Home > Other > พระเวสสันดรชาดก กับทัศนคติของความเป็นมนุษย์

พระเวสสันดรชาดก กับทัศนคติของความเป็นมนุษย์

พระเวสสันดรชาดก กับทัศนคติของความเป็นมนุษย์

ได้ยินทีวีพูดถึง พระเวสสันดรชาดก
ที่ว่า ทำทานบารมี โดยการบริจาคลูกให้ชูชก
พอได้ฟัง ก็เลยรู้สึกขึ้นมาว่า
นี่คือปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติของคนจำนวนมาก ที่นับถือศาสนาพุทธแน่ๆ

ทำไม การบริจาคลูก ถือว่าเป็นทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ได้หล่ะ
ทำไม ไม่คิดว่านี่คือการทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง คือต้องการบารมี ก็เลยบริจาค

การบริจาคลูก เพราะเห็นลูกเสมือนหนึ่งเป็นสิ่งของของตัวเอง
แตกต่างอะไรจากการค้ามนุษย์เหรอ
เหมือนกับการค้าขายทาศ ของพวกนายทาศ เพื่อประโยชน์ส่วนตน
ซึ่งนายทาศเหล่านั้นคงไม่ได้รู้สึกผิดอะไร

แล้วการสอนหรือเทศน์เรื่องพระเวสสันดอนที่ว่า
ได้ทำให้เกิดค่านิยม และทัศนคติผิดๆกับสังคมหรือไม่

ไม่มีการยอมรับถึงความเป็นปัจเจก
ทั้งที่มนุษย์ทุกคน มีสิทธิเสรีภาพ ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด

ตั้งแต่เด็ก ไม่เคยมองมุมนี้เลย
นี่ถ้าวันนี้ไม่บังเอิญได้ยินเสียงจากทีวีมาเข้าหู
ก็คงไม่นึกแบบนี้

หรือนี่คือเหตุผลที่สังคมไทยที่ส่วนใหญ่เป็นพุทธ
กลับเกิดปัญหาขึ้นมาอย่างมากมาย

ที่อาจเป็นเพราะทัศนคติผิดๆจากคำสอนของศาสนา

PS
ตามเนื้อเรื่อง พระเวสสันดร แต่งงานตอนอายุ 16 นะครับ
สมัยนี้ เด็กมหาลัย (assume ว่าตั้งแต่ 18 ขึ้นไปอ่ะนะ) จะเช่าห้องอยู่ด้วยกัน
สังคมยังเต้นเป็นเจ้าเข้าเลย

Categories: Other
  1. คนเล่นของ
    21 September 2009 at 5:53 AM

    ตรงไหนล่ะที่เรียกว่าละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น การที่พ่อแม่ตีลูกเมื่อลูกทำผิดนั่นเป็นการละเมิด หรือเปล่า การที่ครูตีเด็กเป็นการละเมิดไหม การที่แม่ทำกับข้าวที่เราไม่อยากกินให้เรากินล่ะ ซึ่งเราจำเป็นต้องกินนั่นล่ะ แม้กระทั่งการที่ฝ่ายสามีเอาอวัยวะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะของภรรยาล่ะ นั่นเป็นการละเมิดไหม.. การละเมิดสิทธิ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานอะไรไม่รู้ แต่ที่แน่ถ้าอีกฝ่ายยินดี จะเรียกว่าละเมิดสิทธิ์ได้หรือ อีกทั้งเป็นการยินดีเพื่อประโยชน์ของตนเป็นหลักด้วยซ้ำ เพราะอะไร เพราะเหตุว่าถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้น ตนเองก็ไม่สามารถที่จะตรัสรู้ธรรม อันเป็นอมตะธรรมได้ แม้กระทั่งกัณหา ชาลี ที่ยินยอมก็เพราะความเข้าใจเหตุผลที่พ่อชี้แจง ไม่ได้ถูกบังคับขืนใจแต่อย่างใด และแม้ในวัยเด็ก แต่เพราะปัญญาบารมีที่อบรมมาไม่ใช่น้อย ก็เป็นเหตุให้เข้าใจถึงประโยชน์ที่สูงกว่า ทั้งประโยชน์ของตนและประโยชน์ที่สูงกว่าคือประโยชน์ ของมหาชนที่จะได้หลุดพ้นเพราะคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังนั้นเขาร่วมกันทำประโยชน์อัน ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นที่น่าภาคภูมิใจยิ่งกว่าใดๆทั้งหมด ยิ่งกว่าทหารที่ออกรบเพื่อชาติบ้านเมืองซะอีก แล้วนั่นล่ะ.. ทหารที่ต้องออกรบล่ะ ไม่เห็นมีใครว่าถูกละเมิดสิทธิ์บ้าง คนที่จับได้ใบแดงแม้ไม่ อยากเป็นทหารก็ต้องเป็น โดยอ้างกฏหมายว่าเป็นหน้าที่ แต่หลายคนไม่ได้ยินยอมด้วยใจเลย แต่อันนี้เขายินยอมด้วยใจ เขาบำเพ็ญเพื่อพ้นโลก จิตเขาไปถึงไหนๆกันแล้ว แต่พวกนี้ มาเที่ยวคลำหารอยตีนเขามาวิจารณ์กัน มันก็เลยได้ฝุ่นขี้ตีนไงล่ะ มันจึงไม่ไปไหนกันสักที อุตส่าห์ทำท่าว่าศึกษาดี มีดีกรีปริญญา แต่ทั้งชาติก็ได้แต่ขี้ตีนเขานี่แหละ แทนที่จะเอาอารมณ์ ที่เสียสละสิ่งอันเป็นสุดที่รักของท่าน มาเป็นอุทาหรณ์ เอามาเป็นเนติถึงการเสียสละ ละความ สุขส่วนตัว เอาตรงนั้นมาเผยแผ่เพื่อประโยชน์สุขทั้งของตนและสังคม กลับกลายเป็นถอยหลัง เข้าคลอง..

  2. NOZ
    2 January 2010 at 4:06 PM

    เหตุผลเรื่อง เด็กยินยอม หรือไม่ แล้วผมบอกว่าเป็นเหตุผลที่ ไม่สามารถนำมาใช้ได้เป็นเหตุผลที่ผมต้องการโต้แย้งกับ Comment#1 ซึ่ง ใช้คำพูดเช่น "แม้กระทั่งกัณหา ชาลี ที่ยินยอมก็เพราะความเข้าใจเหตุผลที่พ่อชี้แจง…ไม่ได้ถูกบังคับขืนใจแต่อย่างใด"

    ส่วนคุณ Comment#2 บอกว่า เด็กยินยอมหรือไม่ ไม่สำคัญ สำคัญที่พ่อแม่อยู่ในฐานะอะไร ก็เป็นอีกกรณี
    อย่างที่คุณพิมพ์ว่า"เชื่อมสู่พระเวสสันดร ท่านอยู่ในฐานะอะไร คำตอบคือ"เจ้าของ"ของลูกทั้งสอง กัณหาชาลีนั่นเองงงงงงง"

    ซึ่งคำถามที่ตามมาคือ แล้วใครบอกว่า อยู่ในฐานะ "เจ้าของ" นี้
    ฐานะนี้เกิดเมื่อไหร่และจะจบเมื่อไหร่ หรือเป็นตลอดไป
    ถ้าเป็นตลอดไป ตลอดไปนี่นานขนาดไหน ข้ามชาติภพหรือไม่

    จริงๆมีหลายประเด็กที่ คุณ Comment#2 อ่านไม่เข้าใจ เช่น
    คุณบอกว่า "อ่าน space นี้แล้วสลดใจสื่อโทรทัศน์สามารถกระตุ้นบุคคลที่ไม่เข้าใจพุทธศาสนาให้ไหลไปกับความมืดบอดได้มากขนาดนี้"
    ซึ่งสื่อโทรทัศน์ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย ผมแค่ได้ยินแล้วฟังไปเรื่อยๆเลยมองอีกมุม แล้วก็ตั้งคำถามขึ้นมา
    ดูจากประโยคก็ได้"ได้ยินทีวีพูดถึง พระเวสสันดรชาดก ที่ว่า ทำทานบารมี โดยการบริจาคลูกให้ชูชก …. พอได้ฟัง ก็เลยรู้สึกขึ้นมาว่า"อ่านยังไม่เข้าใจ เสร็จแล้วก็โจมตีตัวบุคคล คือผมว่า "…คุณจะไม่เห็นผิดและถูกชักจูงมากถึงขนาดที่ว่า…บอกได้คำเดียว สลดใจ ในการปรักปรำพระพุทธเจ้า…ยิ่งคนที่ยังไม่ได้ศึกษาให้แจ่มแจ้งมาตัดสินเสียแล้ว…"

    คุณจะแรงไม่แรงใช้คำพูดแบบไหนก็ตามสบาย แต่ถ้าไร้ซึ่งเหตุผลตรรกะใดๆก็คงไม่สามารถเปลี่ยนความคิดใคร
    หรือสามารถถกเถียงอะไรกับใครได้ เพราะการใช้แต่ศรัทธาหรือความรักก็คงคุยกันไปไม่รู้เรื่อง

    ผมไม่ได้จะตอบ Comment#2 ตั้งแต่แรกเพราะคุณไม่ได้นำเสนอเหตุผลใดๆ แต่โจมตีตัวบุคคลอย่างเดียวซึ่งมันไร้สาระ
    ถ้าคุณคิดว่าผมคิดผิด หรือคำถามที่ตั้งมันควรจะตอบอย่างอื่น
    ก็ตอบคำถามดังกล่าว … จะโจมตีผมไปก็เท่านั้น
    คุณไม่สามารถทำให้คนอื่น หรือคนที่ตั้งคำถาม เชื่อถือได้ด้วยการโจมตีคนถาม แต่ละเลยไม่สนใจตอบตัวคำถามที่ได้ถามขึ้นมา

    แล้วถ้าคุณคิดว่าไม่เกี่ยวกับเด็ก คุณคิดอย่างไรกับ Comment#1 ซึ่งเสนอเหตุผลว่า เป็นเพราะเด็กยินยอม
    ซึ่งอ่านแล้วก็ท่าทางจะมีความศรัทธาต่อศาสนามากไม่น้อยไปกว่าคุณ Comment#2
    คุณนับถือศาสนาเดียวกัน แต่ใช้เหตุผลคนละชุดในการตอบคำถามเดียวกันด้วยซ้ำ

  3. Orn-ampai
    3 January 2010 at 8:15 AM

    ประเด็นที่ขอชี้แจง1 พระเวสสันดรไม่ได้ทำเพื่อการค้านะคะ ท่านให้เด็กไป ท่านไม่ได้สิ่งตอบแทนในรูปเงินและไม่ได้ออกมาในรูปของความสะดวกสบายอื่นใดในทางตอบแทนเป็นผลประโยชน์ตนเลยไม่ใช่ทัศนคติของความเป็นมนุษย์ในแบบที่พ่อแม่ค้าลูกสาวหรือการค้าลูกทาสอย่างที่คุณบอกว่า "การบริจาคลูก เพราะเห็นลูกเสมือนหนึ่งเป็นสิ่งของของตัวเองแตกต่างอะไรจากการค้ามนุษย์เหรอ" ก็ขอตอบว่า กรณีพระเวสฯ ต่างกันมากค่ะ ต่างจากการค้ามนุษย์เพราะทานบารมีเพื่อพระโพธิญาณ อันจะยังประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดเมื่อท่านตรัสรู้จากปารมีที่สั่งสมมา นั่นหละท่านเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โปรดสรรพสัตว์ท่านก็เอาหนทางดับทุกข์ที่ได้เป็นผลจากปัจจัยการสั่งสมบารมีออกเผยแผ่ตลอดระยะเวลาหลังจากตรัสรู้ค่ะประโยชน์แท้จริง คือการทำให้ได้มาซึ่งพระโพธิญาณ อันจะนำไปสู่การยังประโยชน์แก่มหาชนค่ะไม่งั้นแล้ว เราจะได้ศึกษาพระธรรมคำสอนที่ตกทอดมาจากพระพุทธองค์ที่ช่วยดับทุกข์ทางใจได้เหรอคะ2 บริบทของสังคมสมัยนั้นไม่เหมือนปัจจุบัน เทียบกันไม่ได้เลยคือถ้าอยากจะเทียบการอยู่ก่อนแต่ง เช่าห้องอยู่ด้วยกันของเด็กมหา’ลัยสมัยนี้กับสมัยอดีตกาลนานนม กรณีพระเวสฯ นั่นเทียบกันไม่ได้อ่ะค่ะ เพราะคนละบริบท ต่างกันจริงๆดูอย่างสมัยก่อนนั้น ปกติของหนุ่มสาว เขาแต่งกันเร็ว มีคู่ชีวิตกันเร็วปัจจุบัน เราไม่ได้แต่งงานกันเร็วนะคะ ยิ่งเรียนสูง ยิ่งมีการงาน ยิ่งต้องทำนั่นทำนี่คนสมัยนี้จึงพบว่า กว่าจะแต่งอายุปาเข้าไป 30 หรือยิ่งกว่านั้น บางทีไม่แต่งเลยก็มีถ้าหนุ่มสาวบ้านนอก เขาแต่งกันเร็วน่ะ 14 มีลูกแล้ว นี่ก็วิถีชีวิตเขาเป็นงั้น เป็นมานานแล้วกรณีนักศึกษาเช่าห้องอยู่ด้วยกัน แล้วสังคมเต้นเป็นเจ้าเข้าคนมันจะอยู่ห้องเดียวกัน แล้วเอากรณีพระเวสฯเข้าไปจับ งั้นหรอ คือคุณต้องการสื่อว่า…เด็กในสังคมสมัยนี้ ไม่ได้ประพฤติตัวดีไปกว่าพระเวสฯที่แต่งงานตอนอายุ 16 เหรอ?เด็กสมัยนี้เอาการแต่งงานเร็วจากพระเวสฯมาเป็นต้นแบบที่ทำให้เกิดค่านิยมผิดๆ หรอคะ?ถ้าเช่นนั้นแล้ว เห็นทีต้องบอกว่า เป็นการนำบริบทปัจจุบันไปเทียบกับบริบทของอดีตซึ่งไม่ได้แปลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กสมัยนี้เป็นเพราะทัศนคติผิดๆจากคำสอนของศาสนากรณีพระเวสฯ อายุท่านแม้น้อยขนาดนั้น ท่านก็แต่งตามสิ่งที่ควรจะเป็นตามกาลของประเพณี ความเหมาะสม การแต่งงานอายุขนาดนั้นจึงไม่ใช่สิ่งน่าเกลียดเลยค่ะ แต่ปัจจุบัน เด็กเช่าห้องอยู่ด้วยกัน มองยังไงก็นำมาเปรียบกับกรณีของท่านไม่ได้ค่ะแม้จะไม่เหมาะสมสำหรับสมัยนี้ แต่เราก็ไม่อาจตัดสินชี้ชัดลงไปได้ว่านี่คือค่านิยม ทัศนคติผิดๆซึ่งเด็กได้รับมาจากพระเวสสันดร อ่ะนะคะเด็กบางคน หลายคนด้วยซ้ำ ไม่รู้จักพระเวสฯ ไม่ได้รู้จักพระพุทธศาสนาอย่างสมัยปู่ย่าตายายความผิวเผินที่ได้รับ จึงทำให้เด็กห่างไกลจากพุทธศาสนาค่ะ ห่างจริงๆค่ะแล้วจะนำทัศนคติจากกรณีพระเวสฯ มาเป็นเยี่ยงอย่างในการดำรงตน เช่าห้องอยู่ด้วยกันได้อย่างไร.ค่ะ จบแล้ว ทีนี้ก็มาสู่เรื่องความเข้าใจผิดของดิฉันเอง ดิฉันนึกว่า รายการ TV นำเสนอทัศนคติของความเป็นมนุษย์แบบนั้นที่ดิฉันเข้าใจผิดน่ะ เพราะภาษาจากประโยคที่คุณว่า "นี่ถ้าวันนี้ไม่บังเอิญได้ยินเสียงจากทีวีมาเข้าหู ก็คงไม่นึกแบบนี้" ก็เลยทำให้คิดว่า รายการนี้เป็นต้นคิด ซึ่งที่จริงไม่ใช่ ก็เพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองค่ะ เอาเป็นว่าดิฉันเบลอมาก คุณอาจใช้ภาษาดีแล้ว แต่ดิฉันเข้าไม่ถึงความหมายนั้น กว่าจะ get น่ะค่ะ ก็หวังว่าที่ตอบมาทั้งหมด จะเป็นเรื่องของเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ศรัทธาหรือความรักอะไรที่เมื่อก่อนคุณบอกดิฉันว่าดิฉันเป็นแนวความรักอย่างงั้น คราวนี้จึงชี้แจงมาด้วยเหตุ ด้วยผล หวังว่าจะตอบข้อสงสัยได้ค่ะ

  4. Pakkaphon
    3 January 2010 at 10:04 AM

    ขอตอบบ้างครับ ผมไม่ได้นับถือศาสนาพุทธนะ เพราะฉะนั้นไม่ได้เข้าข้างพุทธแน่นอน ขอวิเคราะห์ประเด็นของเจ้าของบล็อกดังนี้ครับ1. พระเวสสันดรเห็นบุตรเป็นสิ่งของ หรือสินค้าหรือไม่2. เหตุใดการให้บุตรของตนจึงเป็นทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ก่อนผมจะตอบตามความเข้าใจของผม ผมขอชี้แจงก่อนว่าบารมีคืออะไรตามวิกิพีเดียภาษาไทย บารมีคือกำลังใจที่ต้องทำให้เต็ม ผมขยายความว่า บารมีคือคุณลักษณะอย่างหนึ่งซึ่งแสดงถึงความถึงพร้อม (ความเต็ม) ทางด้านจิตใจ สิ่งนี้จะนำไปเปรียบเทียบกับการซื้อขายสินค้าไม่ได้ เปรียบเสมือนการที่นักมวยอดทนฝึกซ้อมอย่างหนัก มันไม่ใช่การเอากำลังกายไปแลก แล้วได้สิ่งที่เรียกว่าความแข็งแกร่งมา แต่ความแข็งแกร่งเกิดจากการฝึกซ้อม ส่วนความอดทนเป็นสิ่งที่ต้องมีเพื่อให้ทำการฝึกซ้อมต่อไปได้ในลักษณะเดียวกัน ทานบารมีก็คือบารมีที่ได้จากการทำทาน การฝืนใจให้ในสิ่งที่ตนเองก็อยากครอบครองถือเป็นการฝึกจิตใจขั้นหนึ่ง ผู้ที่ไม่เคยทำทานเลยโดยมากมักมีความโลภมากกว่าผู้ที่ให้ทานมาก ผู้ที่ให้ได้แม้สิ่งที่ตัวเองรักย่อมมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากกว่าผู้ที่ไม่เต็มใจยกให้แม้เพียงของเล็กๆ น้อยๆ1. พระเวสสันดรเห็นบุตรเป็นสิ่งของ หรือสินค้าหรือไม่สิ่งนี้ผมเองไม่ใช่พระเวสสันดรก็คงตอบไม่ได้ แต่ขอวิเคราะห์ต่อดังนี้1.1 พระเวสสันดรเห็นบุตรเป็นสิ่งของแบบนี้ถึงยกบุตรทั้งสองคนให้กับชูชก ทานที่ทำก็เป็นเพียงอามิสทานเท่านั้นครับ เพราะทานบารมีอยู่ที่จิตใจ ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ให้1.2 พระเวสสันดรรักบุตรมากแน่นอนว่ากรณีนี้หัวอกผู้เป็นพ่อคงแทบแตกสลายเมื่อต้องยกบุตรให้ชายชราที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า หลังจากที่ยกให้ไปแล้วจิตใจย่อมเข้มแข็งมากครับ สิ่งนี้แหละที่เรียกว่าบารมี2. เหตุใดการให้บุตรของตนจึงเป็นทานบารมีที่ยิ่งใหญ่จากคำชี้แจงเรื่องบารมีของผม จะเห็นได้ว่าหากมองว่าบารมีเป็นเครื่องแสดงการฝึกตนชนิดหนึ่ง คนที่ทำการฝึกหนักกว่าย่อมต้องมีความพร้อมมากกว่าคนที่ฝึกแต่เบาๆ เหยาะแหยะ หรือว่าไม่ฝึกเลยการฝึกจิตใจในแง่การให้ "สิ่งมีค่า" นั้น หากให้สิ่งที่มีค่าขนาดเป็นแก้วตาดวงใจของตนดังเช่นบุตรจึงถือว่าเป็นการฝึกที่หนักยิ่งกว่าการให้แก้วแหวนเงินทองอย่างเทียบไม่ได้

  5. somtui
    18 July 2011 at 9:30 AM

    เห็นด้วยครับ
    จริยธรรมยุคที่นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นมันต่ำมาก ล้าสมัย คนไทยก็โง่พยายามจะบิดนิทานให้เข้ากับสังคม
    แทนที่จะยอมรับว่าพระเวสสันดานเป็นคนชั่วในสมัยนี้ แค่นี้ก็จบ

    ไม่ใช่แค่พระเวสสั้นดร ชาดกอื่นๆก็ชั่วๆทั้งนั้น เช่นเตมีไบ้ กระต่ายบนดวงจันทร์ และอื่นๆ มันเป็นนิทายสมัยอินเดียยุคสำริด คติสอนใจใช้ไม่ได้แล้วกับสังคมคุคไหม่ที่นับถือสิทธิส่วนบุคคล

  6. somtui
    18 July 2011 at 9:58 AM

    อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกา ศาสนาต้องถูกวิจารณ์ได้ ไม่จำเป็นต้องเชื่อถ้ามันไม่ดี คุณทำถูกแล้ว ลองศึกษาต่อไปคุณจะเจอว่าคำสอนศาสนาพุทธ(ซึ่งจริงๆแล้วก็ยังนับว่าทันสมัยกว่าบางศาสนา) มีอีกหลายจุดที่ไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคล ไม่สมเหตุสมผล ขัดแย้งกันเอง หรือไม่ก็ขัดกับจริยธรรมของสมัยนี้

    พระเวสสันดรนอกจากยกลูกแล้ว ยังยกเมียให้ฤาษี แต่ทีนี้สังคมสมัยนั้นคงถือเรื่องเมียไปเป็นเมียคนอื่นมากกว่าเรื่องลูกไปเป็นทาส ก็เลยแต่งให้พระอินทร์แปลงลงมาขอ แล้วก็เอานางมัทลีมาคืน เพราะถ้าเป็นชูชกขอไปคงเสร็จชูชก จะแต่งให้กลับไปครองราชร่วมกับพระเวสสันดรก็คงกระดาก

    เรื่องบริจาคทานนี้พระเวสสันดร ไม่ได้บริจาคแต่ลูกเมียตัวเอง ลูกเมียคนอื่นก็ไม่เว้น ก่อนออกบวชก็ทำสัตตสดกมหาทาน คือบริจาควัตถุทาน(เน้นว่าวัตถุ) อย่างละ 700 ตัว เช่น ช้าง ม้า วัวนม ทาชชายทาสหญิง และนางสนม อีกนัยหนึ่งก็คือ นางสนม ทาสชายและทาสหญิง มีค่าของชีวิตเท่ากับวัวนมตัวหนึ่งเท่านั้นเอง

    พวกที่มันเชื่อมันก็จะเบี่ยงประเด็นดัดเหตุให้เข้าผลเหมือนอย่างในพระเวสสันดร แต่คนมีเหตุผลอย่างคุณกับผมก็จะไม่เชื่ออยู่ดี เรามาเป็นพลังให้กับสังคมยุคใหม่ ไม่ยึดติดกับเรื่องงมงายกันเถอะ

  7. NOZ
    19 July 2011 at 1:18 AM

    เพิ่งเห็นว่า comment#2 ที่เข้ามาด่าผมหายไป
    เข้าใจว่าคงเข้ามาลบ เพราะก่อนหน้านี้ blog นี้อยู่บน MS Space ซึ่งเจ้าของ comment จะลบของตัวเองได้

    อ่านแล้วตอบคร่าวๆละกันนะครับ
    Comment#3 ลองอ่าน ย่อหน้าแรกสุด ก่อนอ่านประโยค “นี่ถ้าวันนี้ไม่บังเอิญได้ยินเสียงจากทีวีมาเข้าหู ก็คงไม่นึกแบบนี้” นะครับ ค่อยๆอ่านจากบนลงล่างใหม่อีกครั้ง … แล้วลองคิดอีกทีว่า ประโยคนี้ ผมสื่อว่าทีวีทำให้ผมคิดอย่างนั้น หรือผมคิดคำถามเหล่านั้นขึ้นมาเอง

    Comment#3 ลองอ่านตรงส่วน P.S. อีกครั้ง แล้วลองตีความว่า ผมจะสื่อว่า ผมไม่ได้แคร์เลยว่าพระเวสสันดรจะแต่งงานอายุเท่าไหร่ แต่ผมตั้งคำถามกับคนในสังคมที่เหลือ ที่คิดว่าตัวเองมีศีลธรรมจริยธรรมสูงกว่าคนอีกจำนวนหนึ่งในสังคม และต้องการนำบรรทัดฐานของตัวเอง ไปใช้กับคนอื่นๆในสังคม

    Comment#4 คุณจะนับถือหรือไม่นับถืออะไร ไม่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของคำตอบของคุณที่มีต่อผมหรอกครับ อยากนับถืออะไรก็ตามสบาย … คำตอบของคุณ ไม่ได้ตอบว่า ความเป็นเจ้าของก่อนที่จะสามารถให้ได้นั้น มันเริ่มมาเมื่อไหร่ … ถ้าผมมีภรรยาและบุตร แต่ไม่เคยคิดว่าเค้าเหล่านั้นมีผมเป็นเจ้าของหล่ะ เคสนี้คุณจะอธิบายอย่างไร … แล้วความรักกับความเป็นเจ้าของ มันต้องเกี่ยวเนื่องกันด้วยหรือ … คนที่คิดว่าเกี่ยวเนี่ย เป็นคนยึดมั่นถือมั่นมากไปเองรึป่าว

    Comment#5 จริยธรรมในแต่ละยุคสมัยก็แตกต่างกันไป เป็นเรื่องปกติครับ … ที่ไม่ปกติคือ คนที่คิดว่าศีลธรรมสมบูรณ์ จริยธรรมสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นจริงเสมอ โดยไม่ต้องดูบริบทใดๆ มีอยู่จริง … ทั้งที่หลายๆตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่า ศีลธรรม จริยธรรม เปลี่ยนแปลงตามทัศนคติ และค่านิยม ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และช่วงเวลา

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: