Home > Economics & Finance > Credit Bureau – Blacklist

Credit Bureau – Blacklist

Credit Bureau – Blacklist (เครดิตบูโร – แบล็กลิส)

ในความเป็นจริง
เครดิตบูโรไม่มีสิทธิ์ในการจัดแบล็กลิสผู้ขอสินเชื่อ
เพราะเครดิตบูโรจะทำหน้าที่
รวบรวมประวัติการชำระสินเชื่อหรือบัตรเครดิตของสินเชื่อทุกบัญชี จากสถาบันการเงินตามข้อเท็จจริง
ซึ่งสถาบันการเงินใช้ข้อมูลเครดิตเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการพิจารณาสินเชื่อ
เพราะการตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้สินเชื่อนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆอีก
เช่น รายได้ของผู้สมัครสินเชื่อ หลักประกัน บุคคลผู้ค้ำประกัน เป็นต้น
ในทางกลับกัน หากผู้ขอสินเชื่อมีประวัติการชำระสินเชื่อตรงเวลา
ข้อมูลเครดิตก็จะมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงิน พิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ มีเกณฑ์การถูก Blacklist ดังนี้ เช่น

1 กรณี ลูกค้าเคยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล และปิดปัญชีแล้ว หากผิดนัดชำระหนี้เกิน 300 วัน จะถูก blacklist 10 ปี
2 กรณี ลูกค้าเคยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล และปิดปัญชีแล้ว ผิดนัดชำระหนี้เกิน 60 วัน แต่ไม่ถึง 300 วัน blacklist 5 ปี
3 กรณี ปรับโครงสร้างหนี้ถูก blacklist 3 ปี
4 กรณี ผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตเกิน 60 วัน ปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว blacklist 1 ปี
5 กรณี ผิดนัดชำระหนี้บัตรเดรดิตเกิน 180 วัน ปิดบัญชีแล้ว blacklist 3 ปี เป็นต้น

ปัจจุบันหลักเกณฑ์ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ

1 การคำนวณรายได้ผู้กู้ โดยจะคิดจากเงินเดือน เงินออม โบนัส ค่าล่วงเวลา คอมมิสชั่นที่เข้าบัญชี เบี้ยเลี้ยง เงินที่ได้จากสิทธิประโยชน์หรือ allowance พันธบัตร หุ้นกู้ประกันชีวิต เงินกองทุน รายได้พิเศษที่เข้าบัญชีและมีที่มาของรายได้ที่ชัดเจน และคอมมิสชั่นที่มีใบเสียภาษีถูกต้องชัดเจน

2 การคำนวณหักค่าใช้จ่าย วงเงินกู้ที่ต้องชำระเป็นงวด (การผ่อนบ้านและรถยนต์) สินเชื่อบุคคล บัตรเครดิตหัก 10% และบัตรเครดิตหัก 5% ของยอดหนี้ทั้งหมดที่ใช้จ่าย เงินสดพร้อมใช้คิด 5% ของยอดรวมค่าใช้จ่าย วงเงิน OD มีหลักทรัพย์ค่ำประกันซึ่งคิดเฉพาะส่วนดอกเบี้ย เงินหักเข้ากองทุนหรือหักเข้าสหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ

3 เงื่อนไขปลีกย่อยที่ใช้ในการพิจารณาในกรณีที่ไม่สามารถกู้ได้ ประกอบด้วย

– เงินเดือนสูงแต่ไม่มีเงินออม
– รับเงินเดือนเป็นเงินสดโดยไม่เข้าบัญชี และไม่มีใบเสียภาษี
– ทำธุรกิจโดยไม่จดทะเบียนการค้า
– ไม่มีที่ทำการที่แน่นอนรวมถึงรายได้ไม่เข้าบัญชี
– และกลุ่มอาชีพที่มีรายได้หลักจากการคอมมิสชั่นซึ่งไม่ได้เสียภาษี ฯลฯ

โดยธนาคารพาณิชย์รายใหญ่จะเน้นปล่อยกู้ให้ลูกค้าพรีเมี่ยม
ที่ผ่านการวิเคราะห์คุณสมบัติแบบละเอียดถี่ยิบในหลักเกณฑ์กลุ่มที่ 1 และ 2 ทุกกรณี
เช่น ธนาคารกสิกรไทย, ไทยพาณิชย์, กรุงเทพ, กรุงศรีอยุธยา
แต่ลูกค้ากลุ่มนี้มีสิทธิจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารนำเสนอต่ำกว่าตลาด
ขณะที่ธนาคารระดับกลางและรายเล็ก อาจมีข้อยกเว้นในการพิจารณาบางรายการ
ส่วนธนาคารรัฐอย่าง ธอส.เงื่อนไขการปล่อยกู้จะผ่อนปรนมากขึ้นอีก

อ่านๆดูแล้วจะเห็นว่า ถ้าจะทำธุรกรรมทางการเงินอะไรก็แล้วแต่
ควรจะทำแล้วมีหลักฐานอ้างอิงเก็บไว้ จะปลอดภัยที่สุด
ในกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน มันจะช่วยได้เยอะมาก

Categories: Economics & Finance
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: