Home > News and politics > ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ วิพากษ์การเมืองไทยหลัง “ยุบพรรค”

ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ วิพากษ์การเมืองไทยหลัง “ยุบพรรค”

ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ วิพากษ์การเมืองไทยหลัง “ยุบพรรค”

ภาคต่อจาก blog ครั้งที่แล้วของผม
แถลงการณ์ 5 อาจารณ์นิติธรรมศาสตร์ & การโต้ของ จรัญ ภักดีธนากุล
http://mynoz.spaces.live.com/blog/cns!2AAF032065B8040B!701.entry

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า อ. จรัญ ภักดีธนากุล
เป็นหนึ่งใน บุคคล ที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภาให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2551
หลังจากนั้น วันที่ วันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ผมไม่เห็นด้วย ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความคำว่าลูกจ้าง ไปขนาดนั้น
(อ่าน ที่ อ วรเจตร เขียนละกัน น่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า)
แต่ปัญหาคือ ในเมื่อ คุณตัดสินคดี คุณสมัคร และไปตีความอย่างนั้น
พอถึง กรณีของตัวเอง กลับไม่ใช้มาตรฐานเดียวกัน

และนี่คือมาตราปัญหา ที่ อ. จรัญ ภักดีธนากุล ร่างมาเองกับมือ เห็นมาเองกับตา
ก่อนที่จะนำมาตีความอีกที โดยตัว อ. จรัญ ภักดีธนากุล เอง

มาตรา ๒๐๗

ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้อง

(๑) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
(๒) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วน ท้องถิ่น หรือไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือของหน่วยงานของรัฐ
(๓) ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหา ผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด
(๔) ไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด

ใน กรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูง สุด เลือกบุคคล หรือวุฒิสภาให้ความเห็นชอบบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดยได้รับความยินยอม ของบุคคลนั้น ผู้ได้รับเลือกจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อตนได้ลาออกจากการเป็นบุคคล ตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อได้ว่าตนได้เลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกล่าว แล้ว ซึ่งต้อง กระทำภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกหรือได้รับความเห็นชอบ แต่ถ้าผู้นั้นมิได้ลาออกหรือ เลิกประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยรับเลือกหรือได้รับความเห็นชอบ ให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับ

ที่มา : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐/หมวด ๑๐

 


 

วิวาทะกูรู ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ วิพากษ์การเมืองไทยหลัง “ยุบพรรค”

สนทนาแบบเปิดใจกับ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หน.ภาควิชากฎหมายมหาชน ม.ธรรมศาสตร์ หลังจับมือกับ 5 อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มธ. ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

หลังเหตุการณ์คดียุบพรรค (2 ธันวาคม ) กลุ่ม 5 อาจารย์หนุ่มไฟแรงจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบด้วย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร และ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ไม่เห็นด้วย คือ การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเร่งรีบตัดสินคดีจนทำคำวินิจฉัยผิดพลาดรวมถึงถามหามโนธรรมในการตัดสิน

เป็นอีกครั้งที่จุดยืนทางวิชาการของนักวิชาการกลุ่มเล็กๆ 5 คน ออกมาเขย่าบัลลังก์ศาล และสวนกระแสแบบสุดๆ

เช้าวันหนึ่ง หลังคดียุบพรรค “ประชาชาติธุรกิจ” สนทนาแบบเปิดใจ กับ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฏหมายมหาชน  ม.ธรรมศาสตร์ อีกครั้ง ท่ามกลางฝุ่นตลบการเปลี่ยนขั้วการเมืองไทย  …

@สิ่งที่อาจารย์รับไม่ได้ในเชิงหลักการในคดียุบ 3 พรรค (พลังประชาชน มัชฌิมาธิปไตย  ชาติไทย)

เป็นเรื่องกระบวนพิจารณาครับ ซึ่งสิ่งที่กลุ่ม 5 อาจารย์ได้ออกแถลงการณ์ไป  คือ วันตัดสินยุบพรรค คนก็เห็นว่าการดำเนินกระบวนการพิจารณาวินิจฉัยคดีมีความเร่งรีบอยู่ในตัวเอง  เพราะเมื่อมีการแถลงปิดคดีหลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก็มีการอ่านคำวินิจฉัย

ถ้าถามกันในเชิงกระบวนพิจารณา คนก็จะถามว่าเมื่อแถลงปิดคดีแล้ว ตุลาการแต่ละท่านเขียนคำวินิจฉัยส่วนตนแล้วหรือยัง มีการประชุมปรึกษาคดีเพื่อลงมติในประเด็นของคดีเรียบร้อยแล้วหรือไม่ แล้วการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างทั้งการเขียนคำวินิจฉัยส่วนตน  การลงมติในประเด็นของคดี ตลอดจนการทำคำวินิจฉัยกลางสามารถทำได้เสร็จภายใน ระยะเวลา 1 ชั่วโมงหรือ   ที่สำคัญคือในแง่การอ่านคำวินิจฉัย เราก็จะพบความผิดพลาดเกิดขึ้นในการอ่านคำวินิจฉัย

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการตัดการสืบพยาน หรือการเปิดโอกาสที่ให้คนได้รับผลกระทบโดยตรงในคดี เข้ามาสู่คดี อย่างเช่น  บรรดากรรมการบริหารพรรค ซึ่งเขาจะต้องถูกตัดสิทธิ์

แน่นอน ศาลอาจจะมองว่า  ประเด็นข้อกฏหมายในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด  แต่อย่างที่บอกแม้กฏหมายจะเขียนไว้อย่างไรก็ตาม  ในเชิงของกระบวนพิจารณาใครก็ตามที่ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษา เขาย่อมมีสิทธิ์เข้ามาในคดี  ถ้าจะตัดสิทธิ์เขา ต้องเปิดโอกาสให้เขามีสิทธิ์ที่จะคัดค้านว่า ตัวเขาไม่ได้เกี่ยวพันกับเรื่องนั้นอย่างไร  หรือมีประเด็นอย่างไรที่เขาจะให้การหรือให้ข้อเท็จจริงกับศาล ซึ่งตรงนี้ศาลไม่ได้ทำ

ในแง่ของกระบวนพิจารณา ก็คงเป็นประเด็นหลักในความเห็นของผม  ซึ่งจะนำไปสู่ความเคลือบแคลงของสาธารณะชน รวมถึงเรื่องคุณสมบัติของตุลาการ ซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่

จริงๆ มีคนถามเหมือนกันว่าทำไมถึงมาพูดเรื่องคุณสมบัติตุลาการช่วงนี้  ผมเรียนว่า ก่อนหน้านี้ผมเคยให้สัมภาษณ์นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ในเว็บของคณะนิติฯ  เกี่ยวกับเรื่องคดีของคุณสมัคร (สุนทรเวช)  ผมก็ให้ความรู้ไป ในประเด็นเรื่องการเป็นลูกจ้างของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน

ก่อนหน้านี้  ที่ผมไม่ได้พูดในทางสาธารณะ เพราะผมคิดว่าตัวตุลาการที่มีปัญหาในเรื่องนี้ ควรจะต้องพิจารณาด้วยตัวของท่านเอง  ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องออกไปเรียกร้อง  แต่ว่าเมื่อถึงคราวในการวินิจฉัยคดีที่สำคัญ ก็ต้องมีการตั้งคำถามเหมือนกันว่า ตกลงคุณสมบัติของคนที่วินิจฉัยนั้น เป็นที่ยอมรับ ถูกต้องและใช้มาตรฐานเดียวกัน ที่ได้วินิจฉัยตัดสินคนอื่นเขาหรือไม่

กลับมาที่ประเด็นในทางเนื้อหาของคดียุบพรรค ผมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกับศาลรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง ในการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 237

เรื่องนี้ กลุ่มอาจารย์ทั้ง 5 คน เคยมีการออกแถลงการณ์ไปเมื่อเดือนมีนาคม 2551   ตอนที่กกต.จะวินิจฉัยเรื่องนี้ ผมก็บอกว่า ถ้าการทำความผิดของคนๆ เดียว นำไปสู่การยุบพรรค  แล้วไปตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคคนอื่นที่เขาไม่ได้รู้เห็นด้วยต่อการกระทำนั้น  รัฐธรรมนูญมาตรา 237  ก็จะไปขัดกับหลักทั่วไปในบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพ

และในแง่การตีความของรัฐธรรมนูญ มีหลักการตีความ คือ การตีความให้รัฐธรรมนูญนั้นเกิดความเป็นเอกภาพ มีความสอดคล้องต้องกัน ผมถึงบอกว่า การตีความว่าคนๆ เดียวทำผิด  แล้วยุบทั้งพรรค พร้อมกับตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องการกระทำความผิด  จะเป็นไปได้หรือ ถ้าจะตีความบทกฎหมายเช่นนี้ไปตามถ้อยคำเพียงอย่างเดียว คุณจะต้องไปยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพให้หมดเสียก่อน ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 28 วรรคสอง ที่ว่าด้วยการประกันสิทธิในทางศาลเสียก่อน  และยกเลิกการประกาศความเป็นนิติรัฐเสียก่อน

เมื่อยกเลิกบทบัญญัติต่างๆเหล่านี้จนหมดสิ้นแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัยดังที่ท่านได้วินิจฉัยเอาไว้ได้  แต่เมื่อรัฐธรรมนูญยังยอมรับนิติรัฐอยู่  ยังยอมรับเรื่องหลักสิทธิเสรีภาพยู่  การตีความมาตรา 237 จึงตีความไปในทิศทางเหมือนที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่ได้ เพราะเท่ากับว่าเอามาตราซึ่งเป็นมาตราที่ขัดกับหลักการใหญ่ในรัฐธรรมนูญไปทำลายหลักการใหญ่ของรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้นในแง่นี้ คนทั่วไปคงไม่เข้าใจว่า รัฐธรรมนูญของไทยยังเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นนิติรัฐอยู่หรือเปล่า  เพราะเราประกาศเรื่องนิติรัฐ แต่เราสามารถตัดสิทธิทางการเมืองของบุคคลซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยที่บุคคลเหล่านั้น ไม่ได้มีสิทธิแม้แต่จะให้การต่อศาลว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำนั้นอย่างไร นี่คือปัญหาของคำวินิจฉัย

ในทางการเมือง ผมมองว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นลิ่มอีกอันหนึ่ง ที่ตอกลงไปแล้วทำให้ความรู้สึกนึกคิดของบุคคลที่นิยมชมชอบพรรคการเมืองที่ถูกยุบนั้นมีในทางลบมากขึ้น และอาจจะไม่เชื่อถือ  ไม่ไว้วางใจต่อการใช้อำนาจในทางตุลาการมากขึ้นไปอีก   นี่คือสิ่งที่ต้องสูญเสียไป

@ แต่อย่างไรก็ตาม มาตรา 237 ผูกมัดโดยตัวกฏหมายแปรเป็นอื่นไม่ได้  ตุลาการจะทำอย่างอื่นได้ด้วยหรือ

ทำได้ครับ คือ เป็นปัญหาเรื่องการตีความรัฐธรรมนูญ เวลาอ่านตัวถ้อยคำก็จะเข้าใจอย่างที่ถามว่ารัฐธรรมนูญมัด เขียนว่า “ให้ถือว่า”  และให้ยุบและให้ตัดสิทธิ์  ตัวบทเป็นอย่างนั้นจริงครับ ผมไม่เถียง

แต่หลักการแบบนั้น ตุลาการต้องตีความรัฐธรรมนูญ ในทางที่จะสนับสนุนความยุติธรรมหรือความเป็นธรรม หลักในการตีความรัฐธรรมนูญ ดูตัวบทเฉพาะมาตรานี้หรือมาตราที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ไม่ได้ ต้องดูด้วยว่ารัฐธรรมนูญทั้งฉบับในมาตราอื่นๆ วางหลักอะไรเอาไว้ อย่างที่ผมบอกไปว่า มาตรา 3 พูดเรื่องหลักนิติธรรม บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในหลายมาตราสะท้อนให้เห็นถึงหลักนิติรัฐ   ซึ่งหลักนิติธรรม หลักนิติรัฐ เป็นหลักการใหญ่รัฐธรรมนูญในการตีความรัฐธรรมนูญ ถ้ามีบทบัญญัติแบบนี้  ซึ่งมีการเขียนในเชิงถ้อยคำที่ไปขัดกับ

ไม่ใช่ตีความเถรตรงไปตามตัวอักษร เพราะเมื่อตีความตามตัวอักษร บทบัญญัติมาตรา 237 จะไปขัดกับหลักการใหญ่ ซึ่งการตีความในลักษณะเช่นนี้มีผลเป็นการทำลายความเป็นเอกภาพของรัฐธรรมนูญ ผมถึงบอกว่าถ้าจะตีความมาตรา 237 อย่างที่ตีความกัน ก็ต้องไปเลิกมาตราอื่นก่อน  เลิกเรื่องนิติรัฐนิติธรรมก่อน ถึงจะตีความแบบนี้ได้  ในแง่ของนิติวิธี เวลาที่คุณจะใช้และตีความกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย คุณต้องมองดูกฎหมายทั้งระบบ และตีความให้เป็นเอกภาพ สอดคล้องต้องกัน

การตีความกฏหมาย ในลักษณะที่ตีความกันอยู่ เท่ากับดึงมาตรา  237   หลุดลอยออกไป แล้วก็ขัดกับหลักทั่วไปในเรื่องนิติรัฐ นิติธรรม  ที่เป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญ  เราจะพูดได้อย่างไรว่าเราประกันสิทธิเสรีภาพบุคคล ถ้าเกิดว่าคนที่ไม่ได้กระทำความผิดถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในเชิงอุดมการณ์ของรัฐธรรมนูญ

ยิ่งไปกว่านั้น การตีความมาตรา 237 ที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าต้องผูกมัดกับคำวินิจฉัยของ กกต. หรือคำพิพากษาของศาลฎีกา โดยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นนั้น ผลก็คือ กระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ย่อมไม่มีความจำเป็น เพราะเมื่อ กกต.เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค หรือศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารก็เท่ากับพรรคนั้นจะต้องถูกยุบอยู่แล้วอย่างแน่นอน จะต้องส่งเรื่องมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทำไม เพราะศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าตนไม่สามารถวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้  การตีความเช่นนี้ก่อให้เกิดผลอันประหลาดในระบบกฎหมาย

@ เรื่องคุณสมบัติของตุลาการที่อาจารย์ตั้งข้อสังเกต  อาจารย์จรัญ (ภักดีธนากุล) ถามกลับว่า แล้วอาจารย์เป็นลูกจ้างหรือเปล่า  คำตอบนี้เพียงพอหรือไม่

ผมขอตอบว่า จริงๆ ถ้าถามว่าเป็นลูกจ้างหรือไม่  ผมก็คงไม่ได้เป็นลูกจ้าง ในความหมายของกฏหมายจ้างแรงงานหรือกฎหมายภาษีอากร แต่ผมถูกทำให้เป็นลูกจ้างตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคดีคุณสมัคร ดังนั้น ประเด็นคือ เป็นลูกจ้างหรือไม่ ต้องย้อนกลับไปถามอาจารย์จรัญว่าศาลรัฐธรรมนูญหรืออาจารย์จรัญเองซึ่งร่วมเป็นตุลาการในคดีนี้ได้วินิจฉัยเอาไว้ว่าอย่างไร

ในคำวินิจฉัย ที่ 12-13/2551  ศาลรัฐธรรมนูญเองและอาจารย์จรัญซึ่งเป็นตุลาการในคดีนี้  ได้วินิจฉัยเอาไว้ว่า ลูกจ้างในความหมายรัฐธรรมนูญ จะต้องแปลความตามความหมายทั่วไป  ซึ่งท่านดูพจนานุกรมแล้วท่านก็บอกว่า หมายถึง ผู้รับจ้างทำการงาน หรือผู้ซึ่งตกลงทำการงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ไม่คำนึงว่าทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นสินจ้าง ค่าจ้าง หรือทรัพย์สินอย่างอื่น  ผมก็บอกว่า ถ้าเอาตามความในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งท่านได้วินิจฉัยไว้เองนั้น ผมก็เป็นลูกจ้างในความหมายของคำวินิจฉัย  ที่ท่านวินิจฉัยไว้เอง

เมื่อผมเป็นแล้วในแง่นี้ตัวท่านอาจารย์ก็เป็นเหมือนกัน   ตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  ผมไม่ได้บอกว่าตามกฏหมาย  เพราะว่าผมไม่เห็นด้วยกับการตีความแบบนี้ แต่เมื่อท่านตีความอย่างนี้ออกไปแล้ว  ท่านให้ความหมายของรัฐธรรมนูญแบบนี้ไปแล้วในมาตรา 267  คำว่าลูกจ้างในมาตรา 207   ซึ่งใช้บังคับกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมีความหมายแบบเดียวกัน

จะไปเบี่ยงเบนประเด็นไม่ได้ เพราะประเด็นอยู่ที่ว่า  คุณเป็นลูกจ้างในความหมายของคำวินิจฉัยของคุณร่วมเป็นตุลาการในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือไม่ต่างหาก ซึ่งก็จะต้องเอาคำวินิจฉัยที่คุณร่วมลงนามนั้นมาอ่าน  แล้วเอาท่อนนั้นที่คุณบอกว่าลูกจ้างคืออะไรมาอ่าน แล้ววัดว่าสิ่งที่คุณทำเป็นลูกจ้างหรือไม่

แล้วผมบอกว่า ถ้าตัวผม สมมุติผมเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยเอกชนแบบที่ท่านเป็น  แล้วผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเอาการเป็นอาจารย์พิเศษดังกล่าววัดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็เป็นลูกจ้างในความหมายนี้ ไม่ต้องแถไถไปเรื่องอื่น  คือ เราพูดถึงเฉพาะประเด็นนี้   เราไม่พูดถึงว่าแล้วเป็นครูบาอาจารย์ มีคุณธรรมอะไรหรือเปล่า นั่นคนละเรื่องแล้ว

ผมก็อบรมสั่งสอนให้นักศึกษามีคุณธรรมไม่น้อยไปกว่าอาจารย์คนอื่นเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณธรรมในการใช้กฎหมายและการดำรงตนเป็นนักกฎหมายที่มีจิตใจที่เที่ยงธรรม แต่ที่พูดกันอยู่ เป็นคนละประเด็นกัน

แล้วผมคิดว่าคนที่เป็นนักกฏหมาย เรื่องประเด็นเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นถ้าเราจับประเด็นไม่ได้  หรือพยายามเบี่ยงเบนประเด็น คนก็จะไม่เข้าใจ หรือมิฉะนั้นก็ทำให้คนเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป

ก่อนหน้านี้มีการออกมาพูดกันว่า  มหาวิทยาลัยไม่ใช่องค์การที่แสวงหากำไร ฉะนั้นไปทำงานที่มหาวิทยาลัยเอกชน  ไปสอนหนังสือ ไม่ได้ไปทำงานให้องค์การที่แสวงหากำไร เป็นการให้ความรู้บุคคล  ผมก็บอกว่า มหาวิทยาลัยเอกชน เป็นองค์การที่แสวงหากำไรหรือไม่ ก็เถียงกันไป แต่ผมเห็นว่าเป็นองค์การที่แสวงหากำไร

แต่ว่า ประเด็นนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลย  เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนว่าไปเป็นลูกจ้างขององค์การที่แสวงหากำไร หรือบริษัทแสวงหากำไร แต่เขียนว่าเป็นลูกจ้างของบุคคลใด เขาใช้คำอย่างนี้ คือ “ลูกจ้างของบุคคลใด”  ในมาตรา 207

ฉะนั้นเมื่อเขียนว่าลูกจ้างของบุคคลใด แล้วลูกจ้างคืออะไร  เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความหมายแบบนั้น ก็ต้องผูกพันตัวท่านเองด้วย    หรือท่านจะบอกว่า เมื่อท่านตัดสินแบบนี้ผูกพันคนทุกคนทั่วไป ยกเว้นตัวท่านเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แล้วแต่ ผมก็ไม่รู้จะพูดว่ายังไง (ครับ)

@ หลังคำวินิจฉัยคดียุบพรรค นักวิชาการหลายคนหรือนักกฏหมายก็ไม่ได้เห็นแบบเดียวกับอาจารย์และเพื่อนอาจารย์ 5 คน

ก็เป็นสิทธิ์ครับ ผมไม่แปลกใจ ว่าจะมีคนไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องปกติ  แต่มีคนถามผมว่า  เห็นมั๊ยกลุ่มหนึ่งมีตั้ง 15 คน โอ้โห! กลุ่มผมมีแค่ 5 คน ซึ่งผมให้สัมภาษณ์หลายครั้งแล้วว่า ผมไม่เคยสนใจเรื่องจำนวน  ผมไม่เคยคิดจะไปล่ารายชื่อ ถ้าผมจะทำผมก็ทำได้ ได้มากหรือน้อยก็ไม่รู้ แต่ย่อมมากกว่าห้าคนแน่นอน แต่ถามว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น นี่เป็นแถลงการณ์ในประเด็นทางกฎหมาย เหตุผลทางกฎหมายไม่ได้วัดกันที่จำนวนคนมาลงชื่อ  ผมคิดว่า ที่เราทำแถลงการณ์ออกไป ตัวผมเองผมรับผิดชอบต่อประชาชน ต่อสังคม ความรับผิดชอบที่ผมมีต่อประชาชน ต่อสังคมก็คือ  เมื่อเรามีแถลงการณ์ เราก็อ่านในกลุ่มของเรา ทุกคนได้อ่าน ทุกคนได้ดูเนื้อแถลงการณ์  แก้และปรับ แล้วเพื่อนในกลุ่มก็จะให้ผมก็จะเป็นคนดูคนสุดท้ายเสมอก่อนแถลงการณ์จะออกไป

เราก็มีความเห็นว่า จำนวนคน ไม่ใช่เป็นสาระสำคัญ  สาระสำคัญอยู่ที่ตัวเนื้อหาแถลงการณ์  เพราะเราทำแถลงการณ์ในปัญหาเรื่องข้อกฏหมาย ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง ที่จะเอาเรื่องจำนวนมากมาเพื่อแสดงความชอบธรรม ผมไม่เคยคิดทำอย่างนั้นเลย

ฉะนั้น 5 คนก็คือ 5 คน ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูคำแถลงการณ์ที่เราเคยออกกันมาโดยตลอด   ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2 ปีที่ผ่านมาเราทำอะไรกันมาบ้าง และทำมาโดยตลอด  เราไม่เคยทำเป็นเฉพาะกิจ  แต่เราเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจะบอกกับสาธารณะชน ว่าเราคิดเห็นอย่างไร เราก็แสดงความเห็นออกไป

เมื่อแสดงไปแล้ว ก็เป็นสิ่งซึ่งสาธารณะชน วิญญูชนที่มีใจเป็นธรรม ก็ไปอ่านแถลงการณ์ของเรา  ไปอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไปดูกระบวนพิจารณาของศาล  รวมทั้งไปอ่านแถลงการณ์ของอาจารย์กลุ่มอื่นๆ  แล้วก็เปรียบเทียบจากข้อเท็จจริง

ทุกอย่างอยู่ในตัวแถลงการณ์ครับ แถลงการณ์ของกลุ่มอาจารย์ 5 คนบอกว่า เมื่อมีการแถลงปิดคดีแล้ว หลังจากนั้นก็มีการตัดสินเลย  แถลงการณ์ของอาจารย์อีกกลุ่ม เห็นว่า มีการแถลงปิดคดี เท่ากับให้โอกาสอย่างเต็มที่แล้ว  ก็เปรียบเทียบเอา

ผมไม่แคร์ หรือไม่สนใจจำนวนคน    ผมเห็นว่าความเคารพนับถือหรือการรู้จักกันส่วนตัว เป็นคนละเรื่องกับหลักวิชา เรื่องของหลักวิชา ผมเรียนว่าไม่มีอาวุโส   ทุกอย่างอยู่ที่เหตุผลที่แสดงออกไป

คนที่ได้มีโอกาสศึกษา  ได้เล่าเรียน  เมื่อเขามีความรู้ถึงระดับหนึ่ง  เขาก็จะเห็นเองว่าใครถูกและใครผิด  ถ้าเขาพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรม ไม่สำคัญว่ากลุ่มผมจะเป็นอาจารย์กลุ่มเด็กอยู่  ไม่เหมือนกับตุลาการหรืออาจารย์อีกจำนวนหนึ่งที่อาวุโสมากแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ  ไม่ได้อยู่ที่ความอาวุโสหรือไม่อาวุโส   แต่อยู่ตรงที่หรือเนื้อหาที่เราได้ แสดงออกไปต่างหากครับ

พูดกันตรงๆ นะครับ มนุษย์เรา สามารถเลอะเทือนและฟั่นเฟือนได้ทุกช่วงของอายุ  ไม่มีกฏเกณฑ์ในทางธรรมชาติไม่ใช่หรือครับบอกว่า เฉพาะคนอายุที่ต่ำกว่า 40 เท่านั้นที่สามารถเลอะเทอะและฟั่นเฟือนได้หรือผิดเสมอ คนที่อายุเกิน 40 ขึ้นไปแล้ว ผ่านประสบการณ์มามากแล้ว จะไม่มีวันเลอะเทอะฟั่นเฟือนเลย คงไม่ใช่

เมื่อไม่ใช่ ผมก็เรียนว่าอย่าเอาเรื่องพวกนี้มาพูดกันเลยดีกว่า ดูในตัวน้ำหนักเหตุผลกันตรงๆ อ่านและพิจารณาตรึกตรองด้วยใจเป็นธรรม  ก็จะเห็นว่าเป็นอย่างไร

@ ผลจากคดียุบพรรค จะส่งผลกระทบต่ออนาคตการเมืองไทยอย่างไรบ้าง

จริงๆ ผมเคยพูดว่าการยุบพรรคที่มีอยู่ในระบบกฏหมายไทย  ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไปที่ยอมรับนับถือกัน เพราะว่าการยุบพรรคที่มีกันอยู่ในนานาอารยะประเทศ จะยุบที่อุดมการณ์ของพรรค  คือเมื่อยุบแล้วพรรคนั้นก็จะหายไปเลย เพราะเป็นการยุบที่อุดมการณ์

แต่โดยระบบกฏหมายบ้านเรา  การยุบพรรคไม่ได้ยุบในเชิงของอุดมการณ์ แต่ยุบในเรื่องของการทุจริตการเลือกตั้ง   ฉะนั้นการยุบพรรคก็ไม่อาจก่อให้เกิดประโยชน์  นอกจากว่าเราสูญเสียบุคลากรทางการเมืองจำนวนหนึ่ง  ซึ่งอาจจะเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพอยู่ด้วยก็ได้

ประเด็นคือ เราก็จะสูญเสียบุคลากรเหล่านี้ไป   บางคนบอกว่าก็ดีสิ ที่นักการเมืองหายไป แต่คำถามคือ ในแง่ของความเสมอภาคในเชิงการเมืองจะไม่มี ที่สุดก็จะไม่นำมาสู่อะไร

ผมถามว่า ยุบพรรคแล้วยังไงต่อ วันนี้เราก็ยังไม่รู้ ก็มีความพยายามทำให้การเมืองเปลี่ยนขั้วอยู่  ซึ่งจนถึงวันนี้ผมไม่แน่ใจว่า จะเปลี่ยนได้หรือเปล่า  เพราะเรายังไม่เห็นภาพ แต่ที่แน่ๆ จะเกิดพรรคใหม่ขึ้นมาอีก และจะดำเนินการสืบต่อจากพรรคที่ได้ยุบไปแน่นอน

เมื่อมีพรรคที่ 3 คุณยุบพรรคที่ 3 อีก  เขาก็จะมีพรรคที่ 4 ยุบอีกก็มีพรรคที่ 5  ครบ 5 ปีคุณก็เกิดพรรคใหม่เป็นพรรคที่ 6  และคนที่ถูกตัดสิทธิ์ 5 ปี ก็กลับมาในพรรคนั้นอีกอยู่ดี ไม่ได้แก้ปัญหาในระยะยาวเลยครับ  กระบวนการยุบพรรคการเมืองเพื่อขจัดปัญหาในทางการเมืองผมเคยบอกแล้วว่าผิด แต่คนก็ยังไม่เห็นว่าผิด  เรื่องบางเรื่องผมบอกแล้วว่าต้องใช้เวลา   รอดูกันไป แล้วจะเห็นกันเองว่าเป็นอย่างไร

@  คิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอของภาคธุรกิจ ให้สลับขั้วทางการเมือง

ผมเข้าใจภาคธุรกิจได้(ครับ)  เพราะเขาเสียหายเยอะจากการปิดสนามบิน  ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับผู้ชุมนุมได้ ก็เป็นธรรมดาที่ข้อเรียกร้องจะออกมาในลักษณะนี้  เขาไม่แน่ใจว่าถ้าขั้วทางการเมืองเป็นอย่างเดิม จะเกิดเหตุการณ์เหมือนที่เคยเกิดอีกหรือไม่ เขาคงมองเรื่องการประกอบธุรกิจ เรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่เรียกร้องได้  แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องในทางการเมือง

ผมเรียนว่า ถ้าเราย้อนกลับมาดูในทางการเมือง  ถามว่าทำไมรัฐบาลจึงไม่สามารถจัดการกับผู้ชุมนุมได้ ผมคิดว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ค้างคาใจคนจำนวนมาก แน่นอนว่าวันหนึ่งนักประวัติศาสตร์อาจจะมาเป็นคนตอบก็ได้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ทำไมกลไกของรัฐจึงไม่ทำงาน

กลไกของรัฐไม่ทำงานหรือทำงานไม่ได้เพียงเพราะว่ามีนักวิชาการจำนวนหนึ่ง บรรดานักสิทธิมนุษยชนอีกจำนวนหนึ่งออกมาบอกว่า ห้ามใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมเช่นนั้นหรือ ผมไม่คิดว่าจะเป็นเพียงเท่านี้  อันนี้น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก

ผมนึกถึง  คำพูดของพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ  (ครับ)  ที่พูดว่าม็อบนี้เป็น “ม็อบมีเส้น” แน่นอนว่าคำนี้สะท้อนอะไรหลายอย่างกับสิ่งที่เกิดขึ้น บังเอิญว่าท่านไม่ได้พูดขยายความต่อไป เราก็ไม่ทราบว่านัยยะเรื่องนี้เป็นอย่างไร  แต่ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลเผชิญกับความลำบากในแง่ของการใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการกับผู้ชุมนุม โดยเฉพาะการสลายการชุมนุม

Source : มติชน วันที่ 07 ธันวาคม 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: