Home > News and politics > Worse than a coup & ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตร

Worse than a coup & ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตร

ช่วงนี้ ต้องยอมรับว่า เรื่องของ พันธมิตรฯ เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจทั่วไป
ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่ละวัน เราไม่สามารถหลุดพ้นจากข่าวสารที่เกี่ยวเนื่องถึง พันธมิตรฯ ได้

ไหนๆก็หนีไม่พ้นแล้ว ลองอ่าน 2 บทความที่หามาฝาก ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
เริ่มกันที่ "ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตร" โดย เกษียร เตชะพีระ
ว่าด้วยการวิเคราะห์ ข้อสังเกตุต่างๆที่เกิดขึ้น กับปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตร
ปิดท้ายด้วย Worse than a coup จากนิตรสาร The Economist
เป็นบทความว่าด้วยมุมมองของโลกภายนอก มองเข้ามาในประเทศไทย
มีการนำทั้งเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2006 มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน


"ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตร"

โดย เกษียร เตชะพีระ

วันที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11136 มติชนรายวัน
 
ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ และจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างก็ตาม การเคลื่อนไหวประท้วงของ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" รอบ 2 ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมศกนี้เป็นต้นมา นับเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจชวนขบคิดวิเคราะห์

โดยที่ยังไม่อาจคิดเรียบเรียงเป็นระบบครบถ้วนกระบวนความ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตขั้นต้นบางอย่างเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะและแนวโน้มของม็อบพันธมิตรในที่นี้ : –

1) การชุมนุมมาราธอนของพันธมิตรที่ยืดเยื้อมาได้นานร่วม 100 วันเพราะได้แรงความชอบธรรม หรืออย่างน้อยก็อดกลั้นอดออมจากสาธารณชนที่ตระหนักเห็นความบกพร่องพิกลพิการของระบอบการเมืองประชาธิปไตยรัฐสภาจากการเลือกตั้งดังที่เป็นอยู่

จะว่าไปแล้วตลอด 100 วันที่ผ่านมานั้น ตัวรัฐบาลสมัครและระบบรัฐสภาเองนั่นแหละที่ราวกับเปิดช่องชงเรื่องตั้งลูกจุดประเด็น-ไม่ว่าโดยจงใจหรือไร้เจตนา ไม่ว่าโดยแผนการหรือเป็นไปตามระบบ-ให้พันธมิตรหยิบไปเปิดโปงตีกินขยายความปลุกระดมความไม่พอใจและไม่ไว้วางใจของสาธารณชนได้เรื่องแล้วเรื่องเล่าไม่หยุดหย่อน

ตั้งแต่กรณีผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างปิดแคบรีบร้อนรวบรัด, คำปราศรัยในอดีตของ รมต.จักรภพ, มรดกโลกเขาพระวิหาร, การปรับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว, แผนเมกะโปรเจ็คต์บางโครงการ, การแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับควบคุมตลาดหลักทรัพย์และธนาคารแห่งประเทศไทย, ไปจนถึงโครงการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ที่เบียดขับรุกรานเด็กนักเรียนและชาวบ้าน ฯลฯ

พูดอีกอย่างก็คือ โดยไม่ต้องเห็นด้วยกับเป้าหมายและวิธีการทั้งหมดทุกอย่างของพันธมิตร แต่สาธารณชนก็รู้สึกได้ว่าระบอบประชาธิปไตยรัฐสภายังแสดงอาการรวมศูนย์อำนาจและผูกขาดอธิปัตย์ (centralism & monism ในการวิเคราะห์ของอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์) เรื้อรังออกมาไม่หยุดหย่อนเหมือนดังที่เคยเป็นมาและเป็นอยู่ จึงต้องการพลังอะไรสักอย่างไปคัดคานถ่วงดุลตรวจสอบมันไว้

หากศาลตุลาการและองค์กรอิสระเป็นพลังถ่วงดุลตรวจสอบภายในระบบ พันธมิตรก็ทำตัวเสมือนเป็นพลังถ่วงดุลตรวจสอบหนุนเสริมอยู่นอกระบบ – ในกรณีที่พลังภายในระบบทัดทานไม่ไหวหรือไม่ทันกาล

มองเฉพาะแง่มุมเดียวนี้ พันธมิตรจึงดูเหมือนแสดงบทบาทหน้าที่จำเป็นบางอย่างสำหรับระบบการเมืองแบบนี้ (systemic function)

2) ม็อบมาราธอนของพันธมิตรน่าจะเป็นการชุมนุมประท้วงครั้งแรกของโลกที่ถ่ายทอดสดทางทีวีดาวเทียม, วิทยุ และอินเตอร์เน็ต 24/7 (วันละ 24 ชั่วโมง/สัปดาห์ละ 7 วัน) ต่อเนื่องกันนานนับ 100 วัน

ทำให้มันมีลักษณะผสมผสานอย่างพิสดารระหว่าง reality show กับการรณรงค์ต่อสู้ทางการเมือง

ซึ่งเปลี่ยนขยายปรากฏการณ์ audience democracy (ประชาธิปไตยของผู้ชมในตะวันตกช่วงหลังนี้ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นแค่ผู้ชมผู้ฟังบรรดานักการเมืองอาชีพเล่นบทบาทกันไปบนเวทีการเมืองแล้วก็ให้เรตติ้งคะแนนนิยมผ่านการสำรวจหยั่งเสียง) ออกไป

ให้สามารถมี virtual participants นอกสถานที่ชุมนุม (ผู้เสมือนเข้าร่วมจริง – ไปม็อบได้โดยไม่ต้องออกนอกบ้านหรือออฟฟิศ) มากมายเหลือคณานับกว่าที่พบเห็นในที่ชุมนุม โดยเสียบหูฟังวิทยุคลื่น FM 97.75 หรือเปิดโฮมเธียเตอร์ช่องเอเอสทีวีดังสนั่นลั่นห้อง ให้ความรู้สึกเหมือนร่วมรับฟัง/รับเห็น/รับรู้/รู้สึกอยู่ในที่ชุมนุมตลอดเวลาไม่ว่ากำลังทำงาน ทานข้าว หรือเข้านอน

ทว่า ผลด้านกลับของมันคือทำให้การชุมนุมของพันธมิตรน่าจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายรายวันแพงที่สุดในโลกด้วย เพราะไม่เพียงค่าเช่าเวทีอุปกรณ์แสงเสียง ค่าน้ำมันปั่นเครื่องไฟ ค่าสวัสดิการอาหารของคณะทำงาน วิทยากรและศิลปิน ยังมีเงินเดือนและค่าดำเนินการถ่ายทอดสดจากที่ชุมนุมของทีมเอเอสทีวีอีกต่างหาก รวมแล้วตกถึงวันละ 5 แสน-1 ล้านบาทแล้วแต่จำนวนผู้ชุมนุม ขณะเงินบริจาคและรายได้จากการขายเสื้อยืดสิ่งของเครื่องใช้เกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงเข้ามาประมาณวันละ 3 แสน-กว่า 1 ล้านบาท

ด้วยเงินงบประมาณรายวันขนาดนี้คงพอให้การชุมนุมประท้วงปกติธรรมดาของชาวบ้าน หรือแม้แต่ของ นปก. ที่ย่อมเยากว่ายืนยาวไปได้นานเป็นสัปดาห์ทีเดียว

ปรากฏว่าใน 25 วันแรกของการชุมนุม พันธมิตรมีรายได้ 26 ล้านบาท ใช้จ่ายไป 24 ล้านบาท (สุริยะใส กตะศิลา), ในการชุมนุมกว่า 3 เดือน พันธมิตรผลิตเสื้อ "ลูกจีนรักชาติ" ออกขาย 9 หมื่นตัว ได้เงินกว่า 25 ล้านบาท (ชัยอนันต์ สมุทวณิช), จนหลังบุกยึดทำเนียบ พันธมิตรก็ยังมีเงินเหลือในบัญชี 6.6 ล้านบาทและทองคำแท่งหนัก 80 บาท (จำลอง ศรีเมือง)

การชุมนุมแบบพันธมิตรจึงมีภาระทางการเงินหนักเป็นพิเศษ ความข้อนี้บ่งชี้ลักษณะด้านฐานะเศรษฐกิจ สังคมและวิถีชีวิตของฐานผู้สนับสนุนและเข้าร่วมได้พอสมควร

3) พูดอย่างรวบยอด การชุมนุมของพันธมิตรคือพลังฝ่ายค้านทางการเมืองตัวจริงเสียงจริงในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแค่ตัวประกอบ (ใครยังจำได้ว่ามีพรรคฝ่ายค้านนี้อยู่บ้าง…?)

เพียงแต่ข้อต่างที่มีนัยสำคัญคือพันธมิตรเป็นพลังฝ่ายค้านที่ต่อต้านทั้งระบบการเมือง (ในความหมาย a force of resistance to the whole political system) ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้านปกติธรรมดาในระบบการเมือง (ในความหมาย an opposition party in the political system)

พูดเพื่อเข้าใจง่ายๆ ได้ว่า พันธมิตรคือ "พรรค" ราชาชาตินิยมฝ่ายค้านตัวจริงนอกระบบรัฐสภา ที่ไม่ลงเลือกตั้งเพราะถึงลงก็คงแพ้พรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นซึ่งทุนหนาและกุมเสียงส่วนใหญ่ในชนบทแน่นกว่า

ทางเดียวที่ "พรรค" พันธมิตรจะชนะและยึดอำนาจรัฐได้จึงไม่ใช่ผ่านการเลือกตั้ง แต่ต้องโดยวิถีทางอื่น-ดังได้พิสูจน์ให้เห็นซ้ำซากครั้งแล้วครั้งเล่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา-ไม่ว่าโดยการชุมนุมประท้วง, รัฐประหาร, หรือลุกขึ้นสู้ (general uprising-ปราโมทย์ นาครทรรพ) ในครั้งนี้ก็ตามที

การดำรงอยู่ของพันธมิตรรวมทั้งพลังทางการเมืองและสังคมซึ่งมีพวกเขาเป็นตัวแทนในฐานะขั้วหนึ่งของคู่ขัดแย้งหลักทางการเมืองปัจจุบันจึงเป็นปัจจัยแห่งความไร้เสถียรภาพในระบบการเมืองอยู่แล้วโดยตัวของมันเองเป็นธรรมดา

ยิ่งกว่านั้นการที่พันธมิตรเข้าใจว่าตนเองเป็นเครื่องมือแบบการเมืองมวลชนเพื่อไปบรรลุสิ่งซึ่งตนเองเข้าใจว่าเป็นพระราชประสงค์ขององค์พระประมุข โดยก้าวข้ามช่องทางสถาบันการเมืองทางการทั้งหมด (คำปราศรัยบนเวทีก่อนเป่านกหวีดบุกยึดทำเนียบของสนธิ ลิ้มทองกุล, พิภพ ธงไชย เป็นต้น) จึงน่าวิตกว่าจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิอาจทำงานตามครรลองกลไกกระบวนการปกติของมันได้ เกิดอาการไฟช็อร์ตลัดวงจร กระทั่งหมดสภาพลง

กรณีตัวอย่างที่พอยกมาเปรียบเทียบได้ในบางแง่มุมคือสถานการณ์ในเมืองจีนช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม

4) ในสายตาผม แนวโน้มน่าห่วงที่สุดของม็อบพันธมิตร คือท่าทีต่อปัญหาจริยธรรมว่าด้วยวิธีการ (the ethics of means)

เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองที่ตนเห็นว่าถูกต้องดีงาม พันธมิตรไม่เลือกวิธีการที่ใช้ จะใช้วิธีการอะไรก็ได้ จะชอบหรือไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมหรือหลักการทางการเมืองอย่างไรก็ได้ ขอแต่ให้บรรลุเป้าหมายได้เป็นพอ เข้าทำนอง The end justifies the means. หรือเป้าหมายให้ความชอบธรรมกับวิธีการ

เหตุผลที่พันธมิตรอ้างมักมี 2 ประการด้วยกัน คือ

ก) ศัตรูที่เราสู้ด้วยเป็นคนสกปรกเลวทรามต่ำช้าถึงขนาดฝ่ายมันเองก็ไม่เลือกวิธีการเวลาสู้กับเรา ฉะนั้น จัดการกับคนชั่วช้าแบบนี้ก็ไม่ต้องเลือกหรือจำกัดรูปแบบวิธีการเหมือนกัน มิฉะนั้นจะตกเป็นเหยื่อมัน (ประพันธ์ คูณมี, และชุดคำอธิบายเหตุที่พยายามบุกยึดสถานี NBT ของผู้นำพันธมิตร)

ข) สิ่งที่เรามุ่งพิทักษ์ปกป้องไว้นั้นสำคัญสูงสุดเสียจนกระทั่งกดลบกลบทับหลักเกณฑ์หลักการอื่นๆ ทั้งหมด หลักเกณฑ์หลักการอื่นจึงชาชืดจืดจางลงสิ้นเมื่อนำมาเปรียบด้วย เพราะฉะนั้นเพื่อรักษาสิ่งสำคัญสุดยอดไว้ แม้จะต้องละเมิดหักรานหลักเกณฑ์หลักการอื่นไปบ้างก็ต้องทำ (สนธิ ลิ้มทองกุล)

พันธมิตรจึงพร้อมหยิบฉวยประเด็นร้อนแรงแหลมคมต่างๆ ไม่ว่า ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ปลุกความคลั่งชาติเรื่องดินแดน ฯลฯ มาเป็นยุทธวิธีปลุกเร้าผู้คนให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลและทักษิณ

ผมไม่เห็นด้วยกับท่าทีเช่นนี้ ผมเห็นว่ามันสุ่มเสี่ยงอันตรายที่จะปลุกพลังรุนแรงที่อาจควบคุมไว้ไม่อยู่ขึ้นมาจนพลอยไปทำร้ายทำลายผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหรืออย่างเกินกว่าเหตุ อีกทั้งยังเห็นมนุษย์คนอื่นเป็นเครื่องมือ เป็นเหยื่อ และเป็นเครื่องบูชายัญสังเวยเป้าหมายความเชื่อของตนเอง

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ว่า วิธีการคือหน่ออ่อนที่จะเติบใหญ่ขยายตัวกลายเป็นเป้าหมายในอนาคตข้างหน้า (Means is the end in the process of becoming.) ฉะนั้น หากเลือกวิธีการเลวร้ายตอนนี้แม้ในนามของเป้าหมายที่ดีงามในอนาคต แต่ในที่สุดแล้ววิธีการเลวร้ายที่เลือกก็รังแต่จะเติบใหญ่ขยายตัวลงเอยกลายเป็นเป้าหมายที่เลวร้ายในบั้นปลายนั่นเอง

ฐานคิดทางปรัชญาของปฏิบัติการไม่รุนแรงและอารยะขัดขืนที่แท้จึงได้แก่หลักความเป็นเอกภาพของคุณค่าทางศีลธรรมระหว่างเป้าหมายกับวิธีการ (moral unity of the end and the means) เป้าหมายดี ต้องเลือกใช้วิธีการดีด้วย, หากเลือกใช้วิธีการเลว เป้าหมายจะออกมาดีนั้นเป็นไปไม่ได้

5) ตอนนี้บ้านเมืองของเรากำลังอยู่ตรงริมเหวแห่งการลุกขึ้นสู้ทั่วไปของประชาชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านรัฐบาล

เป็นจุดเดียวกับที่บ้านเมืองเราเคยเดินมาถึง ณ วันสุกดิบก่อน 14 ตุลาคม 2516 และ 17 พฤษภาคม 2535…และแล้วเราก็ถลำลึกลงไป

เราเดินมาถึงจุดนี้วันนี้ได้ก็เพราะความผิดพลาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง และที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

จากจุดนี้ไปอีกนิดเดียว น่ากลัวว่าไฟจะลุกเผาบ้านเผาเมือง เลือดไทยจะนองถนนด้วยฝีมือไทยกันเองอีก

จะหยุดและหลีกพ้นหุบเหวนี้ได้

-ฝ่ายรัฐต้องถอนกำลังฝ่ายความมั่นคงหลีกห่างออกมาจากการเผชิญหน้ากับมวลชนพันธมิตรทุกที่ทุกแห่งอย่างเร่งด่วน

-ผู้นำพันธมิตรที่ถูกออกหมายจับทั้ง 9 คนต้องมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเพื่อเข้าสู่การต่อสู้ในกระบวนยุติธรรมตามกฎหมายทันที

จากนี้กระบวนการทางการเมืองและกฎหมายจะได้ดำเนินต่อไปตามกฎเกณฑ์กติกาของมัน แทนที่จะเดินหน้าสู่การทำร้ายทำลายกันที่ทุกฝ่ายล้วนพ่ายแพ้

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act04050951&sectionid=0130&day=2008-09-05


Worse than a coup

The Economist print edition

Sep 4th 2008

An authoritarian rabble should not be allowed to turf out a deeply flawed but popularly elected government

STANDING up for democracy sometimes entails standing up for some unappealing democrats. Thailand’s pugnacious prime minister, Samak Sundaravej, is an especially hard man to defend. A ferocious rightist, Mr Samak was accused of inciting the policemen and vigilantes who slaughtered dozens of unarmed student protesters in Bangkok in 1976. On becoming prime minister following the election last December that restored democratic rule after a 2006 coup, Mr Samak chose for his cabinet some of the most unsavoury figures linked to the government of Thaksin Shinawatra, the prime minister deposed in the coup. But with the army on the streets of Bangkok again, Mr Samak is for once, if not in the right, then at least less wrong than those calling for his head.

His government is deeply flawed. But it would be wrong and dangerous if the authoritarian rabble who have seized Government House in Bangkok forced it out of office. After violent clashes between supporters and opponents of the government, Mr Samak this week declared a state of emergency in Bangkok (see article). The army chief backed his decision, but by mid-week was still ruling out the use of force to clear the squatters out. If the protesters, the woefully misnamed People’s Alliance for Democracy (PAD), do succeed, democracy in Thailand—not so long ago a beacon, by Asian standards, of pluralistic politics—will be in grave danger.

Some in the crowds at PAD rallies are liberals, appalled both at the abuses of power in Mr Thaksin’s government and the sad signs that Mr Samak’s is no better. The PAD’s leaders, however, are neither liberals nor democrats. A gruesome bunch of reactionary businessmen, generals and aristocrats, they demand not fresh elections, which they would lose, but “new politics”—in fact a return to old-fashioned authoritarian rule, with a mostly appointed parliament and powers for the army to step in when it chooses. They argue that the rural masses who favour Mr Thaksin and Mr Samak are too “ill-educated” to use their votes sensibly. This overlooks an inconvenient electoral truth: the two prime ministers had genuinely popular policies, such as cheap health care and credit.

The palace and a Burmese road to ruin

As in the build-up to the 2006 coup, PAD leaders are trying to oust a popular government on the bogus pretext of “saving” Thailand’s revered King Bhumibol from a supposed republican plot. Some of the PAD protesters reportedly believe their sit-in has the crown’s tacit backing. Almost anywhere else, the police would have removed them, forcibly if necessary, by now. But it is whispered that the PAD has protectors “on high”—hardline army generals and possibly figures in the royal palace (though not the king himself). This may be nonsense; but by preventing the discussion and hence refutation of such royal rumours, Thailand’s harsh, much-abused lèse-majesté law has the ironic effect of helping them spread.

In the official version of modern Thai history, the king is the great defender of peace and democracy, who comes to the rescue at moments of crisis. Now would seem to be one such moment: some wise words from the king could do much to defuse tension. Thais like to believe they are good at seeking compromise to avoid conflict. But there has been little sign of compromise in the past three years, and there is now the risk of a bad one. The elected government might be forced out of office to pacify the PAD’s demagogues, it might be made to share power with the undeserving opposition Democrat party, which has shown little leadership while waiting for power to be handed it on a plate, or, as in Bangladesh, a civilian front might provide a cloak for de facto military rule.

It is just possible to imagine a decent compromise in which Mr Samak gives way to a more emollient figure from the ruling coalition—and the PAD and its supporters in the army, the bureaucracy and (if they exist) the royal palace accept the verdict of the people. But the PAD’s leaders may well not stop until they have imposed their own, undemocratic vision of Thailand. In this sense they are even more pernicious than the coupmakers of 2006, who at least promised to restore elected government and, under popular pressure, did so.

Prosperous, modern and open, Thailand has so far inhabited a different era from the dark ages in which its dismal neighbour, Myanmar, languishes under a thuggish, isolationist junta. Thailand’s foreign friends should make clear to the Thai elite that toppling elected governments would be a step backwards. As Myanmar has found, it might also court sanctions. Foreign tourists, seeing the unchecked disorder on their television screens, including blockades of some airports, may soon be imposing a boycott of their own.

From : http://www.economist.com/opinion/displaystory.cfm?story_id=12070465


Other Interesting Related Items From The Economist

Thailand’s political stand-off – Sep 4th 2008
http://www.economist.com/world/asia/displaystory.cfm?story_id=12056833
A state of emergency in Thailand – Sep 2nd 2008
http://www.economist.com/world/asia/displaystory.cfm?story_id=12037612

Categories: News and politics
  1. 11 September 2014 at 12:34 PM

    These holiday rentals are sure to offer absolute privacy, with no intrusions,
    no hectic daily routines, and nothing else but complete repose.
    The Lares trek certainly fulfills this last criterion. The three-story building is
    home to a variety of works by modern British artists.

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: