Home > News and politics > ความน่าเชื่อถือ, สรกล อดุลยานนท์

ความน่าเชื่อถือ, สรกล อดุลยานนท์

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องเขาพระวิหารกันอยู่
ก็เลยเอาบทความของ คุณหนุ่มเมืองจันทร์ (สรกล อดุลยานนท์) ที่เขียนลงในประชาติธุรกิจ มาไว้ในนี้ด้วย
ตอนแรก ว่าจะเขียนเอง พอได้อ่านของ คุณหนุ่มเมืองจันทร์
ก็เลยสรุปได้ว่า ไม่ต้องเขียนดีกว่า เพราะมันก็เนื้อหาคล้ายคลึงกัน แต่สำนวนอาจเป็นรอง
ดังนั้น เอามาเก็บไว้ที่นี่ก็พอ


ความน่าเชื่อถือ คอลัมน์ Marketthink โดย สรกล อดุลยานนท์

ความขัดแย้งเรื่อง “เขาพระวิหาร” ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ พื้นฐานเบื้องต้นของการมองปัญหาครับ

ประการแรก เรายอมรับไหมว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาตั้งแต่ปี 2505

ถ้า “ยอมรับ” ก็มองปัญหาแบบหนึ่ง

ถ้าใจ “ไม่ยอมรับ” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ หรือคิดว่า คำตัดสินของศาลโลกไม่เป็นธรรม

การมองปัญหาก็จะมีอารมณ์ไปอีกรูปแบบหนึ่ง

ผมชอบคำหนึ่งของ “อัครพงษ์ ค่ำคูณ” ของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เขาบอกว่า หลักของวิชาประวัติศาสตร์นั้นต้องไม่มีคำว่า “ถ้า”

There is no “if” in the History

เรื่องราวในอดีตเกิดขึ้นมาแล้ว แก้ไขไม่ได้ ดังนั้นหากคิดถึงคำว่า “ถ้า” จะต้องใช้เพื่อความสมานฉันท์ เพื่อความเข้าใจในมนุษย์และสังคม

ประการที่สอง เราคิดกับ “กัมพูชา” แบบ “เพื่อน” หรือ “ศัตรู

ถ้ามอง “กัมพูชา” เป็น “เพื่อน”

เราจะคิดแบบหนึ่ง

แต่ถ้ามอง “กัมพูชา” เป็น “ศัตรู” เป็นคนที่คิดเอาเปรียบเรา หรือเคยโกงเขาพระวิหารไปจากไทย

เราก็จะคิดกับปัญหาเรื่องนี้อีกแบบหนึ่ง

ลองใคร่ครวญช้าๆ นะครับ

คนที่ไม่ยอมรับว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา และคิดกับกัมพูชาในแง่ลบ มองเขาเป็นเพื่อนบ้านที่คิดไม่ซื่อ

มุมมองของเขาก็จะเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

เหมือนกับเรามีเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ถ้าเราไม่ชอบหน้าเขา ทันทีที่มีกิ่งไม้ยื่นเข้ามาในบ้านเรา

เราจะไม่พอใจ คิดว่าเพื่อนบ้านแกล้ง จะคิดละเอียดเลยว่าจะต้องจัดการอย่างไร จะว่าเขาอย่างไรดีให้เจ็บแสบที่สุด

จินตนาการที่เกิดขึ้นจะเต็มเปี่ยมไปด้วยแง่มุมในทางลบมากมาย

แต่ถ้าคนที่ยอมรับว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา และคิดว่ากัมพูชาเป็น “เพื่อนบ้าน” เขาจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรกับท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศ

เห็นกิ่งไม้ยื่นเข้ามาก็รู้สึกว่าเป็นร่มเงาให้กับบ้านเรา

หรือถ้ามีปัญหาก็จะบอกเพื่อนบ้านดีๆ

คิดละเอียดเหมือนกัน แต่คิดละเอียดว่าจะหาวิธีบอกอย่างไรดีที่จะไม่ให้เพื่อนบ้านไม่พอใจ

ครับ พื้นฐานความคิดจะกำหนดมุมมองโลกที่แตกต่างกัน

…..

แต่ “ตัวแปรสำคัญ” ในเรื่องนี้ คือ เรื่อง “ความหวาดระแวง” ถ้ารัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไม่ใช่ “นพดล ปัทมะ” ซึ่งเคยเป็นทนายส่วนตัวของ “ทักษิณ ชินวัตร

ถ้าไม่มีข่าวว่า “ทักษิณ” ไปเจรจาเรื่องการเช่าเกาะกงกับ “ฮุนเซน”

เชื่อไหมครับว่าความเห็นของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ จนถึงเจ้ากรมแผนที่ทหาร จะมีน้ำหนักมากกว่านี้

แต่เพราะหวาดระแวงในตัว “นพดล” และ “ทักษิณ

คนส่วนใหญ่จึงมองเรื่องนี้ว่ามีเบื้องหลังเรื่องผลประโยชน์ตอบแทน

มองเห็นแต่ “ปัญหา” ไม่เห็น “โอกาส

คิดแต่ว่า “กัมพูชา” จะได้ โดยที่ไม่ได้มองเลยว่า “ไทย” ได้อะไรจากการขึ้นทะเบียนมรดกโลกครั้งนี้บ้าง

“เขาพระวิหาร” นั้น เหมือนกับ “ที่ดินตาบอด”

“ตา” จะหาย “บอด” ก็ต้องขึ้นที่ฝั่งไทย

การขึ้นทะเบียนมรดกโลก คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินตาบอด

ทางออกก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทันที

นักท่องเที่ยวจะขึ้นฝั่งไหน ถ้ามีการลงทุนสร้างโรงแรมจะสร้างตรงไหน ?

คิดนิดเดียวก็จะรู้ว่าใครได้ประโยชน์

หรือเรื่องที่บอกว่าให้ไทยและกัมพูชาร่วมกันขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน

เรื่องนี้ลองคิดแบบใจเขาใจเรา

คิดในมุมกลับว่าถ้าไทยเป็นเจ้าของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ส่วนกัมพูชาเป็นเจ้าของทางขึ้น เราจะยอมรับข้อเสนอนี้ไหม

อย่าลืมนะครับเจ้าของที่ดินทางออกนั้นมีอำนาจต่อรองในระดับหนึ่ง

แต่ต้องไม่ทำให้เจ้าของที่ดินรู้สึกว่าคุณจะมาถือหุ้น 50-50 เท่ากัน

ใจเขา-ใจเรา ครับ

แค่ผ่าตัดถ่ายโอนหัวใจทางจินตนาการนิดเดียว ปัญหาก็คงไม่ลุกลามไปกว่านี้

สำหรับผม ปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหารเป็นตัวอย่างทีดีในเรื่อง “ความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือ” นั้น มีราคามาก

ต่อให้ข้อมูลจะดีแค่ไหน ถ้าคนนำเสนอไม่น่าเชื่อถือลูกค้าก็ไม่ซื้อครับ

From : ประชาชาติธุรกิจ, วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4016 (3216)
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02mar07070751&day=2008-07-07&sectionid=0207

 

 

 

 

 

 

 

 

  1. kamal
    2 September 2009 at 12:58 AM

    ปัญหาของสังคมไทยเกิดขึ้นเพราะ ผู้นำสังคมในอดีตมีความคิดปรับเปลี่ยนสังคมแบบดั้งเดิมที่ไม่มีตัวหนังสือใช้(สังคมที่ไม่รู้หนังสือ)ให้เป็นสังคมที่มีตัวหนังสือใช้(สังคมของการรู้หนังสือ) แต่ว่ามีการทำที่ผิดขั้นตอน และใช้วิธีที่ผิด มาดำเนินการ กล่าวคือ ๑.ทำตำราสอนอ่านหนังสือไทยเบื้องต้นผิด ๒.ใช้วิธีสอนผิด อยากทราบประวัติ และวิธีการค้นพบ(ซึ่งสำคัญ)กรุณาใช้นามแฝง vanchana ค้นดูที่ กูเกิ้ล แล้วดูเว็บวิชาการ ดอท คอม และดูบล็อก kamalvichitsarasatra.blogspot.com

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: