Home > News and politics > The Pak Moon Dam (เขื่อนปากมูล)

The Pak Moon Dam (เขื่อนปากมูล)

The Pak Moon Dam เขื่อนปากมูล

แม่น้ำมูลเป็นแม่น้ำสายสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลำน้ำหลายสายไหลมาบรรจบ มีพื้นที่รับน้ำถึง 117,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 23 ของพื้นที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำไหลเฉลี่ยปีละ 24,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับ 740 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำดังกล่าวไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า

เขื่อนปากมูล เป็นเขื่อนในจังหวัดอุบลราชธานี อยู่ห่างจากลำน้ำมูลและน้ำโขงไปทางตะวันตกประมาณ 5.5 กิโลเมตร ก่อสร้างโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก โดยมีค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2537

โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนปากมูล (The Pak Moon Dam) ถูกจัดอยู่ในแผน พัฒนาไฟฟ้าของ กฟผ. ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (2530-2534) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ กฟผ. ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2533 กฟผ. เริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนมิถุนายน 2533 งานแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนพฤศจิกายน 2537 ตรงตามกำหนดการที่ตั้งไว้

ในประเทศไทย เขื่อนปากมูล เป็นตัวอย่างอันดีของการพัฒนาแบบมักง่ายและไร้ความ รับผิดชอบต่อชุมชน เป็นเขื่อนที่คณะกรรมการเขื่อนโลก (World Commission on Dams – WCD) สรุปไว้อย่างชัดเจนในรายงานศึกษากรณีนี้ว่า ประสบความล้มเหลวในทุกด้าน โดยผลการศึกษาดังที่เก็บความในนิตยสารสารคดี ปีที่ 16 ฉบับที่ 188 เดือนตุลาคม 2543 ระบุว่า "กำลังไฟฟ้าที่เขื่อนปากมูลผลิตได้จริงนั้น น้อยกว่าที่ทาง กฟผ. คาดการณ์ไว้ตอนแรกหลายเท่า คือจาก 150 เมกะวัตต์ เหลือเพียง 20.81 เมกะวัตต์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนในการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่เพิ่มสูงขึ้น จากที่คาดการณ์ไว้ตอนแรกกว่าหนึ่งเท่าตัว คือจาก 3,880 ล้านบาท เป็นกว่า 8,000 ล้านบาท เขื่อนแห่งนี้จึงไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจดังที่คาดการณ์ไว้ ส่วนในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการฯสรุปว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนปากมูลไม่ได้เป็นไปตามแนวทางที่ธนาคารโลกกำหนดไว้ กล่าวคือมิได้มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และหามาตรการแก้ไขผลกระทบอย่างเหมาะสมก่อนดำเนินโครงการ นอกจากนี้ก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ทาง กฟผ. ก็ไม่เคยมีการหารือกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ และไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ตลอดจนกระบวนการแก้ไขผลกระทบแต่อย่างใด"

สภาพปัญหาทางเศรษฐศาสตร์

การสร้างเขื่อนปากมูล ต้นทุนการก่อสร้างได้เพิ่มขึ้นจาก 3,880 ล้านบาท เป็นกว่า 8,000 ล้านบาท โดยยังไม่รวมต้นทุนผล กระทบทางสังคม

เขื่อนปากมูล ถูกออกแบบให้ผลิตไฟฟ้าในช่วง 4 ชั่วโมงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในแต่ละวัน แต่ในฤดูฝนเขื่อนปากมูลไม่ สามารถเดินเครื่องได้ตลอดทั้ง 4 ชั่วโมงที่มีความต้องการกระแสไฟฟ้าสูงสุด แต่ต้องเดินเครื่องในช่วงเวลาอื่นเป็นประจำ  เนื่องจาก เขื่อนปากมูลเป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (run-of the river) กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ขึ้นอยู่กับระดับน้ำในอ่างและระดับน้ำท้ายอ่าง

การศึกษาคณะกรรมการเขื่อนโลก ในสรุปร่างรายงานฉบับสุดท้าย (Final Report จาก www.dams.org) ระบุว่า 4 ในช่วงเดือน เมษายนและพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงที่ปริมาณน้ำมีความเหมาะสม เขื่อนปากมูลผลิตไฟฟ้าได้ไม่เกิน 5 ล้านหน่วย หากเทียบเป็นกำลัง การผลิตติดตั้งแล้วเท่ากับไม่เกิน 40 เมกกะวัตต์จากกำลังการผลิตสูงสุด 136 เมกกะวัตต์ (สามารถเดินเครื่องได้เกิน 40 เมกกะวัตต์ได้  แต่จะเดินเครื่องได้ไม่ถึงวันละ 4 ชั่วโมง) และเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นมากๆ ก็ต้องหยุดเดินเครื่อง เนื่องจากระดับน้ำแตกต่างกัน น้อยจนไม่สามารถหมุนกังหันได้

นอกจากนั้น จากการศึกษาของคณะกรรมการกลางแก้ไขปัญหาฯ 16 กรณี พบว่า ในปี 2541 มีหลายเดือนที่เขื่อนปากมูล ไม่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load)

กฟผ.ระบุว่า เขื่อนปากมูลจะก่อให้เกิดพื้นที่ชลประทาน 160000 ไร่ ซึ่งคิดเป็น 3% ของผลประโยชน์ทั้งหมด แต่ปัจจุบัน ยังไม่มี โครงการโดยตรงในการใช้ประโยชน์ในทางชลประทาน มีเพียงโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งเป็นของกรมพัฒนาและ ส่งเสริม พลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งดำเนินการมาก่อนหน้านี้

กฟผ.ระบุว่า เขื่อนปากมูลจะก่อให้เกิดประโยชน์ด้านการประมงคิดเป็น 7% ของประโยชน์ที่ได้ทั้งหมด แต่การศึกษาของ คณะกรรมการเขื่อนโลก เมื่อปลายปี 2542 พบว่า ผลประโยชน์ที่ได้จริงเป็นลบ เพราะปริมาณปลาที่จับได้บริเวณอ่างเก็บน้ำหลังการสร้างเขื่อนลดลง ทั้งตอนกลางและตอนปลายของอ่างเก็บน้ำ คิดเป็น 60% และ 80% ตามลำดับ

สภาพปัญหา ผลกระทบต่ออาชีพประมง

ชุมชน 2 ริมฝั่งน้ำมูน มีอาชีพหลักคือการทำประมง เนื่องจากระบบนิเวศน์ เอื้อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายของพันธุ์ปลาจากแม่น้ำโขง ประกอบกับพื้นดินบริเวณเหนือตลิ่งไม่เหมาะกับการทำเกษตรกรรม อาชีพประมงจึงเป็นบ่อเกิดที่หล่อเลี้ยงชีวิต และเป็นที่มาของวัฒนธรรมของชุมชนริม 2 ฝั่งลุ่มน้ำปากมูนมาเนิ่นนาน เขื่อนปากมูลได้ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของปลาและผลผลิตปลาลดลงอย่างรวดเร็ว ชาวประมงกว่า 4000 ครอบครัวสูญเสียอาชีพ ที่เหลือรายได้ลดลง การเพาะพันธ์ปลาเพื่อปล่อยทดแทนพันธ์ปลาที่สูญหายไปจากลำน้ำมูน ก็ช่วยไม่ได้มากนัก เพราะความสามารถในการ เพาะพันธ์ปลาบางชนิดทำได้ยากมาก ปลาที่เลี้ยงจึงมีเพียงปลาในท้องตลาด ที่ได้รับการส่งเสริมจาก บริษัท ซี.พี. ซึ่งมีราคาต่ำ และไม่เป็นที่นิยมในท้องถิ่น

เมื่อปี 2545 จะมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่เสนอให้ EGAT ควรเปิดประตูเขื่อนตลอดทั้งปีเป็นเวลา 5 ปีนั้น แต่รัฐบาลยุคนั้น (รัฐบาลทักษิณ) เลือกที่จะให้เปิดเพียงแค่ 4 เดือนปิด 8 เดือน และล่าสุดรัฐบาลสุรยุทธ์ ก็มีมติให้ปิดประตูเขื่อนถาวร เมื่อกลางปี 2550 (พลันที่รัฐบาลมีมติออกมาเช่นนี้ทัพของชาวบ้านแม่มูนก็เคลื่อนมายังเมืองกรุงเพื่อเรียกร้องให้รัฐทบทวนมติดังกล่าว, "สมัชชาคนจน" ก็มีจุดเริ่มต้นจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล)

สภาพปัญหา ความไม่ยุติธรรมที่ชาวบ้านได้รับ

กระบวนการสร้าง เขื่อนปากมูล ไม่เคารพต่อสิทธิของชาวบ้าน ที่ไม่ต้องการให้มีการสร้างเขื่อนตั้งแต่แรก แต่กลับกีดกัน ชาวบ้านออกไป อีกทั้งใช้ตรรกะคนส่วนน้อยต้องเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ แม้กระทั่งเขื่อนสร้างจวนเสร็จชาวบ้านก็เพิ่งทราบว่าที่ดิน ทำกินและที่อยู่อาศัยของตนจะถูกน้ำท่วมหรือไม่ กฟผ. ยังได้ปกปิดข้อมูลการระเบิดแก่งท้ายเขื่อนเพื่อสร้างร่องระบายน้ำ และเมื่อเกิดการคัดค้าน ยังได้ใช้วิธีการแบ่งแยกแล้วปกครอง โดยดึงชาวบ้านส่วนหนึ่งที่อิงกับอำนาจรัฐออกไปดูงานและโน้มน้าวให้สนับสนุนการ สร้างเขื่อน จนกระทั่งชาวบ้านต้องแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งกัน

ยิ่งไปกว่านั้น แรกเริ่ม กฟผ. ยังได้บิดเบือนข้อมูลว่าจะมีการสร้างฝายยาง ขณะที่ทำตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบให้ดูน้อยโดยระบุ ว่าคาดว่าจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ 241 ครอบครัวใน 11 หมู่บ้าน แต่ในความเป็นจริงมีชาวบ้านถึง 1700 ครอบครัวที่ต้องสูญเสีย บ้าน ที่ดิน หรือทั้ง 2 อย่าง

การจ่ายค่าชดเชยไม่ได้มาจากการวางแผน  ทำให้ชาวบ้านต้องชุมนุมประท้วงอย่างยืดเยื้อเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม จนกระทั่งได้มีการชดเชย แต่มาตรการการแก้ปัญหาอาชีพของผู้ได้รับผลกระทบของ กฟผ. โครงการอบรมวิชาชีพให้แก่ชาวบ้าน เช่น ทำขนมเค็ก ตัดผม  ดัดผม ซ่อมจักรยานยนต์  ช่างไฟ  ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง

โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมทั้งหมด ตาม link อ้างอิงข้างล่าง เนื่องจาก ผมได้ตัดแปะและผสมผสานข้อความจากข้อมูลข้างล่างนี้

From :
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3981 (3181) คอลัมน์ ล่องคลื่นโลกาภิวัฒน์ โดย สฤณี อาชวานัทกุล
www.thaingo.org/story/book_034.htm
www.searin.org/Th/PMD/PMDinf/PMDin2.htm
www.consumerthai.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=388&Itemid=38
www.egat.co.th
www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=8824&Key=HilightNews
th.wikipedia.org/wiki/เขื่อนปากมูล
www.dams.org/news_events/media84.htm
www.dams.org/news_events/media32.htm
www.oknation.net/blog/print.php?id=186633
www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9500000039703

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: