Home > News and politics > การเมืองใหม่-ประชาธิปไตย 70 = 30 คือสภาขุนนาง

การเมืองใหม่-ประชาธิปไตย 70 = 30 คือสภาขุนนาง

จะ 70:30 หรือ 50:50 ความแตกต่างในบริบทแทบไม่มี
สิ่งที่พันธมิตรประชาชนฯ เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่า ไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน
จะสภาอาชีพหรืออะไรก็แล้วแต่
อาชีพ อย่างโสเภณี เด็กปั้ม หรือพนักงานทำความสะอาดก็คงไม่ได้เป็นตัวแทนในสภานั้น
มันจะต่างอะไร ในเมื่อคนที่จะได้เป็นตัวแทน ก็คงเป็นพวกนายกสมาคมอาชีพต่างๆ
ซึ่งคงมีแต่คนระดับสูงเท่านั้นอีก

ถ้าเสนอการเมืองใหม่แบบนี้ อย่าใช้คำว่าประชาธิปไตยในชื่อตัวเอง
และอย่าพยายามบอกว่าตัวเองเรียกร้องประชาธิปไตยเลย


การเมืองใหม่-ประชาธิปไตย 70 = 30 คือสภาขุนนาง

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย อภิชาต สถิตนิรามัย apichat@econ.tu.ac.th

สำหรับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การเมืองใหม่ที่ 70 = 30 และยังเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะ 70 = 30 คือข้อเรียกร้องของชนชั้นกลางและอภิสิทธิ์ชนที่ต้องการสร้างระบอบการปกครองโดย "สภาขุนนาง" (philosopher kings) ผู้ถึงพร้อมด้วยการศึกษาและอุดมคุณธรรมขึ้น เพื่อใช้กีดกันรากหญ้าออกจากส่วนแบ่งอำนาจทางการเมือง การเมืองใหม่ก็คือการชี้หน้าหลุมศพวีรชนเดือนตุลาว่า สิ่งที่คนหนุ่มสาวเรียกร้องในครั้งนั้น (รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง) เป็นความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ที่เปิดทางให้ระบอบรัฐสภาในปัจจุบันลงหลักปักฐานในสังคมไทย ในแง่นี้การเมืองใหม่จึงเท่ากับการทุบทิ้งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม และการสร้างอนุสาวรีย์ให้สามทรราช ถนอม-ประภาส-ณรงค์ เพื่อยืนยันว่าระบอบการเมืองก่อนเดือนตุลาคม 2516 เป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรมแล้ว

ทำไมผมเห็นว่าการเมืองใหม่คือการสร้างสภาขุนนาง คำตอบคือฐานคิดของ 70 = 30 ตั้งอยู่บนบทวิเคราะห์ที่ว่า วิกฤต การเมืองปัจจุบันมีต้นตอจากปัญหาการขายเสียงของคนจนรากหญ้า ในขณะที่พฤติกรรมขายเสียงเกิดขึ้นเพราะคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมขาดการศึกษา ขาดข้อมูล จึงถูกชักจูงให้ขายเสียงแก่นักเลือกตั้ง ในภาษาพูด การวิเคราะห์เช่นนี้ก็คือการกล่าวหาและดูถูกคนรากหญ้าว่า "โง่" หรือไม่ก็เห็นว่าคนจนขายเสียงแลกกับเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาทนั้น เป็นเพราะรากหญ้าขาดจิตสำนึกทางการเมือง ข้อหานี้จึงเท่ากับการกล่าวหาคนจนว่าขาดจริยธรรม หรือ "งก" นั่นเอง สรุปแล้วคนจน/รากหญ้าคือคนที่ตัดสินใจทางการเมืองแบบไร้เหตุผล-ไม่โง่ก็งก ในอีกด้านหนึ่งนักการเมืองก็คือผู้ทำธุรกิจ-การเมืองโดยการลงทุนซื้อเสียง เพื่อกุมตำแหน่งรัฐมนตรี แล้วนำอำนาจบริหารไปใช้ถอนทุนคืนผ่านการทุจริต โกงบ้านกินเมือง ซึ่งก็เป็นปัญหาขาดจริยธรรมอีกเช่นกัน และนำมาซึ่ง "วิกฤตที่สุดในโลก"

เมื่อลดทอนต้นตอ "วิกฤตการเมือง" ลงเหลือเพียงแค่ปัญหาโง่และงกแล้ว ข้อสรุปเชิงตรรกะจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องสรุปว่า คนจนไม่พร้อม/ไม่สามารถที่จะปกครองตัวเองได้ตามระบอบประชาธิปไตย จึงต้องถูกปกครองด้วยผู้มีความรู้และอุดมจริยธรรม แล้วใครล่ะจะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยการศึกษาและคุณธรรม หากไม่ใช่เหล่า "ขุนนางและผู้ดี" (ข้าราชการระดับสูง ทั้งทหาร พลเรือน และอภิสิทธิ์ชน) เช่น คุณอานันท์ ปันยารชุน (นายกฯในฝันของชนชั้นกลางและสูง) ดังนั้น 70 จึงเท่ากับ 30 ได้ และยังเป็นประชาธิปไตยอีกด้วย

กรอบการวิเคราะห์ปัญหาข้างต้นตั้งอยู่บนฐานคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะของปัญญาชนฝ่ายพันธมิตรฯ บางคนที่สอนวิชาปรัชญาการเมืองทั้งที่จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ โดยรากศัพท์แล้ว คำว่า "demos" แปลว่าคนจน ซึ่งในสังคมไหนๆ ก็คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้น demo-cracy จึงแปลว่า ระบอบการเมืองที่คนจนเป็นใหญ่ แต่ปัญญาชนเหล่านี้ไม่เคยเชื่อมั่นเลยว่าคนจนจะสามารถปกครองตัวเองได้ หากให้คนทุกชั้นทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน (1 คน-1 เสียง) ในการตัดสินใจทางการเมืองแล้ว ชะตากรรมของประเทศจะจบลงแบบเดียวกับที่นครรัฐเอเธนส์ต้องล่มสลายลง เพราะสภาของนครรัฐมีคนจนเป็นเสียงข้างมากที่โง่/งก จึงถูกชักจูง/ตกเป็นเหยื่อ/ถูกหลอกโดยวาทศิลป์ของนักการเมืองผู้ไร้จริยธรรม ดังนั้นในสายตาของปัญญาชนฝ่ายพันธมิตรฯเหล่านี้ ระบอบการปกครองที่ดีที่สุดก็คือการปกครองโดยผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และอุดมคุณธรรมประกอบกันขึ้นเป็นสภาขุนนาง 70 = 30

สำหรับผมแล้ว ความเชื่อข้างต้นขัดกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นเราจะเรียกระบอบสภาขุนนางว่าอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตย ผมเห็นว่าระบอบหนึ่งๆ จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่นั้นจะต้องตั้งอยู่บนฐานคิด 2 ข้อ คือ 1.เชื่อว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเขาจะยากดีมีจน จะเป็นตาสีตาสา หรือจบ Ph.D. ไม่ว่าจะเกิดในชาติตระกูลใด 2.เชื่อว่า demos-คนจนเป็นคนตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุด้วยผล (rational choices)

หากเชื่อในความมีเหตุผลของคนทุกคนแล้ว เราจะวิเคราะห์ปัญหาคนจนขายเสียงได้ใหม่ โดยไม่ต้องมองว่าคนจนเท่ากับคนโง่/งก แต่มันเป็นพฤติกรรมที่มีเหตุผลรองรับ ในยุคก่อนรัฐบาลทักษิณ การเลือกตั้งระดับประเทศไม่เคยมีผลใดๆ ต่อรากหญ้า/คนจนเลย ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำรัฐบาล หรือใครจะเป็นนายกฯ ชีวิตของชาวบ้านก็ยังเหมือนเดิม ดังนั้นผลประโยชน์ของการลงคะแนนโดยไม่ขายเสียงให้แก่พรรคใดก็ตามจึงมีค่าเท่ากับศูนย์ ในขณะที่ผลประโยชน์จากการขายเสียงมีค่ามากกว่าศูนย์แน่นอน มันจึงสมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่คนจนจะเลือกขายเสียง

ส่วนในยุคทักษิณ เช่น การเลือกตั้งปี 2548 นั้น การขายเสียงของ demos ยิ่งสมเหตุสมผลมากกว่าเดิม เพราะยังไงๆ ก็จะเลือกพรรคไทยรักไทยอยู่แล้ว ด้วยนโยบาย 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ เมื่อนักการเมืองแถมเงินให้เป็นค่าเหนื่อยในการกาบัตรแล้ว ทำไมชาวบ้านจะไม่รับ อาจจะมีผู้โต้แย้งว่าเหตุผลของการขายเสียงข้างต้นเป็นแต่เพียงการคำนวณถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเองโดยไม่คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของทั้งประเทศ พูดง่ายๆ คือความงกแบบหนึ่งของคนจนนั่นเอง จุดนี้ต้องถามต่อด้วยว่า แล้วชนชั้นไหนไม่งก อย่าลืมว่าการเลือกตั้งปี 2548 คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ก็เลือกไทยรักไทย เพราะหวังว่าจะได้ระบบรถไฟฟ้า อย่าลืมว่าหลักใหญ่ใจความของการเมือง คือ การจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มชนต่างๆ ในสังคม มีการเมืองที่ไหนในโลกนี้หรือที่เป็นเรื่องของศีลธรรมและการบริจาคทาน

ประเด็นที่แท้จริงจึงมีอยู่ว่า ระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นระบอบที่อนุญาตให้เสียงส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือ คนจน ไม่ใช่เทวดาหรือผู้ดีมีตระกูลคนใดเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการจัดสรรผลประโยชน์ผ่านบัตรเลือกตั้ง

ความเชื่อพื้นฐานทั้ง 2 ข้อข้างต้นจึงเป็นที่มาของกฎข้อที่หนึ่งในระบอบประชาธิปไตย คือ กฎที่เสียงส่วนใหญ่ (majority rule) ของคนที่มีเหตุผลและมีความเท่าเทียมกันเป็นผู้ตัดสินใจเลือกชะตากรรมของสังคมเศรษฐกิจหนึ่งๆ ดังนั้นความชอบธรรมหรือไม่ของรัฐบาลในสายตาของนายแดง ณ ทุ่งหมาว้อ หรือนายดำ ณ ทุ่งหมาหลง จะต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่าความเห็นของคุณชายใหญ่ ณ เมืองฟ้าอมร ในแง่นี้นโยบายประชานิยมจะมีความชอบธรรมหรือไม่จะต้องไม่ถูกตัดสินด้วยความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ ณ ท่าพระจันทร์ แต่จะต้องตัดสินด้วยบัตรเลือกตั้ง พูดอีกแบบหนึ่งรัฐบาลจะทำผิดทางนโยบายหรือไม่ (เช่น Bush นำอเมริกาเข้าสู่สงครามอิรัก) จะต้องตัดสินด้วยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

แต่กฎเสียงส่วนใหญ่ไม่ใช่ทั้งหมดของความเป็นประชาธิปไตย แม้มันจะเป็นเงื่อนไขที่ขาดเสียมิได้ กฎข้อที่ 2 คือหลักนิติรัฐ หรือหลักที่รัฐจะต้องมีอำนาจอันจำกัด (rule of laws or limited government) ซึ่งมิได้หมายความว่า การปกครองโดยกฎหมาย เพราะรัฐบาลเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ก็ปกครองด้วยกฎหมาย แต่มีอำนาจตามมาตรา 17 ที่สามารถสั่งประหารใครก็ได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม หัวใจของหลักการนี้คือกรอบจำกัดอำนาจของรัฐไม่ให้ทำตามอำเภอใจของตัวเอง จนกระทั่งรัฐกล้าพูดแบบเดียวกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสว่า "I"m the state" หลักนิติรัฐจึงเป็นหลักในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง ทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง เช่น รัฐจะไม่สามารถยึดทรัพย์สินของเอกชนมาเป็นของรัฐได้ตามอำเภอใจ จะฆ่าคนนอกกฎหมายไม่ได้ ฯลฯ ซึ่งก็คือหลักที่ป้องกันไม่ให้รัฐใช้อำนาจแบบฉ้อฉล (abuse of power) เช่น ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ ซุกหุ้น ฯลฯ ดังนั้นหากรัฐบาลทำผิดกฎข้อนี้แล้วก็จะต้องถูกตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรม ต้องพิสูจน์กันในศาล ที่สำคัญคือความผิดประเภทนี้จะยุบสภา ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงตัดสินไม่ได้ ดังที่นายกฯทักษิณกระทำในช่วงต้นปี 2549 เพราะมันไม่ใช่ความผิด/ถูกทางนโยบาย

สรุปแล้ว ผมเห็นว่าในประชาธิปไตย 70 จะเท่ากับ 30 ไม่ได้ เพราะมันปฏิเสธความเชื่อพื้นฐานสองข้อของระบอบประชาธิปไตย คือ คนเราเกิดมาเท่าเทียมกันและเป็นผู้เลือกกระทำการต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล และปฏิเสธกฎพื้นฐานอีกสองข้อด้วย คือ กฎเสียงส่วนใหญ่ และกฎนิติรัฐ

ผมจะไม่ต่อว่าใครเลยที่เลือกจะไม่เชื่อกฎทั้งสองและฐานคิดอีกสองข้อที่รองรับกฎทั้งสอง แต่ผมขออย่างเดียว คือ ขอให้ประกาศตัวให้ชัดเจนต่อสาธารณะว่าไม่เชื่อ และจะต้องยอมเรียกตัวเองด้วยว่า เป็น "นัก xxx" อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่นักประชาธิปไตย ผมขอร้องล่ะ โดยเฉพาะเหล่านักวิชาการทั้งหลายที่แจกจ่ายแถลงการณ์กันเป็นว่าเล่นในเดือนที่แล้ว

http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02edi03091051&day=2008-10-09&sectionid=0212

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: