Home > News and politics > How Thai Government Work Part II

How Thai Government Work Part II

How Thai Government Work Part II

เมื่อไม่กี่วันก่อน พูดถึงการบิดเบือนกลไกตลาดราคาน้ำมันของภาครัฐ

ผมมีข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำลายป่าเพื่อนำมาใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น
ซึ่งถึงที่สุดแล้ว การเลือกใช้พลังงานอย่างหนึ่งแทนอีกอย่างหนึ่ง ต้องประเมินข้อดีข้อเสียอยู่ดี
แต่รัฐไทย มักจะนิยมที่จะเสนอแต่ในด้านที่ตัวเองต้องการเท่านั้น คือบอกความจริงเพียงครึ่งเดียว

อย่างล่าสุด อนุมัติงบประมาณเป็นพันล้าน เพื่อรณรงค์ให้คนไทยสนับสนุนการใช้พลังงานนิวเคลียร์
ทั้งที่การศึกษาความเป็นไปได้ต่างๆ ไม่ควรตั้งเป้าก่อนว่า เรื่องนี้ดีหรือไม่ดี คุ้มค่าหรือไม่ ควรทำหรือไม่
มิฉะนั้น การศึกษาก็เป็นแค่ความพยายามรับรองความถูกต้องทางเอกสาร
ซึ่งเต็มไปด้วยอคติ และมิได้เป็นการศึกษาที่รอบด้าน

น้ำมันปาล์มเขมือบป่า

เหตุโลกร้อน ทำให้หลายประเทศสนับสนุนการใช้ไบโอดีเซลมากขึ้น แต่ตอนนี้พบว่าการหันมาใช้น้ำมันปาล์ม และไบโอดีเซลกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญ เพราะการทำลายป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกปาล์มในอินโดนีเซีย เป็นตัวการปล่อยคาร์บอนราว 14 พันล้านตัน

กรีนพีซระบุว่าบริษัท น้ำมันและบริษัท อาหารขนาดใหญ่ของโลกเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ทางอ้อม เพราะยูนิลีเวอร์ คาร์กิลล์ เนสท์เล่ คราฟต์ P&G ล้วนเป็น ผู้บริโภคน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของแดนอิเหนา ที่ต้องการน้ำมันพืชราคาถูกไปใช้เป็นส่วนประกอบผลิตอาหาร และเครื่องสำอาง โดยน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ส่งออกจากจังหวัด Riau ในเกาะสุมาตรา ซึ่งมีการปล่อยคาร์บอนประมาณ 14.6 พันล้านตัน หรือเกือบพอๆ กับปริมาณคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมาจาก ทั่วโลกในช่วงเวลา 1 ปี

ที่นี่มีการแผ้วถางป่าสมบูรณ์กว่า 1.4 ล้านเฮกตาร์ เพื่อเพาะปลูกปาล์มสำหรับผลิตน้ำมันปรุงอาหาร ขณะที่อีก 3 ล้านเฮกตาร์ใช้เพื่อผลิตไบโอดีเซล การปล่อยคาร์บอนเกิดขึ้นเมื่อมีการโค่นต้นไม้ หรือทำให้หนองน้ำป่าพรุแห้ง เพื่อใช้พื้นที่ทำสวนปาล์ม และหากยังทำแบบนี้ต่อไป หมายถึงการปล่อยคาร์บอนเพิ่ม ซึ่งตอนนี้มีการรุกล้ำผืนป่าชนิดนี้ไปแล้ว 22 ล้านเฮกตาร์ ทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนจากฝีมือมนุษย์มากสุดเป็น อันดับ 3 ของโลก รองจากอเมริกาและจีน

ทั้งนี้ความต้องการบริโภค น้ำมันปาล์มสำหรับปรุงอาหารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายใน 25 ปี และ 3 เท่า ภายในปี 2593 ทำให้จะมีการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มโดยทำลายป่าพรุเพิ่มขึ้น เพราะป่าดิบแล้งถูกใช้เป็น พื้นที่เพาะปลูกเกือบหมดแล้ว

นอกจาก จังหวัด Riau ผู้ประกอบการ ก็เริ่มจับจ้องปาปัวบนเกาะนิวกินี หนึ่งในผืนป่าดิบชื้นแห่งสุดท้ายในภูมิภาค โดยปัจจุบันบริษัทรายหนึ่งยึดครองป่าไปแล้วเกือบ 3 ล้านเฮกตาร์ คาดว่าหากยังขยายการผลิต ต่อไป ก็หมายถึงการทำลายป่าและส่งผลต่อ โลกร้อนในที่สุด

ฝ่ายยักษ์ใหญ่บริษัทอาหารก็ยันว่าไม่มีเอี่ยวกับ การสร้างโรงงานน้ำมันปาล์มโดยตรง แต่รับว่ามีปัญหาการหาแหล่งน้ำมันปาล์มที่ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเนสท์เล่เผยว่า ได้น้ำมันปาล์ม 170,000 ตันจากมาเลเซีย และอินโดนีเซีย และหาจากแหล่งที่มี "ความรับผิดชอบ" อย่างไรก็ตามจนถึงวันนี้ยังไม่มีน้ำมันปาล์มจากที่ไหนผ่านการรับรองว่า ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ด้านยูนิลีเวอร์ ที่ใช้ น้ำมันปาล์ม 1.2 ล้านตันต่อปี ก็ย้ำว่ายอม ทุ่มทั้งเงินทั้งเวลาเพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันปาล์ม ที่ได้เกิดจากการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

นี่คืออีกหนึ่ง "ปัญหา" ที่ยังหาทางออกไม่เจอ

From : http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02for02151150&day=2007-11-15&sectionid=0205

อีกเรื่อง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับราคาน้ำมันปัจจุบัน ที่ขายปลีกในประเทศไทย
ดูสิว่า รัฐบวกอะไรเพิ่มเติมบ้าง แล้วการลดการเก็บภาษีเข้ากองทุนน้ำมัน ถือว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

ยังไม่นับความแตกต่างระหว่างจำนวนที่เก็บจากน้ำมันแต่ละชนิดกัน
ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับจำนวนที่น้ำมันชนิดนั้นๆใช้เงินอุดหนุนจากกองทุน
เหมือนปล้นเงินคนใช้เบนซินให้กับคนใช้ดีเซลหรือก๊าซโซฮอลส์ ทั้งที่ก๊าซโซฮอลส์ ก็มีเบนซินเป็นส่วนผสมสูงถึง 90%

ชำแหละโครงสร้างราคาน้ำมัน ลด 40 สตางค์/ลิตร "แค่น้ำจิ้ม"

วิกฤตการณ์ทางด้านราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ กำลังจะเป็นเครื่องทดสอบความแข็งแกร่งของรัฐบาลที่จะทนต่อแรงกดดันให้ลดการ เก็บภาษีและการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันลงหรือไม่ จากราคาน้ำมันดิบดูไบที่ขึ้นไปแตะอยู่ในระดับ 88.82 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูป ณ ตลาดสิงคโปร์ก็ได้ทำสถิติสูงสุดรอบใหม่อีกครั้ง (8 พฤศจิกายน 2550) โดยน้ำมันดีเซลขยับขึ้นมาสูงถึง 108.44 เหรียญ/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นอีก 7.47 เหรียญ/บาร์เรล และน้ำมันเบนซินขึ้นมาอยู่ที่ 101.65 เหรียญ/บาร์เรล

ส่งผลให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะเบอร์ 1 ของผู้ค้าน้ำมันในประเทศได้ประกาศปรับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศทันที โดยน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 31.69 บาท/ลิตร, น้ำมันเบนซิน 91 อยู่ที่ 30.89 บาท/ลิตร, น้ำมันดีเซลหมุนเร็วอยู่ที่ 28.64 บาท/ลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 27.39 บาท/ลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 28.19 บาท/ลิตร หรือ "ถูกกว่า" เบนซิน 91-95 ถึง 3.50 บาท/ลิตร

ในเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังพุ่งไม่หยุด ผู้บริโภคภายในประเทศจึงเริ่มที่จะเรียกร้องขอให้รัฐบาลหันมา "ลดราคาน้ำมัน" ลง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลยังมีทางเลือกที่จะลดภาระที่ไม่ได้เกิดจาก "เนื้อน้ำมัน" ที่แท้จริงลงได้ "หากต้องการที่จะทำ"

โดย พิจารณาจากโครงสร้างราคาน้ำมัน ในปัจจุบันที่จะประกอบไปด้วย ราคา ณ หน้า โรงกลั่น, ภาษีที่เรียกเก็บ และเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน/อนุรักษ์พลังงาน

โครงสร้างราคาน้ำมัน

ทุกๆลิตรของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผู้ใช้รถเติมจากสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศใน ขณะนี้ จะพบว่าราคาเนื้อน้ำมันที่แท้จริง (ราคา ณ หน้าโรงกลั่น) สำหรับน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ทั้ง 91-95 จะอยู่ที่ราคาลิตรละ 21 บาทกว่าเท่านั้น แต่ทำไมราคาขายปลีกถึงบวก+ ขึ้นไปถึงลิตรละ 31.69 บาทสำหรับน้ำมันเบนซิน 95 และ 28.64 บาทสำหรับน้ำมันดีเซล หรือแตกต่างกันถึงลิตรละ 9.81 บาท กับ 5.10 บาทตามลำดับ

คำตอบของ เรื่องนี้อยู่ที่ว่า ประเทศไทยไม่ได้จำหน่ายปลีกน้ำมัน ณ ราคาหน้าโรงกลั่น แต่มีการ "บวก" ภาษีสรรพสามิตลิตรละ 3 บาทกว่า, ภาษีเทศบาลลิตรละ 0.3 บาท, ภาษีมูลค่าเพิ่มที่คิดจากราคาขายส่งระหว่าง 1-2 บาท/ลิตร และยังมีการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนอีก 2 กองทุน คือ

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้หนี้การตรึงราคาน้ำมันในช่วงของรัฐบาลก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการเรียกเก็บเงินใช้หนี้ พันธบัตรน้ำมัน ที่ออกจำหน่ายเพื่อลดดอกเบี้ยกองทุนฯ โดยเรียกเก็บจากเบนซิน 95 ลิตรละ 4 บาท เบนซิน 91 ลิตรละ 3.70 บาท และดีเซลลิตรละ 1.50 บาท "ยกเว้น" น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ที่เรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพียงลิตรละ 0.2-0.3 บาท/ลิตร เพื่อรักษาส่วนต่างระหว่าง น้ำมันเบนซิน กับแก๊สโซฮอล์ 3.50 บาท/ลิตร หรือ "จูงใจ" ให้ผู้ใช้รถยนต์หันมาเติมน้ำมัน แก๊สโซฮอล์กันมากขึ้น

กองทุนอนุรักษ์พลังงาน จะเรียกเก็บเงินจากน้ำมันเบนซิน 91-95 อยู่ที่ 0.07 บาท/ลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์เก็บอยู่ที่ 0.06 บาท/ลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลเรียกเก็บอยู่ที่ 0.07 บาท/ลิตรเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า "ส่วนต่าง" ที่สำคัญระหว่างราคาน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่น กับราคาขายปลีกผู้บริโภค ณ สถานีบริการน้ำมัน จะอยู่ที่การเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต ประมาณลิตรละ 3 บาทกว่า กับการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อใช้หนี้ตรึงราคาน้ำมัน ในอดีตลิตรละ 4 บาท

กล้าหรือไม่ ลดสรรพสามิต-VAT

เมื่อ รัฐบาลเผชิญกับแรงกดดันในเรื่องของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อ เนื่อง จน "ทะลุ" 30 บาท/ลิตร ทั้งเบนซิน และดีเซล ไปแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่กระทรวงพลังงานจะทำได้ในเวลานี้ก็คือ การสร้างภาพทางด้านจิตวิทยา "ยินยอม" ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันลงลิตรละ 40 สตางค์ทุกประเภทของน้ำมันที่ขายปลีก "ยกเว้น" น้ำมันเบนซิน 95 ที่ยังเรียกเก็บอยู่ 4 บาท/ลิตร โดยที่ไม่แตะต้องการเก็บภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บอยู่ถึงลิตรละ 3 บาทกว่า ภาษีเทศบาลลิตรละ 0.3 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากราคาขายส่งน้ำมัน

นั้นเป็นเพราะการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตเป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจของกระทรวง พลังงาน หากจะลดการเก็บภาษีสรรพสามิตลง ย่อมหมาย ความว่ารัฐบาลยอมลดรายได้จากภาษีเข้าประเทศ และต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี รวมทั้งภาษีเทศบาล และภาษี VAT ด้วย

ที่สำคัญคือ การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลงนั้น ไม่สามารถทำได้มากไปกว่านี้ หรืออาจจะลดลงได้อีก 40 สตางค์/ลิตร รวมเป็น 80 สตางค์/ลิตร เนื่องจาก กองทุนน้ำมันมีภาระที่จะต้องจ่าย "ดอกเบี้ย" และจ่ายเงินไถ่ถอนพันธบัตรน้ำมัน ชุดที่ 2 ในสิ้นเดือนธันวาคม 2550 และพันธบัตรชุดที่ 3 ในสิ้นเดือนตุลาคม 2551 จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง "กันเงิน" ส่วนหนึ่งไว้จ่ายภาระที่เกิดจากการตรึงราคาน้ำมัน-หนี้พันธบัตร-หนี้ค้าง ชำระชดเชย ราคาก๊าซหุงต้ม รวมกันคิดเป็นเงินถึง 17,393 ล้านบาท

และนั่นจึงเป็นคำตอบที่ว่า การลดเงินเรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันทีละ 40 สตางค์/ลิตรนั้น เป็นแค่ผลทางจิตวิทยาที่ไม่มีความหมายอันใดมากไปกว่าการ "สร้างภาพ" ในเมื่อรัฐบาลยังไม่ยอมสละ "รายได้" หลักที่มาจากภาษีสรรพสามิต-ภาษีเทศบาล-เงินส่งเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากราคาขายส่งน้ำมันทุกลิตรที่จำหน่ายให้กับผู้ใช้รถทั่วประเทศ

From : http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02inv05151150&day=2007-11-15&sectionid=0203

Categories: News and politics
  1. yun
    19 November 2007 at 6:49 PM

    hey~i stop at your blog on occasion…but i cannot understand Tai words…what a pity…

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: