Home > News and politics > How Thai Government Work Part III

How Thai Government Work Part III

How Thai Government Work Part III

ปัญหาเกี่ยวกับพลังงานยังเป็นปัญหาที่ยังต้องหาทางแก้ไข
การแก้ไขปัญหาปริมาณการใช้น้ำมัน
โดยใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ
เป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีการวิจัยพัฒนาและพยายามรณรงค์กันมาก
แต่จริงๆแล้ว การแก้ปัญหาที่ว่า
เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว หรือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

บทความที่จะกล่าวถึง
พูดถึงเรื่องไบโอดีเซล
ซึ่งผลกระทบในการใช้ไบโอดีเซลในระยะยาวจะเป็นอย่างไร
มันก็เป็นเรื่องที่น่าจะเฝ้าติดตามดูอย่างใกล้ชิด
เพราะถ้ามีปัญหาที่ผิดพลาดขึ้นมา
มันคงเป็นปัญหาในระดับโลก ซึ่งมีผลกระทบวงกว้าง


จากทอร์เทียถึงข้าวเหนียวนึ่ง

"ทอร์เทีย" (Tortilla) เป็นอาหารหลักของชาวเม็กซิกัน เช่นเดียวกับข้าวเป็นอาหารหลักของชาวไทย โดยทั่วไปทอร์เทียทำจากแป้งข้าวโพด มีลักษณะเป็นแผ่นบางคล้ายข้าวโปงและขนาดเท่าๆ กับฝ่ามือของผู้ใหญ่ ชาวเม็กซิกันใช้ทอร์เทียห่ออาหารเกือบ ทุกอย่างก่อนส่งเข้าปาก ในทำนองเดียวกันกับคนไทยตักข้าวสวยหรือปั้นข้าวเหนียวนึ่งพร้อมกับข้าวส่งเข้าปาก สำหรับชาว เม็กซิกันที่มีรายได้น้อย อาหารแต่ละมื้อจะไม่ค่อยมีอะไรมากนักนอกจากทอร์เทีย เฉกเช่นคนไทยที่มีรายได้น้อย ไม่ค่อยมีกับข้าวมากนัก นอกจากข้าวสวยหรือข้าวเหนียวนึ่ง ราคาของทอร์เทียจึงมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความเป็นอยู่ของชาว เม็กซิกัน ไม่ต่างกับราคาข้าวมีต่อคนไทย

เมื่อปีที่แล้วชาวเม็กซิกันออกมาประท้วงอย่างกว้างขวาง หลังจากราคาของทอร์เทียเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ในบางพื้นที่ราคาขึ้นไปถึง 4 เท่า จึงร้อนถึงรัฐบาล หลังจากต่อรองกันอยู่นาน รัฐบาลชักจูงผู้ผลิตทอร์เทียให้ลดราคาลงมาจนเป็นที่พอใจของฝ่ายผู้บริโภค ปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาของทอร์เทียขึ้นไปแบบก้าวกระโดด ได้แก่ ราคาข้าวโพด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักอย่างหนึ่งสำหรับผลิตเอทานอล อันเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่กำลังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั่วโลก เนื่องจากการขาดแคลนน้ำมันทำให้ราคาของมันพุ่งสูงถึงบาร์เรลละกว่า 100 ดอลลาร์ และปัญหาโลกร้อนซึ่งการเผาผลาญน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงมีส่วนก่อให้เกิดขึ้น

ในอเมริกาเหนือ รัฐบาลอเมริกันสนับสนุนการผลิตเอทานอลจากข้าวโพดอย่างเต็มที่ การสนับสนุนนั้นมีผลกระทบหลายอย่าง ในเบื้องแรกมันก่อให้เกิดการแย่งซื้อข้าวโพด ซึ่งเป็นวัตถุดิบของ อุตสาหกรรมสารพัดชนิดทั้งอาหารสัตว์และอาหารคน ยังผลให้ราคาของมันพุ่งขึ้นไปเป็นราวสองเท่าเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าต้นทุนการผลิตหมู ไก่ ไข่ เนื้อ นม และผลิตภัณฑ์อาหารสารพัดชนิดขึ้นตามไปด้วย ผู้ผลิตสิ่งเหล่านั้นพยายามหาทางลดต้นทุนด้วยการใช้วัตถุดิบที่ทดแทนกันได้ เช่น ถั่วเหลืองและข้าวสาลี ส่วนผู้บริโภคก็พยายามบริโภคสิ่งอื่นทดแทนเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่ชาวไร่ลดการปลูกถั่วเหลืองและข้าวสาลีแล้วหันไปปลูกข้าวโพดแทน ภาวะเช่นนี้มีผลทำให้ราคาของถั่วเหลืองและข้าวสาลีเพิ่มขึ้นด้วย นั่นคือที่มาของปรากฏการณ์เกี่ยวกับราคาอาหารกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก

เมื่อปี 2549 การคำนวณของนักวิจัย ในมหาวิทยาลัยมินนิโซตาพบว่า ถ้าสหรัฐอเมริกาใช้ข้าวโพดที่ผลิตได้ทั้งหมดในปีนั้นผลิตเอทานอล มันจะแทนการใช้น้ำมันได้ 12% ในช่วงนั้นชาวอเมริกันใช้ข้าวโพดราว 25% ผลิตเอทานอล (มีรายละเอียดในหนังสือชื่อ The Last Oil Shock ของ David Strahan) ส่วนผลกระทบอย่างอื่นยังไม่มีใครสามารถวัดได้อย่างแน่นอนนัก แต่คาดว่าจะหนักหนาสาหัสเพราะสหรัฐเป็นผู้ส่งออกข้าวโพดรายใหญ่ที่สุดของโลก นั่นคือมีสัดส่วนสูงถึงเกินครึ่งของข้าวโพด ที่ซื้อขายระหว่างประเทศ การขึ้นราคาแบบก้าวกระโดดของทอร์เทียในเม็กซิโกอาจเป็นตัวชี้บ่งว่าอะไรอาจจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นความต้องการข้าวโพดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การปลูกข้าวโพดในพื้นที่เดียวกันซ้ำแล้วซ้ำอีกแทนที่จะปลูกพืชหมุนเวียนเช่นในภาวะปกติ ยังผลให้การควบคุมศัตรูพืช ยากขึ้นและระบบนิเวศขาดสมดุล

ในบราซิล ผู้ผลิตเอทานอลใช้อ้อย เป็นวัตถุดิบซึ่งทำให้บราซิลสามารถผลิต เอทานอลได้มากและถูกกว่าในสหรัฐอเมริกาเสียอีก บราซิลประกาศว่าจะเป็นผู้ส่งออกเอทานอลหมายเลขหนึ่งของโลก เพราะยังมีที่ดินสำหรับใช้ปลูกอ้อยได้อีกมาก แต่บราซิลจะทำได้จริงหรือไม่และเอทานอลของบราซิลจะทดแทนการใช้น้ำมันได้เท่าไรยังไม่มีใครทราบ

การคำนวณของ David Strahan พบว่า ถ้าบราซิลใช้เนื้อที่ทั้งหมดที่บราซิลอ้างว่าใช้ปลูกอ้อยได้ ผลผลิตของอ้อยจะแทนน้ำมันที่ชาวโลกใช้กันอยู่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาได้ไม่เกิน 30%

ความต้องการใช้น้ำมันยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่มักไม่มีใครพูดถึงก็คือ อะไรจะเกิดขึ้นหากบราซิลทำเช่นนั้นจริงๆ การเปลี่ยนพื้นดินซึ่งใช้ปลูกพืชอย่างอื่นอยู่แล้วมาปลูกอ้อยย่อมมีผลกระทบต่อผลผลิตเหล่านั้น และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือถ้าบราซิลนำที่ดินซึ่งในขณะนี้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศมาปลูกอ้อย ผลได้จากการใช้เอทานอลแทนน้ำมันจะคุ้มกันกับการสูญเสียระบบนิเวศนั้นไปหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้แน่นอน

อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ 2 กลุ่มนำโดยอาจารย์ของมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน และนักวิทยาศาสตร์ขององค์กรชื่อ Nature Conservancy ได้นำผลการศึกษาออกมาเผยแพร่ การศึกษาทั้งสองนั้นสรุปว่า การผลิตและการใช้ไบโอดีเซลแทนน้ำมันจะทำให้ปัญหาโลกร้อนร้ายแรงยิ่งขึ้น ไม่ใช่ลดลงดังที่เชื่อกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้

หันมาทางเมืองไทย เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลอนุญาตให้นำเข้าน้ำมันปาล์ม 30,000 ตัน เนื่องจากราคาของมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์น้ำมันปาล์มขึ้นราคาจะเกิดจากการกักตุนเพื่อเก็งกำไร หรือเพื่อนำไปใช้ในการผลิตไบโอดีเซลไม่เป็นที่ประจักษ์ แต่ที่แน่นอนก็คือการนำมันไปใช้ในการผลิตไบโอดีเซลย่อมมีผลกระทบต่อความสมดุลในตลาด การขาดความสมดุลนั้นจะนำไปสู่อะไรย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ผลิตและผู้บริโภค หากผู้ผลิตหันไปใช้ทุนและที่ดินผลิตปาล์มน้ำมันมากขึ้น การผลิตอย่างอื่นย่อมลดลง ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลในสิ่งเหล่านั้นและราคาของพวกมันจะขยับขึ้น ความต้องการปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นจึงอาจนำไปสู่การบุกรุกที่ป่าเพื่อนำเอาที่ดินมาใช้ปลูกทั้งปาล์มน้ำมันและพืชอย่างอื่นที่ราคาดีขึ้น เมื่อบวกลบคูณหารกันแล้ว มันอาจจะไม่ช่วยลดปัญหาโลกร้อน แต่กลับสร้างความเสียหายด้านอื่น

เมื่อโลกหันไปสนใจผลิตพืชเพื่อใช้ผลิตพลังงานทางเลือกมากขึ้น เป็นไปได้สูงว่าการผลิตข้าวย่อมลดลงในขณะที่ความต้องการข้าวยังเพิ่มขึ้นเพราะการเพิ่มของประชากรโลก ในภาวะเช่นนี้ราคาข้าวจะขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ชาวนาไทยอาจได้ประโยชน์ แต่คนไทยส่วนใหญ่มิได้ทำนาและยังรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก จริงอยู่ราคาข้าวอาจไม่ขึ้นพรวดเดียวเป็น 2-4 เท่า เช่นราคาทอร์เทียในเม็กซิโกเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ราคาข้าวไม่จำเป็นต้องขึ้นถึงขนาดนั้น ก่อนที่คนไทยส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก รัฐบาลจะทำอย่างไรในภาวะ เช่นนี้ ? หากเป็นดังที่ผ่านมา รัฐบาลคงคุมราคาข้าวเพื่อเอาใจผู้บริโภคและกดขี่ชาวนา แต่ชาวนาไทยในสมัยนี้ไม่ใช่ในสมัยปู่ย่าตาทวดอีกแล้ว พวกเขาคงไม่ยอมให้กดขี่ได้ดังในสมัยก่อน ผลของการมีสองนคราในภาวะเช่นนี้ คือ การตีกันระหว่างชาวบ้านกับชาวเมือง

เมื่อมองโดยรวมแล้วจะเห็นว่าพลังงานจากพืชอาจทดแทนพลังงานจากน้ำมันได้ไม่มากนัก แต่ผลกระทบในทางลบของมันอาจใหญ่หลวงเกินคาด ฉะนั้นทางเลือกที่ดีกว่าน่าจะเป็นการลดความต้องการพลังงานที่นอกเหนือจากความจำเป็นในการดำเนินชีวิตเบื้องต้นจริงๆ หวังว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการผลิตพืชเพื่อเป็นพลังงานทางเลือกและการวางแผนพัฒนา จะได้ช่วยกันคิดทุกอย่างแบบบูรณาการอย่างรอบคอบก่อนที่จะทำอะไรลงไป

From : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3985 (3185), ดร.ไสว บุญมา, คอลัมน์ ระดมสมอง

How Thai Government Work Part II
http://mynoz.spaces.live.com/blog/cns!2AAF032065B8040B!467.entry
How Thai Government Work Part I
http://mynoz.spaces.live.com/blog/cns!2AAF032065B8040B!464.entry

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: