Home > Economics & Finance > Inflation Targeting (เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ)

Inflation Targeting (เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ)

Inflation Targeting
การดำเนินนโยบายการเงินกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ

นโยบายการเงินของหลายๆ ประเทศในปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่าเงินเฟ้อกลายเป็นเป้าหมายเดียว (Inflation Targeting) ของการดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศ
ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือประเทศในกลุ่มยุโรป

การหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาเงินเฟ้อของภาคนโยบายในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่องยาวนาน
ได้ส่งผลต่อจิตวิทยาความเชื่อของผู้คนว่าปัญหาเงินเฟ้อจะไม่เกิดขึ้น

กลไกการทำงาน คือ

ถ้าบรรดาผู้ผลิตเชื่อว่าราคาสินค้าและวัตถุดิบจะไม่เพิ่มสูงขึ้นมากนักในอนาคต
พวกเขาก็จะผลิตสินค้าออกมาในระดับปกติ
ไม่มีการกักตุน ไม่มีการลดหรือเพิ่มระดับการผลิตสินค้าอย่างผิดปกติ
ถ้าบรรดาผู้บริโภคเชื่อว่าราคาสินค้าจะไม่เพิ่มสูงขึ้นมากนักในอนาคต
พวกเขาก็จะไม่เร่งรีบไปต่อแถวซื้อสินค้ามากักตุน
หรือไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปจากพฤติกรรมปกติ
การขึ้นลงของราคาสินค้าอย่างรุนแรงก็ไม่เกิดปัญหาเงินเฟ้อมันก็ไม่เกิด

ในสมัยก่อน ช่วงก่อนปี พ.ศ.2522-2523
ทัศนคติต่อการดำเนินนโยบายทางการเงินได้ถูกครอบงำโดยแนวคิดแบบ keynesianism
ซึ่งให้ความสำคัญกับการเติบโตของตัวเลข GDP แต่เพียงอย่างเดียว

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ เกิดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในระดับสองเท่าตัวในระยะเวลาปีกว่าๆ
ที่ก่อให้เกิดปัญหาการหดตัวของระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และการพุ่งขึ้นของราคาสินค้าอย่างบ้าเลือด
ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา USA ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสู่ระดับ 13.4 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่ตัวเลขคนว่างงานพุ่งขึ้นสู่ระดับ 10.6 เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

เป็นผลทำให้้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการดำเนินนโยบายการเงินของนักเศรษฐศาสตร์มหภาคครั้งใหญ่
จากที่เราเคยให้ความสำคัญแต่เฉพาะตัวเลขการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ หรือ GDP
เปลี่ยนมาให้น้ำหนักความสำคัญกับปัญหาเงินเฟ้อมากยิ่งขึ้น (Inflation Targeting)

ตัวอย่างที่ชัดเจนของความแตกต่างในการกำหนดเป้าหมายทางการเงินที่ต่างกัน คือ

ถ้าประเทศหนึ่งโชว์ตัวเลขการเติบโตของ GDP ที่ระดับ 9 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสู่ระดับ 10 เปอร์เซ็นต์
ผลก็คือ ปริมาณผลผลิตที่แท้จริงในประเทศมันหดตัวลงราว 1 เปอร์เซ็นต์
หรือเข้าใจง่ายๆได้ว่า มีรายได้เพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ต้องเสียเงิน ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์
ในการที่จะซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นจำนวนเท่าเดิม

แต่ถ้าการที่ประเทศหนึ่งมีอัตราการเติบโตของ GDP ที่ระดับ 4.8 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่า 3 เปอร์เซ็นต์
นั่นแสดงว่า ปริมาณผลผลิตที่แท้จริงในประเทศมันขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 1.8 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งแปลได้ว่า ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นั่นเป็นข้อสรุปที่ทำให้ความคิดที่ว่า
การกำหนดเป้าหมายการเติบโตของ GDP แต่เพียงอย่างเดียว
เป็นเรื่องที่ดูไร้สาระในกรอบของนักเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน
และทำให้หลายๆประเทศ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคหลัง
ดำเนินนโยบายการเงิน โดยกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Targeting)

ต้องฝากความหวังไว้ว่า รัฐบาลนี้
จะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย
ในการกำหนดนโยบายทางการเงินต่างๆ

อ้างอิง : ภาวิน ศิริประภานุกูล, คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา, ประชาชาติธุรกิจ, 10 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3982 (3182)

Categories: Economics & Finance
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: