้ออ้างว่าการพยุงดีเซลหรือเก็บเงินเข้ากองทุนดีเซลน้อยๆ เพราะว่ารถยนตร์ที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันดีเซล
ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า พยายามจะบิดเบือนโครงสร้างตลาดอีกครั้งหนึ่ง
ถ้ารถยนตร์ที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ใช้ดีเซล และต้องมีภาระเพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันแท้จริงที่ควรจะเป็น
ก็เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคต้องปรับตัว
ไม่ใช่ทำให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างผู้ใช้เบนซิล เสียประโยชน์มากๆ.

ผู้บริโภคที่บริโภคเยอะ โดยบริโภคผ่านธุรกิจที่ขับเคลื่อนโดยมีต้นทุนส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายของน้ำมันดีเซล
ควรจะต้องรับภาระตรงนั้นโดยตรง ตามปริมาณการบริโภคของตน
ไม่ใช่ให้บุคคลกลุ่มหนึ่งอย่างผู้ใช้น้ำมันเบนซินมารับผิดชอบ เท่านั้น.

ถ้าจะพิจารณาถึงการเก็บเงินเข้ากองทุน ระหว่างน้ำมันเบนซินกับแก๊สโซฮอล์
ก็ยิ่งเห็นความชัดเจน ของการพยายามบิดเบือนโครงสร้างทางการตลาดอีกครั้งหนึ่งของภาครัฐ
ที่พลาดซ้ำซากไม่เคยจดจำใดๆทั้งนั้น ว่าตลาดไม่ได้บิดเบือนกันได้ง่ายๆ.

การพยายามทำให้แก๊สโซฮอล์เป็นที่นิยมโดยการลดราคาจากความไม่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องและยั่งยืน.

ประการหนึ่ง เพราะว่าแอลกอฮอล์ที่ผลิตจากพืชนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้มีราคาต้นทุนการผลิต ที่แตกต่างกับน้ำมันเบนซินมากนัก
และการใช้ผสมกับเบนซินเพียงแค่ 10% และจะเพิ่มเป็น 20% ในอนาคต นับว่าลดต้นทุนลงได้น้อยมากๆ
ถ้าผลิตภัณฑ์ไม่ได้ดีจริง ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามบิดเบือนตลาด
แต่ถ้ามันดีจริงๆสามารถผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม หรือสามารถใช้ในเปอร์เซนต์ที่มากขึ้น โดยไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนตร์
ตลาดจะผลักดันตัวมันเองให้โตได้ จากความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคได้รับ.

อีกประการหนึ่ง จริงๆแล้วการผลิต แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากพืช มีผลวิจัยออกมาว่า
ได้ทำลายพื้นที่เพาะปลูกอาหารของมนุษย์เป็นจำนวนมาก และมีต้นทุนแฝงต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรน้ำ และที่ดิน
ซึ่งเหล่านี้มีผลทำให้อาหารมีราคาแพงขึ้น
(ใน USA ข้าวโพดที่นิยมนำมาผลิตแอลกอฮอล์มีราคาแพงขึ้นมาก ส่วนพวกฟางและซากพืชเหลือใช้ ก็ให้พลังงานต่อหน่วยเป็นจำนวนที่น้อย ทำให้ต้นทุนสูง)
ในที่สุด การพยายามทำให้ราคาของน้ำมันลดลงเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณอาหารและราคาอาหารของมนุษย์อยู่ดี
นั่นเป็นผลมาจากการบิดเบือนโครงสร้างตลาดอีกเช่นกัน.

ดังนั้น แม้ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม
แต่เราหลีกหนีความจริงไม่พ้น
ตลาดที่แม้เหมือนไม่มีตัวตน กลับมีมือที่มองไม่เห็น คอยบังคับทิศทางต่างๆอยู่
เราไม่สามารถนั่งคิดเอาเองว่าตลาดควรจะเป็นอย่างไร เพราะมันยิ่งใหญ่กว่าที่ใครก็ตามที่พยายามจะบิดเบือนมัน.

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: