Home > News and politics > มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2

แบ่งเป็น 4 ส่วนใหญ่ ดังนี้

1 มาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาฯ ท่องเที่ยว เอสเอ็มอี
2 มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว
3 มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ระยะเวลา 6 เดือน
4 มาตรการรักษาเสถียรภาพระดับราคาสินค้าเกษตร


เปิด 7 มาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาฯ ท่องเที่ยว เอสเอ็มอี

แผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดที่ 2 ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง (รัฐบาลอภิสิทธิ์, นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) ซึ่งจะกระทบต่อภาษีอากร ประมาณ 9,900 ล้านบาท

1 มาตรการที่นำเสนอ

1.1 มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ และสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน

1.1.1 การขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ต้องคำนวณภาษีในอัตรา 0.5% จาก 60,000 บาท เป็น 1,000,000 บาท โดยจะครอบคลุมเฉพาะประชาชนที่มีเงินได้ประเภทอื่นๆ นอกจากเงินเดือน ตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป จะต้องนำเงินดังกล่าวมาคำนวณภาษีในอัตรา 0.5% ซึ่งเท่ากับมีภาษีต้องชำระตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป ซึ่งเมื่อเทียบสภาพชีวิตความเป็นอยู่แล้ว จะเห็นว่าเป็นจำนวนเงินไม่น้อย เพื่อการช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่บุคคลกลุ่มนี้ จึงได้ขยายวงเงินรายได้พึงประเมินเป็นเกินกว่า 1,000,000 บาทขึ้นไป

1.1.2 การเพิ่มเพดานวงเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับวิสาหกิจชุมชน จาก 1,200,000 บาท เป็น 1,800,000 บาทต่อปี รัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน ที่มีอยู่ 58,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งเพื่อรองรับวิสาหกิจชุมชนที่จะจัดตั้งเพิ่มขึ้นในอนาคต จึงเห็นควรยกเว้นให้วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นเป็น 1,800,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับในปี 2552 ถึง 2553

1.1.3 การสนับสนุนแหล่งเงินให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผ่านธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) โดย

(1) ขยายเวลาการขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคลร่วมลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ออกไปเป็นสิ้นเดือนธันวาคม 2554

(2) ปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทุน เพื่อให้ได้รับการยกเว้นภาษี ประกอบด้วย การยกเลิกเงื่อนไขต้องลงทุนในปีแรก ไม่น้อยกว่า 20% ของทุนจดทะเบียนส่วนปีอื่นๆ ให้คงเดิม และผ่อนปรนให้ยังคงมีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ประโยชน์จากการโอนหุ้นของ เอสเอ็มอี ที่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนได้รับเฉพาะกรณีที่เอสเอ็มอีที่ธุรกิจร่วมลงทุนเข้า ไปลงทุนมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน เกิน 200 ล้านบาท หรือมีการจ้างงานเกิน 200 คน

1.2 มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งชะลอตัวลงเนื่องจากผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนจำนวนมาก ทั้งที่เป็นผู้ซื้อบ้าน ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง แรงงาน รวมถึงผู้ประกอบการขนส่ง

ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในภาวะซบเซาให้มีการขยาย ตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจต่อเนื่อง จึงเห็นควรยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้ที่จ่ายเงินซื้ออสังหาริม ทรัพย์ที่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน โดยกรณีโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในปี 2552 ให้ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินเป็นจำนวนเท่ากับมูลค่าที่ จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 300,000 บาท

ทั้งนี้ มาตรการตามเสนอเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากที่ให้หักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซื้อบ้านเป็นจำนวนไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

1.3 มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในธุรกิจท่องเที่ยว รัฐบาลมีนโยบายให้ส่วนราชการเร่งรัดการจัดสัมมนาในประเทศ จึงเห็นควรให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดโครงการอบรมสัมมนาเพื่อ เพิ่มพูนความรู้ ความสามารถภายในประเทศ แทนการไปจัดอบรมสัมมนาในต่างประเทศ สามารถหักรายจ่ายในการคำนวณภาษี สำหรับรายจ่ายห้องพัก และค่าห้องสัมมนาภายในประเทศ ได้เป็นจำนวน 2 เท่าของที่จ่ายจริง ทั้งนี้ สำหรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552

1.4 การปรับปรุงโครงสร้างหนี้

1.4.1 การปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อการเร่งรัดให้เกิดกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ก่อนที่จะเกิดปัญหาวิกฤติการเงินลุกลามไปมากกว่านี้ จึงเห็นควรให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552-31 ธันวาคม 2552 โดยรัฐบาลจะมีมาตรการภาษีเข้าไปสนับสนุน

1.4.2 การโอนกิจการบางส่วน เพื่อขจัดอุปสรรคทางภาษีที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร จึงเห็นควรให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการโอนกิจการบางส่วน โดยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่บริษัทมหาชน หรือบริษัทจำกัด แต่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2552

2 แนวทางการปรับปรุงกฎหมาย

เพื่อให้เป็นไปตามหลักการข้างต้น กระทรวงการคลังจะต้องมีการดำเนินการ โดย 2.1 ตราพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการเว้นรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ….จำนวน 5 ฉบับ 2.การออกกฎกระทรวง ฉบับที่ …พ.ศ….ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการเว้นรัษฎากร จำนวน 3 ฉบับ 2.3 ภายหลังจากกฎหมายที่นำเสนอมีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการออกประกาศที่เกี่ยวข้องต่อไป

3 การวิเคราะห์ผลกระทบ

3.1 มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ และสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน

3.1.1 การขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ต้องชำระภาษีในอัตรา 0.5% เป็น 1,000,000 บาท และการเพิ่มเพดานวงเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับวิสาหกิจชุมชน เป็น 1,800,000 บาท จะเพิ่มรายได้ให้กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยประมาณ 970,000 ราย และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 58,000 แห่ง ซึ่งมาตรการทั้ง 2 กระทบรายได้ภาษีอากรประมาณ 1,400 ล้านบาท และ 200 ล้านบาท ตามลำดับ

3.1.2 การปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับการลงทุนของธุรกิจเงิน ร่วมลงทุน จะเป็นการสนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะยาว ที่มีต้นทุนต่ำได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ เมื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนเข้าไปลงทุน สามารถเข้าไปจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ก็จะเกิดผลดีต่อการพัฒนาตลาดทุนไทย ทั้งนี้ จะกระทบรายได้ภาษีอากรเล็กน้อย

3.2 มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะเป็นการช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้มีสภาพคล่องมากขึ้น มีการเร่งก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์และเปิดโครงการใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ซื้อบ้าน ผู้ประกอบการ และสถาบันการเงิน มาตรการนี้คาดว่าจะมีผลกระทบต่อรายได้ภาษีอากรประมาณ 6,500 ล้านบาท

3.3 มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว คาดว่าจะกระทบรายได้ภาษีอากรประมาณ 1,800 ล้านบาท

3.4 มาตรการภาษีสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการเร่งทำการปรับปรุงโครงสร้างทางการเงิน และโครงสร้างองค์กร เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ภาษีเล็กน้อยเอสเอ็มอี


มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว 2552

ตามข้อเสนอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ได้แก่

1 การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยเป็นเวลา 6 เดือน โดยให้สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ตั้งงบฯ 800 ล้านบาท ชดเชยให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2 ยกเว้นค่าภาษีโรงเรือนสำหรับโรงแรม เป็นเวลา 1 ปี โดยให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย หารือร่วมกันในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

3 ให้ยกเว้นค่าประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ร้อยละ 50

4 เห็นชอบข้อเสนอการยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมการขึ้นลงของอากาศยานและที่ เก็บอากาศยาน (Landing&park Fee) แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

4.1 ในส่วนกรมการขนส่งทางอากาศ (ขอ.) ขอปรับลด 50% ทั้งผู้ประกอบการที่เป็นสายการบินประจำและเช่าเหมาลำ 50%
4.2 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ในส่วนของสายการบินประจำ ขอปรับลดเหลือ 20% และเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำที่ลงจอดท่าอากาศยานเชียงใหม่ หาดใหญ่ และดอนเมือง 50% และสนามบินอู่ตะเภา 50% ทั้งนี้ ทอท.ต้องสูญรายได้ 507 ล้านบาท ให้กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ตั้งงบฯชดเชย
4.3 การลดค่าตั๋วเครื่องบินและโปรโมชั่น ซื้อตั๋ว 1 ใบ แถม 1 ใบ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งงบฯสนับสนุน เพราะมีหลายสายการบินดำเนินการอยู่แล้ว และเห็นชอบ

5 ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช งดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานฯในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยว 2 ปี ตั้งงบฯชดเชย 250 ล้านบาท


5 มาตรการ ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ระยะเวลา 6 เดือน

นับตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป โดย

1 น้ำประปา กำหนดเพดานใช้น้ำฟรีใหม่ คือ ไม่เกิน 30 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ครอบคลุมผู้ใช้น้ำประปาในท้องถิ่นด้วย
2 ส่วนค่าไฟฟ้า กำหนดใช้ไฟฟรีใหม่เป็นไม่เกิน 90 ยูนิตต่อเดือน เพียงเงื่อนไขเดียว และยกเลิกข้อกำหนดเดิมที่ใช้ไฟระหว่าง 100-150 ยูนิตจ่ายเพียงครึ่งเดียว
3 คงรูปแบบเดิมของมาตรการรถโดยสารประจำทาง
4 คงรูปแบบเดิมของมาตรการรถไฟชั้น 3
5 การตรึงราคาก๊าซหุ้งต้ม

ทั้งนี้มาตรเดิมของรัฐบาลนาย สมัคร สุนทรเวช ผู้ใช้น้ำประปาไม่เกิน 50 หน่วย และใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 80 หน่วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หากใช้ไฟฟ้า 80-150 หน่วยรัฐบาลช่วยออกค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง


มาตรการรักษาเสถียรภาพระดับราคาสินค้าเกษตร

วงเงินรวม 13,580.75 ล้านบาท เพื่อเพิ่มปริมาณรับจำนำสินค้าเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา แบ่งเป็น

1 การเพิ่มปริมาณรับจำนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อีก 250,000 ตัน จากเดิมที่ดำเนินการอยู่ 750,000 ตัน รวมวงเงิน 2,310.75 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้จำนวน 2,125 ล้านบาท และเงินจ่ายขาดอีก 185.75 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 1 ม.ค.-31 มี.ค.2552

2 ปาล์มน้ำมัน ด้วยการเพิ่มปริมาณมูลภัณฑ์กันชนอีก 100,000 ตัน จากเดิมที่ดำเนินการอยู่ 100,000 ตัน วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้เงินกู้ 2,500 ล้านบาท และเงินจ่ายขาดอีก 500 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 มี.ค.-31 ต.ค.2552

3 การรับซื้อยางพาราสดและยางแผ่นดิบเพื่อแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่ม จำนวน 200,000 ตัน วงเงินรวม 8,270 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้เงินกู้ 8,000 ล้านบาท จ่ายให้กับสหกรณ์แบบปลอดดอกเบี้ย เพื่อรับซื้อยางจากเกษตรกร และเงินจ่ายขาดอีก 270 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2552 ซึ่งเมื่อรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ทั้ง 3 มาตรการ จะมีวงเงินรวม 25,137.75 ล้านบาท

source : กรุงเทพธุรกิจ, มติชน

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: