Home > News and politics > Tax Incentives 2008 ลดภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจ

Tax Incentives 2008 ลดภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจ

เปิดแพ็คเกจภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจ 2551
Tax Incentives 2008

Finance Ministry will on Tuesday propose the Cabinet to provide tax incentives to return Bt45 billion back to the public, said Deputy Finance Minister Pradit Pataraprasit.

He said that the Ministry will seek the Cabinet’s approval for the tax package which will reduce the tax burden on the three groups of tax payers, consisting of personal income tax, corporate income tax and corporate income tax for the listed companies on the stock exchange.

The tax incentives should boost the economic growth by one percentage point from the original forecast of 4.5 to 5.5 per cent to 5.5 to 6.5 per cent.

มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุมครม.วันอังคารนี้ ส่วนใหญ่เป็นมาตรการเพิ่มลดหย่อนภาษี ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และกระตุ้นการลงทุน (แต่ที่เพิ่มวงเงินให้ซื้อ RMF-LTF ถือว่าไม่ได้ช่วยผู้ด้อยโอกาสนะ เพราะคนที่ได้ประโยชน์ ที่หักลดหย่อนได้มากขึ้น คือคนที่มีรายได้ต่อปี มากกว่า 2 ล้านบาท ขนาดวงเงินให้ซื้อเดิม ยังมีคนซื้อเต็มวงเงินต่อปีทั้งประเทศ ไม่ถึง 6500 คน – NOZ)

ด้วยรัฐบาลมีแนวนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยการเร่งฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและช่วยเหลือผู้ด้วยโอกาสทางสังคม พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนกระตุ้นการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศประกอบด้วย

1. มาตรการภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ ให้แก่ประชาชน และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและส่งเสริมการออมของภาคครัวเรือนตลอดจนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม กระทรวงการคลังเห็นควรกำหนดมาตรการภาษี ซึ่งเป็นการขยายเพิ่มเติมจากมาตรการเดิมที่เคยดำเนินการมาแล้วดังนี้

1.1 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้แก่บุคคลธรรมดา เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ยกเว้นเงินได้สุทธิวงเงิน 100,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็น 150,000 บาท ทั้งนี้ให้มีผลบังคับใช้สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี 2551 เป็นต้นไป (ทำให้ผู้มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือนลงมาได้รับการยกเว้นภาษี จากเดิมเป็นผู้มีเงินได้ 15,800 บาทต่อเดือน – NOZ) 

1.2 ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตได้เพิ่มขึ้น โดยขยายวงเงินการยกเว้นเงินได้ส่วนที่เกิน 10,000 บาท จากเดิมที่กำหนดไว้ตามจำนวนจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 40,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็นตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ทั้งนี้ให้มีผลบังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี 2551 เป็นต้นไป (สรุปง่ายๆว่า เพิ่มวงเงินการยกเว้นและการหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตจาก 50,000 บาท เป็น 100,000 บาท – NOZ) 

1.3 ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการสามารถหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เพิ่มขึ้น โดยขยายวงเงินการยกเว้นเงินได้ส่วนที่เกิน 10,000 บาทจากเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราไม่เกิน 15% ของค่าจ้างและไม่เกิน 290,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็นในอัตราไม่เกิน 15% ของค่าจ้างและไม่เกิน 490,000 บาท ทั้งนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี 2551

1.4 ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการสามารถหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จข้าราชการได้เพิ่มขึ้น โดยขยายวงเงินการยกเว้นจากเดิมที่กำหนดไว้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็น 500,000 บาท ทั้งนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี 2551 เป็นต้นไป

1.5 ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ ที่เป็นครูใหญ่หรือครูโรงเรียนเอกชน สามารถหักลดหย่อนได้ เท่าที่จ่ายเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนได้เพิ่มขึ้น โดยขยายวงเงินการยกเว้นจากเดิมที่กำหนดไว้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็น 500,000 บาท ทั้งนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี 2551 เป็นต้นไป

1.6 ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ สามารถหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพได้เพิ่มขึ้น โดยขยายวงเงินการยกเว้นจากเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็นในอัตราไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน และ ไม่เกิน 500,000 บาท โดยเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นดังกล่าวเมื่อรวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนต้องไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี 2551 เป็นต้นไป

1.7 ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ สามารถหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวได้เพิ่มขึ้น โดยขยายวงเงินการยกเว้นจากเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินและไม่เกิน 300,000 บาท ให้เพิ่มขึ้นเป็นในอัตราไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินและ ไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี 2551 เป็นต้นไป

1.8 ให้บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ สามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส บิดา มารดา บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ หรือคู่สมรส ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และมีบัตรประจำตัวคนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการพ.ศ.2550 มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันกับผู้มีเงินได้ โดยให้หักได้ 30,000 บาทต่อคนพิการ ทั้งนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปีที่กฎหมายมีผลใช้บังคับเป็นต้นไป

2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

เพื่อพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กระทรวงการคลังเห็นควรกำหนดมาตรการภาษีดังต่อไปนี้

2.1 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนพ.ศ.2548 และ มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 1,200,000 บาท ต่อปี ทั้งนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่ปี 2551 ถึงปี 2553

2.2 ให้ปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้ว ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท จากเดิมที่จัดเก็บในอัตราก้าวหน้า โดยกำไรสุทธิในส่วน 1,000,000 บาทแรก จัดเก็บในอัตรา 15% กำไรสุทธิ ส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาทจัดเก็บในอัตรา 25% และกำไรสุทธิ ในส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท จัดเก็บในอัตรา 30% เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท และสำหรับกำไรสุทธิในส่วนที่เหลือให้คงจัดเก็บในอัตราเดิม

ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับสำหรับกำไรสุทธิของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชี หลังวันที่ 1 ม.ค.2551 เป็นต้นไป

3. มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชนไทย

เพื่อเร่งกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนและเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลังเห็นควรกำหนดมาตรการภาษีทั้งที่เป็นการขยายเพิ่มเติมจากมาตรการเดิม ที่ได้เคยดำเนินการมาแล้วและมาตรการภาษีใหม่ ดังต่อไปนี้

3.1 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินประเภทเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือวัสดุที่มีผลต่อการประหยัดพลังงาน โดยรวมค่าติดตั้งเป็นจำนวน 25% ของค่าใช้จ่าย ให้แก่บุคคลธรรมดาเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ทั้งนี้ทรัพย์สินต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธ.ค.2553

3.2 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา เบื้องต้นของทรัพย์สินประเภทเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตสินค้าหรือใช้บริการ ในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในอัตรา 40% ของมูลค่าต้นทุน สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักตามอัตราปกติ ทั้งนี้ทรัพย์สินต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธ.ค.2553

3.3 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ประเภทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้ภายในเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี นับตั้งแต่วันที่ได้ทรัพย์สินมา

3.4 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่มีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นของทรัพย์สินประเภทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในอัตรา 40% ของมูลค่าต้นทุนสำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักภายใน 3 รอบระยะเวลาบัญชี นับตั้งแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา

3.5 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่มีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดิน ไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน สามารถเลือกหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภททรัพย์สินอย่างอื่น ตามมาตรา 4 (5) ของพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 ได้ในอัตรา 100% ของมูลค่าต้นทุน โดยมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สิน รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทในหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ทั้งนี้ สินทรัพย์จะต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธ.ค.2553

3.6 ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่นำหลักทรัพย์เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้

(1) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก 30%เหลือ 20% ของกำไรสุทธิ สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนเข้าใหม่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน นับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่บริษัทได้จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ

(2) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก 30%เหลือ 25% ของกำไรสุทธิ สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนเข้าใหม่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน

ทั้งนี้ บริษัทต้องยื่นคำขอจดทะเบียนหลักทรัพย์กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.2551 ถึง 31 ธ.ค.2551 และได้รับการจดทะเบียนหลักทรัพย์ ภายในวันที่ 31 ธ.ค.2552

3.7 ให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้

(1) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก 30% เหลือ 20% ของกำไรสุทธิสำหรับบริษัทที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เฉพาะกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี ต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 ม.ค. 2551

(2) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก 30% เหลือ 25% ของกำไรสุทธิ สำหรับบริษัทที่เป็นบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 300 ล้านบาท เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน นับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 ม.ค.2551

3.8 ให้ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจากเดิมที่กำหนดไว้อัตรา 3% เป็นอัตรา 0.1% สำหรับรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ จากกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร ทั้งนี้ เฉพาะการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 1 ปี นับจากวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ (ขนาดยังไม่ผ่าน ครม.แต่ ณ ขณะนี้ หุ้นของกลุ่มอสังหา ขึ้นกันกระจาย อย่าง LH PS LPN AP ขึ้นเกือบ 10% – NOZ)

3.9 ให้กระทรวงมหาดไทย ลดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและการจดทะเบียนการโอน และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดไปพร้อมกันด้วยกับการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ สนับสนุนให้มีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) ให้เก็บค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ 0.01% สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ดังนี้ (ก) เป็นที่ดิน อาคาร หรือ อาคารพร้อมที่ดิน (ข) เป็นอาคารประเภทดังต่อไปนี้ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์

(2) ให้เก็บค่าจดทะเบียน การโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองห้องชุด 0.01% ในการซื้อขายห้องชุด ดังต่อไปนี้ (ก) การโอนกรรมสิทธิ์และการจำนองห้องชุดทั้งหมดในอาคารชุด (ข) การโอนกรรมสิทธิ์และการจำนองห้องชุดในอาคารชุด

(3) ให้เก็บค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน 0.01% ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน โดยอาคารสำนักงานต้องเป็นอาคารหรืออาคารพร้อมที่ดิน

จากกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2551

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: