Home > News and politics > ย้อนรอย “มรดกโลกพระวิหาร” ชัยชนะของกัมพูชา-บทเรียนซ้ำซากของไทย

ย้อนรอย “มรดกโลกพระวิหาร” ชัยชนะของกัมพูชา-บทเรียนซ้ำซากของไทย

ผมเพิ่งได้บทความสรุป เหตุการณ์ที่ผ่านมา ในกรณีเขาพระวิหาร จากประชาชาติธุรกิจ
อ่านดูแล้วก็มีข้อสังเกตอยู่ในใจ เลยเอามาใส่ไว้ดีกว่า
โดยส่วนที่ผมแทรกข้อมูลเพิ่มเติมที่ผมรู้ จะพยายามทำให้เห็นชัดเจน แล้วลองตรวจสอบกันดูว่า
แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

ย้อนรอย "มรดกโลกพระวิหาร" ชัยชนะของกัมพูชา-บทเรียนซ้ำซากของไทย

ในที่สุดปมขัดแย้งกรณี "เขาพระวิหาร" ได้เดินมาถึง บทสรุป เมื่อใกล้เที่ยงคืนของวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2551 ตามเวลาประเทศไทย หลังประชุมคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ที่เมืองควิเบก ของแคนาดา พิจารณาเห็นชอบตามคำขอของกัมพูชา ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว แม้จะเป็นเพียงแค่การขึ้นทะเบียนแค่ตัวประสาทพระวิหารก็ตาม

พร้อมกับเปิดเงื่อนไขประนีประนอมให้ฝ่ายไทยร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารกับกัมพูชาและชาติอื่นๆ ที่ถือเป็นฝ่ายที่ 3 รวมเป็น 7 ชาติด้วยกัน โดยที่ฝ่ายไทยเตรียมเสนอพื้นที่รอบปราสาท พระวิหาร ยกสระตราว สถูป ผามออีแดง เป็น "มรดกโลกด้านภูมิทัศน์" (Culture Landscape) พ่วงเข้าไปในการประชุมนัดถัดไป

แม้จะดูเหมือนว่าพัฒนาการในภาคต่างประเทศของกรณีเขา พระวิหาร จะปิดฉากลงไปแล้ว แต่การเคลื่อนไหวในประเทศไทยหาได้จบสิ้นลงไปไม่ เมื่อในอีก 1 วันถัดมาคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 วินิจฉัยชี้ขาดว่าคำแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทย-กัมพูชา ที่ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และนายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามเพื่อสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นหนังสือสนธิสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2 ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

ไปอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ที่ http://www.concourt.or.th/download/Center_desic/51/center6-7_51.pdf ลองอ่านช่วงบทสรุป หน้า 24-25

ส่งผลให้กรณีนี้กลับมาเป็นโจทย์ใหม่ให้คนไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้โดยเฉพาะปฏิกิริยาจากรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช และตัวนายนพดลเองในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศที่รับผิดชอบกรณีนี้โดยตรง

"ประชาชาติธุรกิจ" ขอลำดับเหตุการณ์ความเป็นมาของกรณีเขาพระวิหาร นับจากความพยายามขอขึ้นทะเบียนของฝ่ายกัมพูชา จนถึงการลงนามข้อตกลงร่วมระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อ 18 มิถุนายน 2551 และลงเอยด้วยคำตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกเมื่อ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ชนวนที่ทำให้เขาพระวิหารกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้ง สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในปี 2548 โดยได้เสนอขึ้นทะเบียนเพียงฝ่ายเดียว และในเอกสารคำร้องยื่นจดทะเบียนยังแนบแผนที่ ที่ครอบคลุมถึงพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิทับซ้อนด้วย

ในระหว่างปี 2548-2549 กระทรวงการต่างประเทศและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แสดงท่าทีคัดค้านการดำเนินการของกัมพูชามาโดยตลอด เพราะมีข้อห่วงกังวลเรื่องเขตแดนที่อ้างสิทธิทับซ้อนกัน พร้อมกันนี้ไทยได้ดำเนินการทางการทูตเพื่อชี้แจงข้อกังวล ดังกล่าวทั้งต่อกัมพูชา ยูเนสโก และคณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ประเทศ และไทยยังเสนอให้ยื่นจดทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน 2 ประเทศ (transboundary property) โดยนำส่วนประกอบที่อยู่ในฝั่งไทยรวมเข้าไปด้วย เพื่อความสมบูรณ์ของมรดกโลก แต่กัมพูชาปฏิเสธข้อเสนอของไทย และยืนยันจะขอจดทะเบียนเพียงฝ่ายเดียว

ขณะที่ฝ่ายไทยก็เดินหน้าชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จนกระทั่ง ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ที่ประชุมกันที่เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ในวันที่ 28 มิถุนายน 2550 ได้มีมติเลื่อนการพิจารณาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารออกไปก่อน และให้ไทยกับกัมพูชาร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยจะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งในการประชุมสมัยที่ 32 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ในเดือนกรกฎาคมปี 2551

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมที่ไครสต์เชิร์ชอยู่ในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งฝ่ายไทยสนับสนุนในหลักการต่อการ จดทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชา แต่ต้องมีการดำเนินการร่วมกัน และได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากไทย

แต่ฝ่ายกัมพูชายังเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้ โดยยังใช้แผนที่ครอบคลุมพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ และเพิกเฉยต่อข้อทักท้วงของไทย จนกระทั่งนายนพดลเข้ารับตำแหน่งเจ้ากระทรวงบัวแก้วในเดือนกุมภาพันธ์

ตรงจุดนี้ กลับไปอ่านข่าวได้จากเวปผู้จัดการ ตาม link ที่ว่านี้
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9500000078607

ไทยหนุนขึ้นทะเบียน "ปราสาทเขาพระวิหาร" เป็นมรดกโลก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 กรกฎาคม 2550 19:57 น.

ดร.มนัสพาสน์ ชูโต ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ และหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ได้ชี้แจงให้ที่ประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจทราบมติของคณะกรรมการมรดกโลก ว่า ทางการไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และขอให้หน่วยราชการทุกฝ่ายแสดงความพร้อมที่จะเกื้อกูลความร่วมมือระหว่าง ไทย-กัมพูชา ที่คาดว่าจะเริ่มขึ้นอย่างแข็งขัน เพื่อเอื้ออำนวยให้กระบวนการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ประธานที่ประชุมได้ขอร้องให้คณะผู้แทนไทยเสนอแผนปฏิบัติงานบางส่วนเกี่ยว กับเรื่องนี้ ซึ่งไทยสนองตอบด้วยดี ขณะนี้คณะกรรมการมรดกโลกได้มีฉันทามติแล้ว ฝ่ายไทยจะต้องแสดงให้ปรากฏชัดว่า ฝ่ายไทยจริงจังและจริงใจที่จะสนับสนุน กัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร ให้ข้อเสนอขึ้นทะเบียนของกัมพูชามีความสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศจะฟื้นการปฏิบัติงานของคณะกรรมการร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งจะมีเรื่องการบูรณะปฏิสังขรณ์ปราสาท โดยกรมศิลปากรและผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของไทยพร้อมประสานงานกับฝ่าย กัมพูชาเพื่อบูรณะ เสริมคุณค่าสากลของปราสาทให้ดีขึ้นตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 31 สิ้นสุดลง และคณะกรรมการเฉพาะกิจฯจะทำหน้าที่ติดตามความคืบหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการจะสัมฤทธิผลในการประชุมคณะ กรรมการมรดกโลกสมัยประชุมครั้งที่ 32 ที่ประเทศแคนาดาในปี 2551

หรือไปอ่านเรื่อง Cambodia and Thailand agree that Cambodia will propose?
ได้ที่
http://mynoz.spaces.live.com/blog/cns!2AAF032065B8040B!582.entry

ในเดือนมีนาคม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้พบกับนายกฯฮุน เซน ของกัมพูชา ในระหว่างการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของนายสมัคร และในการประชุมสุดยอดจีเอ็มเอสที่เวียงจันทน์ ซึ่งผู้นำทั้งสองได้มีการหารือในเรื่องนี้

วันที่ 6 พฤษภาคม นายนพดลมอบหมายให้ นายวีระศักดิ์

ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ไปหารือกับฝ่ายกัมพูชา โดยมีผู้แทนฝ่ายทหารเดินทางไปด้วย และในวันเดียวกันคณะรัฐมนตรีมีมติโยกย้าย นายวีรชัย พลาศรัย อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ไปเป็นเอกอัครราชทูตประจำกระทรวง และให้ นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไปเป็นอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายแทน

ท่าทีของกัมพูชาเริ่มเปลี่ยนไปในการหารือระหว่างนายนพดล และนายสก อาน รองนายกฯกัมพูชา หลังจากพิธีเปิดถนนและสะพานที่เกาะกงเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม โดยฝ่ายกัมพูชาเสนอที่จะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น หลังจากนั้นในวันที่ 22-23 พฤษภาคม นายนพดลและคณะได้หารือกับกัมพูชาที่กรุงปารีส เพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการประชุมสมัยที่ 32 โดยกัมพูชายืนยันจะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท และจะยังไม่กำหนดพื้นที่อนุรักษ์ด้าน ทิศเหนือและตะวันตกที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่ แต่จะให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายจัดทำแผนบริหารจัดการเสนอต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งข้อตกลงนี้ได้รับการบันทึกเป็นร่างคำแถลงการณ์ร่วม (Joint Communique) ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องนำกลับไปขอความเห็นชอบจากรัฐบาล

ตรงจุดนี้ ถ้าอ่านมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า กัมพูชา ยอมถอยให้ เพราะ ‘กัมพูชายืนยันจะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท และจะยังไม่กำหนดพื้นที่อนุรักษ์ด้าน ทิศเหนือและตะวันตกที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่ แต่จะให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายจัดทำแผนบริหารจัดการเสนอต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553’, อ่านแล้ว กลับเข้าใจในทางที่ดี ว่ากัมพูชา ขึ้นทะเบียนแค่ตัวปราสาท ไม่ขึ้นพื้นที่ทับซ้อน มันน่าจะดีกว่าก่อนๆหน้านี้ ที่กัมพูชา พยายามจะขึ้นพื้นที่ในบริเวณกว้างกว่านี้ ใช่หรือไม่

5 มิถุนายน กัมพูชาส่งร่างแผนผังที่ปรับแก้ใหม่มาให้ฝ่ายไทยตรวจสอบโดยกรมแผนที่ทหาร หลังจากนั้นสภาความมั่นคงแห่งชาติพิจารณาเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในวันที่ 17 มิถุนายน

นายนพดลลงนามในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน และตามมาด้วยการคัดค้านของกลุ่มต่างๆ ทั้งนักวิชาการ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคฝ่ายค้าน ฯลฯ ซึ่งพากันตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมนายนพดลจึงไม่นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงความกังวลว่าท่าทีสนับสนุนของไทยเช่นนี้อาจจะส่งผลต่อกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนในอนาคต ขณะที่บางฝ่ายโยงไปถึงผลประโยชน์ทับซ้อนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เพราะเป็นจังหวะเดียวกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าไปลงทุนในเกาะกงของกัมพูชา

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นไฮไลต์ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านในระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน ซึ่งเฉพาะประเด็นเรื่องเขาพระวิหารที่อภิปรายไม่ไว้วางใจตัวนายนพดลนั้น กินเวลาในวันแรกกว่า 10 ชั่วโมง โดยเนื้อหาหลักของการอภิปรายโจมตีการทำงานของนายนพดลที่ควรจะนำเสนอรัฐสภาพิจารณา เพราะถือเป็นเอกสารสัญญาที่มีความเกี่ยวข้องกับอธิปไตยและเขตแดนของชาติ รวมถึงการลงนามในแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการลบล้างการสงวนท่าทีของรัฐบาลไทยในอดีตที่มีต่อเรื่องนี้ และปมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

แนะนำให้อ่านบทความเรื่อง ความน่าเชื่อถือ จาก คอลัมน์ Marketthink โดย สรกล อดุลยานนท์
ได้ที่
http://mynoz.spaces.live.com/blog/cns!2AAF032065B8040B!583.entry

27 มิถุนายน ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อน พิพากษาในคดีที่นายสุริยะใส กตะศิลา และคณะที่ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา

29 มิถุนายน นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เปิดเผยก่อนเดินทางไปร่วมการประชุมว่า คณะกรรมการมรดกโลกของไทย จะขอให้มีการเลื่อนวาระขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชาออกไปก่อน คาดว่าจะได้รับความเห็นชอบเนื่องจากเป็นไปตามอนุสัญญา มาตรา 11 ข้อ 3 ที่กำหนดไว้ว่า การขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่อยู่ในดินแดนของ 2 ประเทศจะต้องไม่มีการโต้แย้งจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง

กระทั่งวันที่ 4 กรกฎาคม นายนพดลได้เข้าให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อชี้แจงกรณีการลงนามของฝ่ายไทยในแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารฝ่ายเดียวของกัมพูชา แล้วให้รายละเอียดว่า ในสมัยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เคยไปตกลงกับทางกัมพูชาไว้ในมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ในสมัยประชุมครั้งที่ 31 ที่เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศไทยสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชา

ต่อมา นายนิตย์ พิบูลสงคราม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ตอบโต้คำกล่าวของนายนพดล โดยชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ที่เมืองไครสต์เชิร์ช คือไทยไม่เห็นด้วยที่กัมพูชาจะดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงลำพัง โดยไม่มีความร่วมมือของไทย

ตรงนี้ สามารถตรวจได้จากเอกสารการประชุม โหลดได้ที่นี่
http://whc.unesco.org/archive/2007/whc07-31com-24e.pdf
จะเห็นสรุปการประชุม หน้า 153-154 (เลขหน้าในเอกสาร ไม่ใช่เลขหน้าจากโปรแกรมที่เปิดดู) ในข้อ Decision: 31 COM 8B.24 ส่วนที่อยากเน้นย้ำคือ

The State Party of Cambodia and the State Party of Thailand are in full agreement
that the Sacred Site of the Temple of Preah Vihear has Outstanding Universal Value
and must be inscribed on the World Heritage List as soon as possible. Accordingly,
Cambodia and Thailand agree that Cambodia will propose the site for formal
inscription on the World Heritage List at the 32nd session of the World Heritage
Committee in 2008 with the active support of Thailand.

ผมไม่สามารถหาเอกสารที่ นายนิตย์ พิบูลสงคราม บอกว่า ไทยไม่เห็นด้วยที่กัมพูชาจะดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงลำพัง โดยไม่มีความร่วมมือของไทย
ดังนั้น กรณีนี้ ถ้าอ่านจากเอกสารสรุปการประชุม ก็ต้องยอมรับว่า ในสมัยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เคยไปตกลงกับทางกัมพูชาไว้ในมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ในสมัยประชุมครั้งที่ 31 ที่เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศไทยสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชา

หรือไปอ่านเรื่อง Cambodia and Thailand agree that Cambodia will propose?
ได้ที่
http://mynoz.spaces.live.com/blog/cns!2AAF032065B8040B!582.entry

กระทั่งเมื่อนายปองพลเดินทางไปถึงเมืองควิเบก ได้ให้สัมภาษณ์ข้ามทวีปกลับมายังประเทศไทยเมื่อคืนวันที่ 5 กรกฎาคม (ตามเวลาแคนาดา) ว่า คณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ประเทศและยูเนสโก ได้รับเอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย แจ้งให้ทราบถึงคำสั่งศาลปกครองที่ให้คุ้มครองชั่วคราว

เมื่อเวลางวดเข้ามาเรื่อยๆ นายปองพลได้ให้สัมภาษณ์เป็นระยะๆ นับจากวันที่ 6-7 กรกฎาคมตามเวลาประเทศไทย โดยยอมรับถึงความเสี่ยงที่กัมพูชาจะสามารถขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก หลังจากคณะกรรมการมรดกโลกไม่เลื่อนพิจารณาปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แม้จะยอมเลื่อนลำดับการพิจารณาจากลำดับที่ 4 มาเป็นลำดับที่ 47 แล้วก็ตาม แต่การพิจารณาจะมีขึ้นประมาณ 5 ทุ่ม ของวันที่ 7 ตามเวลาประเทศไทย

สุดท้ายเมื่อใกล้เที่ยงคืนของวันเดียวกันมีรายงานว่า เสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการมรดกโลก 21 ชาติ เห็นควรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารตามที่กัมพูชาเสนอให้เป็นมรดกโลก เพราะว่าเข้าหลักเกณฑ์ 1 ใน 3 ข้อที่เป็นตัวแทนแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ด้านศิลปกรรม หรือตัวแทนของความงดงาม เป็นผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาด ส่วนทางออกของไทยนั้นนายปองพลชี้แจงว่า ทางคณะกรรมการมรดกโลกจะตั้งคณะกรรมการ 7 ประเทศ โดยประเทศไทยเป็น 1 ในนั้นเข้ามาดูแลบริหารจัดการปราสาทพระวิหารร่วมกับกัมพูชา

กัมพูชาประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกสมดังใจปรารถนา !!!

ผมเข้าใจว่า กัมพูชา ขึ้นทะเบียน ตัวปราสาทพระวิหาร ไม่ใช่ เขาพระวิหาร ลองไปเช็คกันดูให้ดี ว่าสื่อเสนอข่าวถูกหรือผิดอย่างไร

ประชาชาติธุรกิจ, วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4017 (3217)

Categories: News and politics
  1. Tanuttha
    10 July 2008 at 4:19 PM

    Update ตะหรอดดดดดดดดดดดดดดดดเหนื่อยแทนจัง จ้า จา มะ จะ ทิงจา มา จะ ทิง จา โย่ๆๆๆๆๆๆ

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: