Home > Other > Michael Wright (ไมเคิล ไรท์, เมฆ มณีวาจา)

Michael Wright (ไมเคิล ไรท์, เมฆ มณีวาจา)

มะเร็งปอดคร่า’ไมเคิล ไรท์’ฝรั่ง หัวใจไทย นักคิด นักเขียน ชื่อดัง ฌาปนกิจบ่าย3โมง 13 มกราฯ

‘ไมเคิล ไรท์’ฝรั่ง หัวใจไทย นักคิด- นักเขียนหนังสือด้านประวัติศาสตร์ไทย ประจำนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและมติชนสุดสัปดาห์ เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็งปอดอย่างสงบที่โรงพยาบาลกรุงเทพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 มกราคม นายไมเคิล ไรท์ นักคิด นักเขียน คอลัมนิสต์ชื่อดัง ซึ่งเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย และลงนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เครือบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด อย่างสงบที่โรงพยาบาลกรุงเทพ รวมอายุ 68 ปี

สำหรับพิธีศพนั้น รดน้ำศพ เวลา 16.30 น. วันที่ 8 มกราคม 2551 ณ ศาล 3 วันเสมียนนารี  ประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. สวดพระอภิธรรม วันที่ 8 -12 มกราคม เวลา 19.00 น.  ฌาปนกิจ วันอังคารที่ 13 มกราคม เวลา 15.00 น.

‘ไมเคิล ไรท์’ (Michael wright)  หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม ไมค์ มีชื่อไทยว่า นายเมฆ มณีวาจา เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2483  ที่เมืองเซาแธมตัน ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ   จบการศึกษาที่ St.Michaels College, Hitchin, Herts, U.K. โดยเขาเดินทางเข้ามาอยู่ประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 (พ.ศ.2504)  และสนใจเรียนภาษาไทย วัฒนธรรมไทยและโบราณคดี  โดยอาศัยการศึกษางานประพันธ์ของอาจารย์ อนุมานราชธน, ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และหนังสือ สารสมเด็จ

สุจิตต์ วงษ์เทศ  ผู้ก่อตั้งศิลปวัฒนธรรม ได้เขียนถึง ไมเคิล ไรท์  ลงในคำนำเสนอ หนังสือ ‘ฝรั่งคลั่งสยาม นามไมเคิล ไรท์’ว่า  ตนและไมเคิล ไรท์ รู้จักและสนิทสนมกันจากการที่นัดถกกันเรื่องแคว้นสุโขทัยและศิลาจารึก ที่ร้านเหล้าริมถนนราชดำเนินเป็นประจำ ต่อมาจึงได้ชวนไมเคิล ไรท์  ให้มาเป็นหนึ่งในผู้เขียนคอลัมภ์ลงนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับปฐมฤกษ์ ซึ่งออกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2522  โดย ไมเคิลไรท์ ได้เขียนบทความเรื่องส้วม เป็นบทความแรกในงานเขียนของเขา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไมเคิล ไรท์ ก็กลายเป็นคอลัมนิสต์ประจำนิตยสารศิลปวัฒนธรรม มาจนถึงปัจจุบัน และมีงานเขียนลงในมติชนสุดสัปดาห์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543

สุจิตต์ เล่าถึงประวัติของไมเคิล ไรท์ ในคำนำหนังสือดังกล่าวต่อว่า ไมเคิล ไรท์ เป็นชาวอังกฤษที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เพระไม่ชอบห้องเรียน แล้วหนีออกจากบ้านตามประสาลูกฝรั่งวัยรุ่น ร่อนเร่ไปรับจ้างทำงานอยู่ลังกา จนเข้ามาเผชิญโชคในกรุงเทพฯ ท้ายที่สุดก็ได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายแปลเอกสารที่ธนาคารกรุงเทพ เมื่อพ.ศ.2513  ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ อยู่ประจำศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาผ่านฟ้า นั่งทำงานห้องเดียวกับเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

สำหรับไมเคิล ไรท์   เป็นชาวอังกฤษที่สนใจในเรื่องประวัติศาสตร์สังคมวัฒธรรมสยามประเทศไทย ด้วยความที่เขาเป็นคนที่ชอบอ่านหนะงสือมาก จึงมักมีข้อมูลใหม่ๆ มาเสนอ หรือความคิดเห็นกับข้อสังเกตที่น่าสนใจต่อวงวิชาการด้านประวัติศาสตร์สังคม วัฒธรรมอยู่เสมอ  บางคราวสามารถเชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อให้เห็นภาพพรวมของ ประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ให้เห็น แล้วนำผ่านคอลัมน์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากผู้อ่านเป็นจำนวนมาก  ไม่ใช่แต่เฉพาะวิธีการคิดเท่านั้น แต่รวมไปถึงวิธีการเขียนที่มีใจความกระชับและสอดแทรกอารมณ์ขันได้อย่างแนบ เนียน

ผลงานของไมเคิลไรท์ที่ผ่านมาทั้งหมด  มีดังนี้ ฝรั่ง คลั่งสยาม พ.ศ.2541, ฝรั่งอุษาคเนย์ พ.ศ.2542, ตะวันตกวิกฤติ คริสต์ศาสนา พ.ศ.2542, โองการแช่งน้ำ พ.ศ.2543, ฝรั่งหลังตะวันตก พ.ศ.2547, พระพิฆเนศ พ.ศ.2548, แผนที่แผนทาง พ.ศ.2548, ไมเคิล ไรท์ มองโลก พ.ศ.2549, โลกนี้มีอนาคตหรือ? พ.ศ.2550, ฝรั่งคลั่งผี พ.ศ.2550, ฝรั่งหายคลั่งหรือยัง พ.ศ.2551 นอกจากนี้ยังมีผลงานอื่นๆ อีกมาก และ มีบทความลงในหนังสือพิมพ์ The Nation ตั้งแต่ พ.ศ.2538 บทความภาษาอังกฤษต่างๆ ในวารสารสยามสมาคม

ไมเคิล ไรท์ ได้รับการยกย่องจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ให้เป็นผู้มีอุปการคุณต่อวงการไทยคดีศึกษา นอกจากนี้ ยังเป็นบุคคลผู้ได้รับการยอกย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น โดยกระทรวงวัฒนธรรมอีกด้วย


Capital and Politics in History บทความสุดท้าย มติชนสุดสัปดาห์

คอลัมน์ ‘ฝรั่งมองไทย’ในมติชนสุดสัปดาห์ ได้ตีพิมพ์บทความสุดท้ายของ ‘ไมเคิล ไรท์’ในฉบับวันที่ 10 ตุลาคม 2551 (ฉ.1469) เรื่อง ‘ทุนกับการเมืองในประวัติศาสตร์’

Capital and Politics in History

มีเนื้อหาดังนี้

บทนำ

ในหนังสือ The Last Day of Old Beijing (Walker&Co., N.Y., 2008) Michael Meyes ปรารภว่า ‘ปักกิ่งเป็นนครหลวงของเมืองจีนมาตั้งแต่ราชวงศ์หยวน, และในแปดรอยปีที่ผ่านมาไม่เคยเสียโฉมหรือเอกลักษณ์, แม้ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของประธานเหมา’ปักกิ่งเพิ่งมาสิ้นศักดิ์ศรีและความงดงามในยุคเศรษฐกิจตลาดเสรี (Free Market Economy) นี้เอง จนมีหน้ามีตาขี้เหร่เยี่ยงชานเมืองสหรัฐประดับด้วยร้านแดกด่วน, ห้างสรรพสินค้าและลานจอดรถ, ไม่เป็นมนุษยวิสัยเสียแล้ว

ในยุคตลาด เสรีนี้ พรรคคอมมิวนิสต์กับเทศบาลกรุงปักกิ่งต่างเป็นใจนายทุนรื้อถอนกรุงเก่าให้ เหลือแต่โบราณสถานหลักๆ ที่ขายได้ให้นักท่องเที่ยวชม ส่วนปักกิ่งเดิมของชาวบ้านนั้นอย่าไว้ให้รกตา แต่ ‘เวนคืน’ให้บรรษัทใหญ่ๆ สร้างคอนโดฯ และห้างสรรพสินค้า

ผมคิดดูแล้วสงสัยว่า ถ้ามองจากมุมหนึ่งจะเห็นว่าประวัติศาสตร์โลกเกือบทั้งหมดคือการหามาตรการ ป้องกันไม่ให้ตลาดเสรี อาละวาดจนทำลายสังคมโดยสิ้นเชิง

สมัยโบราณ

เป็นที่เชื่อว่าในสมัยบุพกาลมนุษย์ปกครองกันเองในระดับเผ่าอย่างเรียบง่าย การเมืองคือ Primitive Democracy (ตกลงกันเอง) และเศรษฐกิจคือ Primitive Communism (แบ่งกันเอง) การเงินยังไม่มี, และกิจการค้าไม่เป็นปัญหาเพราะยังอยู่ในรูปเรียบง่าย (แลกเปลี่ยนกันเอง โดยสมัครใจ)

พอย่างเข้ายุคประวัติศาสตร์สังคมบุพกาลก็ใช้ไม่ได้เสีย แล้วเพราะคนในเผ่าเพิ่มจำนวนมากจนตกลงกันเองไม่สะดวก, และแบ่งกันเองได้ยากเพราะคนมาก อยากได้ทรัพย์จำกัด

ทันใดนั้นเกิด สิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาสองอย่างควบคู่กัน, คือ การเมือง (Politics) และการพาณิชย์ (Commevec) มนุษยกิจสองอย่างนี้ดำเนินควบคู่กันจริง, แต่ไม่เคยลงรอยด้วยกันตลอดประวัติศาสตร์โลกจนทุกวันนี้

ดูประวัติศาสตร์ทุกชาติทุกภาษาต่างมีชนชั้นอื่น (นักรบ, เจ้าของที่ดิน, ตระกูลสูงศักดิ์, นักศาสนาเจ้าฟ้า-เจ้าพิธี) ต่าง อวดอ้างสิทธิการปกครองโดยเขี่ยเศรษฐีพ่อค้าอยู่ชายขอบ ทั้งนี้ เพราะหากอำนาจการปกครองกับอำนาจเศรษฐกิจตกอยู่ในมือเดียวกัน, สังคมจะขาดความสมดุลและความยืดหยุ่นแล้ว ‘ตาย’หรือ ‘แตก’

(ใครไม่เชื่อให้ลองอ่านประวัติศาสตร์จีน, อินเดีย, กรีก-โรมัน, ยุโรปสมัยกลาง จะอ่านประวัติศาสตร์ ‘ไทย’ก็ไร้ประโยชน์ เพราะยังไม่มีใครลงมือเขียนนอกจากจะสรรเสริญบารมีปลอบใจกันเอง)

สมัยใหม่

เศรษฐกิจ และการเมืองสมัยใหม่เริ่มที่ยุโรปในยุคจักรวรรดินิยม (เริ่มราว ค.ศ.ที่ 16) และยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ค.ศ.ที่ 18-19), ทำให้พ่อค้าเศรษฐีใหญ่ๆ สามารถสะสมทุนมหาศาลจนยากที่รัฐจะควบคุมได้ ผลก็คือระบอบประชาธิปไตยได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว, โดยหวังว่า ‘สภา'(ที่รับการเลือกตั้ง) จะคุมนายทุนในนามของประชาชนโดยที่อภิสิทธิ์ชนเก่ายังคงรักษาอภิสิทธิ์ไว้ได้ บ้าง และประชาชนได้สิทธิ์บ้างในการเสริมสวัสดิการของตน

ประชาธิปไตย พัฒนาไปได้ดีในบางประเทศที่มีความยืดหยุ่นพอสมควร แต่ในประเทศอื่น (เช่น สเปน, อิตาลี, เยอรมนี, รัสเซีย) ประชาธิปไตยปลูกไม่ขึ้น

ผลก็คือใน ครึ่งหลัง ค.ศ.ที่ 19-ครึ่งแรก ค.ศ.ที่ 20 เกิดสองระบอบสำคัญขึ้นมาใหม่, คือ 1)ฟาสซิสต์-นาซี (National Socialism) และ 2)คอมมิวนิสต์ (Marsism-Leninism)

ในระบอบฟาสซิสต์ ‘ท่านผู้นำ’อาสาจะคุม ‘ทุน’ในนามของมหาชน; ในระบอบคอมมิวนิสต์ ‘รัฐ’เป็น ‘นายทุน’แต่ผู้เดียวหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 สองระบอบนี้พังทลายตามๆ กันจนเหลือแต่ประชาธิปไตยเท่านั้น ที่ยังพอนับถือหรือฝากความหวังได้

แต่แล้ว (แปลกไหม ?) ประชาธิปไตยเริ่มแสดงข้อบกพร่องอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือแก๊งนายทุนสามารถซื้ออำนาจรัฐได้ภายใต้เงื่อนไขอันถูกต้องตามกฎหมาย ของระบอบ เรื่องนี้คงแอบเกิดอยู่ทั่วไป, แต่ที่โจ่งแจ้งที่สุดคือ สหรัฐ, อังกฤษ, อิตาลี, ประเทศอดีตโซเวียต, และเมืองไทย

กรณีไทยปัจจุบัน

อย่าให้กล่าวถึงปัญหาในประเทศอื่นเลย เพราะมีลักษณะเฉพาะต่างๆ นานาในแต่ละประเทศ แล้วอย่าให้สาธยายประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่เพราะใครๆ รู้ดีแล้ว

เท่าที่ผมเห็นปัจจุบันการเมืองไทยมีเพียงสองสำนักที่สำคัญ นั่นคือ :-

1)สำนัก ‘ไทยรักไทย”พลังประชาชน’ของศาสดาในชนชั้น (มาเฟียบ้านนอก) ที่เห็นว่า นายทุน ซื้ออำนาจรัฐถูกต้องอยู่แล้ว, และ

2)สำนัก ‘พันธมิตร’ที่มีหลายศาสดาแต่โดยมากมีคำสอนไปทาง Neo-Fascist ‘เชื่อผู้นำ’, แต่ใครจะเป็นผู้นำนั้นยังเป็นปริศนา

ดูเหมือนกับว่าสองสำนักนี้หมายจะสู้เอาแพ้เอาชนะกันให้ขาดจนได้, โดยไม่มีสำนักที่สาม (ทางเลือก) ทำไมเป็นเช่นนี้ ? ท่านผู้อ่านช่วยอธิบายได้ไหม ?

ใจผมอยากให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นทางเลือก, แต่แล้วดูเหมือนพรรคนี้ เข้าโยคนิตรามานานแล้ว คล้ายพรรค อนุรักษนิยมอังกฤษ

เราหมดสมัย ‘อัศวินม้าขาว’เสียแล้ว ชะรอยคนไทยต้องรีบคิดกันใหม่ให้ดี หรือว่าจะเล่นลิเกกันอีกต่อไป ? อย่าหวังหาคำตอบสำเร็จรูปจากโลกตะวันตก, เพราะ ‘เมืองนอก’ก็กำลังหลงเขาวงกตพอๆ กับไทย


จากเพื่อนถึงเพื่อน…จาก นิธิ ถึง ไมเคิล ไรท์ เขาเป็นพวก CRITICAL MIND

บ่าย 4 โมงวันที่ 6 มกราคม หลังกองบรรณาธิการประชาชาติธุรกิจทราบข่าวการจากไปของ ไมเคิล ไรท ฝรั่งหัวใจไทย

นักข่าวโทรศัพท์ไปแจ้งข่าว อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่เชียงใหม่

หลังรับทราบ อาจารย์นิธิอึ้งไปพักใหญ่

ก่อนที่นักข่าวจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า พิธีอาบน้ำศพเวลา 16.30 น. วันที่ 8 มกราคม 2552 ณ ศาลา 3 วัดเสมียนนารี

…ผมจะไปกรุงเทพฯ…อาจารย์นิธิกล่าว

ต่อไปนี้ คือบทสนทนาล่าสุดของอาจารย์นิธิ กับ กรรณิกา เพชรแก้ว นักข่าวประชาชาติธุรกิจ ที่ จ.เชียงใหม่

‘รู้จักกันมา 20 กว่าปี เขารู้จักสุจิตต์ (วงษ์เทศ) มาก่อนหน้า จะก่อนนานแค่ไหนไม่รู้ แต่ผมเจอเขาครั้งแรกก็ที่บ้านสุจิตต์ แล้วก็คุยกันถูกคอ’

– ในฐานะเพื่อน คุณไมค์เป็นอย่างไร ?

‘สั้นๆ ง่ายๆ คือเป็นคนน่ารักมากๆ คนหนึ่ง เป็นคนพูดอะไรตรงไปตรงมา แต่ ขณะเดียวกันก็คงจะเป็นวัฒนธรรมฝรั่ง คือจะรักษามารยาท แต่ตรงไปตรงมา และ เป็นคนมี critical mind ความคิดเชิง วิพากษ์วิจารณ์ เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา เขาเห็นอะไร เขาจะพูดตรงไปตรงมา แต่จะรักษามารยาท

– ที่ว่าพูดตรงนี่ตรงจริง ไม่ใช่เพราะภาษาไทยไม่แข็งแรง ?

ไม่ใช่ เขาเป็นคนตรงไปตรงมาเลย บางครั้งเราก็พูดภาษาอังกฤษ ภาษาไทย เขาก็ใช้ได้ดี

– คุยกันเรื่องประวัติศาสตร์ ?

‘ก็แบบนั้น เพราะไมค์เขาเป็นคนไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมืองเรื่องปัจจุบันเท่าไหร่ คือพูดถึงบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่สนใจเรื่องวัฒนธรรมมากกว่า ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ พูดถึงประวัติศาสตร์ในแง่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม’

– ในการถกเถียงด้านวิชาการที่ส่วนใหญ่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย นักวิชาการจำนวนหนึ่งไม่ยอมรับคุณไมค์ เพราะไม่ได้เรียนมาโดยตรง แต่เรียนรู้จากการอ่านเท่านั้น ?

‘ผมว่าไม่ยอมรับเป็นคนๆ มากกว่า แล้วทำไมยอมรับกรมพระยาดำรงฯ ท่านก็ไม่เคยเรียนเหมือนกัน ท่านก็มาจากการอ่านเหมือนกัน’

– อาจารย์ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์โดยตรง เคยรู้สึกแบบนั้นบ้างไหมเวลาถกเถียงกับคุณไมค์ ?

‘ไม่เลย (เสียงหนักแน่น) เพราะเขาแสดงความรู้หลายอย่าง ซึ่งผมว่าน่าเสียดายที่คนสนใจศึกษาเรื่องเกี่ยวกับไทยกลุ่มหนึ่ง ทั้งประวัติศาสตร์ โบราณคดี วัฒนธรรม ตำรา ไม่สนใจจึงไม่รู้ภาษาทมิฬ ไม่รู้ภาษาลังกา’

‘คือไมค์ให้มุมมองใหม่อันหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความ สำคัญในทางไทยคดีศึกษา แต่ว่าหานักไทยคดีศึกษาที่พอจะสนใจเรื่องนี้ หรือว่าสนใจพอจะเรียนรู้ภาษาทมิฬ ภาษาลังกาอะไรพวกนี้น้อยมาก’

– ตอนที่คุณไมค์อยู่ศรีลังกา เขาเรียนรู้เรื่องพวกนี้แล้วหรือ ?

‘โอ๊ย ผมว่าคนแบบนี้คงหลงใหลในการศึกษาในการเรียนรู้ด้วยตนเองมาตั้งแต่ไหนแล้ว คนแบบนี้ไม่ใช่อยู่ๆ ลุกขึ้นมาทำ’

‘สิ่งที่ไมค์นำมาให้ที่ยอดเยี่ยมมากๆ คือความรู้ที่เขาได้มาจากอินเดีย มาจากลังกา เราไม่ได้เรียนรู้อย่างไมค์ เราจึงขาดไป คือเรามีความรู้แค่ว่าเรากับลังกามีความสัมพันธ์กัน แต่ว่าไม่มีใครลงไปศึกษาในรายละเอียดจริงๆ ว่า ไอ้วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน มันเป็นยังไง มันคืออะไรบ้าง เพราะฉะนั้นมุมมองของเราที่เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมไทยทั้งหลาย มันไม่ได้มาจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่รู้จริง หรืออย่างบางทีเราก็ตีขลุมว่า อันนี้เอามาจากลังกา ปรากฏว่าลังกาไม่มี’

– เป็นเพื่อนกันแล้ว ถกเถียงกันหนักไหม ?

‘เยอะ แม้แต่ในบทความของผม เขาบอกเขาชอบตามอ่านบทความผม แล้วบางอันนี่เขาไม่เห็นด้วย เขาก็เขียนแย้ง แย้งเสียงดังฟังชัดเลย (หัวเราะ)’

– จากนั้นคุยกันนอกรอบอีกไหม ?

‘มีครับ ที่เขาแย้งนี่บางทีผมก็เห็นด้วยกับเขานะ แต่บางทีผมก็ไม่เห็นด้วย เวลาเจอหน้าก็คุยกัน ผมก็บอกเฮ้ยไม่ใช่นะ ก็ถกกันใหม่อีกยก’

– คิดว่าชีวิตของคุณไมค์มีคุณูปการต่อสังคมไทยให้เราต้องจดจำตรงไหน ?

‘การรู้จักตั้งคำถาม ผมว่าสำคัญมากๆ คือการตั้งคำถาม’

‘แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึง แต่ผมอยากจะพูดก็คือ ผมว่าไมค์นี่เป็นตัวอย่างของ a modern man มนุษย์สมัยใหม่ เพราะอะไร ? เพราะว่า ถามว่าไมค์นี่รักเมืองไทยไหม ? รักมาก รักกว่าอังกฤษไหม ? ไม่ ผมคิดว่าเขารักอังกฤษ ลึกลงไปในใจเขานะครับ ถึงแม้ว่าด้วยความที่เขารักในอังกฤษมาก จึงมีเรื่องไปวิพากษ์วิจารณ์อังกฤษเยอะมาก แต่แม้กระนั้น ลึกลงไปนี่ ไมค์ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนอื่นนอกจากคนอังกฤษ คนเรามันต้องรักรากเหง้าของตัวเองก่อน มันถึงจะรักคนอื่นเป็น แล้วด้วยเหตุนั้น ถึงแม้ว่าไมค์รักอังกฤษมากขนาดไหน ไมค์ก็รักเมืองไทยมากเหมือนกัน รักคนไทย รักคนเอเชียว่างั้นเถอะ’

‘ผมว่านี่คือตัวอย่างของคนสมัยใหม่ ของโลกยุคใหม่ที่ควรจะเป็น คุณมีรากเหง้าของตัวคุณเอง แต่ไม่ปิดกั้นที่จะรักคนอื่นๆ ได้ด้วย เราอยู่ในโลกที่มันเล็กลง โลกที่เราต้องสัมพันธ์กันมากขึ้น คุณรักรากเหง้าของตนเอง แต่คุณไม่ปิดตัวเองที่จะอยู่กับรากเหง้า คุณเปิดตัวเองบนพื้นฐานของรากเหง้าของตัวคุณเอง เพื่อไปสัมพันธ์กับคนอื่น มีความเคารพเขา มีความรักต่อเขาเท่าเทียมกัน’

‘ผมคิดว่านี่คือ ตัวอย่างของคนในโลกสมัยใหม่ที่คนไทยน่าจะเรียนรู้ เราควรจะเป็นอย่างนี้ รักคนเขมรเป็น รักคนลาวเป็น รักพม่าเป็น รักคนอื่นเขาแต่ก็ไม่ลืมว่ารากเหง้าของคนไทยคือตรงไหน’

– การเป็นคนแบบคุณไมค์ในสังคมที่ค่อนข้างปิดอย่างสังคมไทยน่าจะไม่ราบรื่นนัก มีปัญหาเรื่องการยอมรับของคนกลุ่มหนึ่งที่มองว่า คุณไมค์ยังไงก็เป็นคนนอก เป็นฝรั่ง จะมารู้ดีกว่าคนไทยได้อย่างไร ?

‘โอ๊ยแยะมาก แต่ไมค์ไม่งี่เง่าพอที่จะไปต่อสู้ด้วยเท่านั้นเอง เช่น มีนักวิชาการชื่อดังคนหนึ่ง บัดนี้ท่านก็เสียไปแล้ว ท่านก็ไม่เคยยอมรับคุณไมค์เลย ก็ด้วยเหตุผลที่คุณไมค์อาจไม่ได้เชื่อถือบรมครูของไทย อย่างเช่นสมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯทุกคำพูด คุณไมค์ให้ความนับถือ ให้ความเคารพกรมพระยาดำรงฯพอสมควร แต่ว่าจะให้ เชื่อไม่ทั้งหมด มันเป็นไปไม่ได้’

‘แต่ผมว่าไมค์ไม่ใช่คนที่จะมาสนใจกับอะไรหยุมหยิม จุกจิกของนักวิชาการไทยหรอก มันฟังปั๊บจะขุ่นเคืองหรือเปล่าผมก็ไม่รู้นะ ไม่เคยแสดงให้เห็น แต่ว่าพักเดียว ผมว่ามันลืมไปแล้ว ไม่สนใจแล้ว’

‘ไมค์ตั้งคำถามกับปูชนียบุคคลในวงการประวัติศาสตร์ ซึ่งคนไทยบางกลุ่มไม่ชอบ แต่เขาไม่ได้ตั้งคำถามที่ตัวบุคคล เขาตั้งคำถามทางวิชาการของเขา ซึ่งอาจารย์หลายคนของไทยหรือของฝรั่งเองก็รับไม่ได้’

– อ่านงานคุณไมค์แล้วสงสัยว่ามีคนช่วยเรื่องการใช้ภาษาไทยหรือเปล่า เพราะใช้ภาษาไทยเชิงเสียดสีได้ลึก เช่น คำว่าอนาถาทางวิชาการ คำว่าคลำร่องประวัติศาสตร์ผิดพลาด อะไรพวกนี้ หรือแม้แต่คำด่าผ่านอีโมหิณีแมวตัวโปรด…

‘ผมว่าไม่ใช่นะ หลายเรื่องผมคิดว่าเป็นการแปลมาจากภาษาอังกฤษ อย่าลืมว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาพื้นฐานของเขา ภาษาน้ำนมของเขา ฉะนั้นเวลาเขาเขียนเป็นภาษาไทยนี่ ผมคิดว่าเขาคิดเป็นภาษาอังกฤษแล้วแปลมันออกมา มันเลยฟังตลก คนหนึ่งที่ผมว่าเป็นตัวอย่างของการใช้ภาษาไทยแบบนี้ คือคุณ’รงค์ วงษ์สวรรค์ หลายสำนวนของคุณ’รงค์ มาจากภาษาอังกฤษ แต่คุณ’รงค์แกเป็นคนไทย ฉะนั้นแกแปลออกมาแล้วอาจจะรื่นหูกว่า ผมว่าหลายอันของไมค์ก็ไม่ได้ตรงเผงหรอก คือผมไม่เห็นด้วยกับกระทรวงวัฒนธรรม ที่ยกให้ไมค์ เป็นคนใช้ภาษาไทยดีเด่น (หัวเราะสนุก) ผมว่าถ้าไมค์แม่งเป็นคนไทย มันไม่มีทางได้ (หัวเราะ) มันเขียนอะไรตลกชิบเป๋ง (หัวเราะ) เผอิญมันเป็นฝรั่ง (หัวเราะอีกยาว)’

– แล้วคุณไมค์ประสบความสำเร็จไหมในความเป็นมนุษย์สมัยใหม่ มนุษย์เชิงวิพากษ์ ?

‘ในแง่ modern man อาจไม่ประสบ ผลสำเร็จเลย เพราะว่าในประเทศไทย คนก็ยังมองไม่เห็นเรื่องนี้ว่า โลกข้างหน้านี่เราจะต้องเป็นแบบไมค์ เป็นมนุษย์สมัยใหม่แบบไมค์ แต่ว่าในแง่ของการตั้งคำถาม ในแง่วิชาการ เขาทำให้คนไทยโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่มีใจกล้าขึ้น กระตุกให้ลุกขึ้น ตั้งคำถามกันมากขึ้น’

‘แล้ววิธีตั้งคำถามของเขานี่ ผมคิดว่าสุภาพนะ คนที่เคยโจมตีกรมพระยาดำรงฯ คนเคยโจมตีนักปราชญ์ไทยรุ่นเก่าๆ มา บางทีเราไปโจมตีเรื่องของบุคคล ไม่ได้โจมตีความเห็น ซึ่งไมค์ไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้ ไมค์จะโจมตีความเห็น คือวิพากษ์วิจารณ์ความเห็นว่ามันผิดมันถูก อะไรก็แล้วแต่ ผมว่ามันเป็นท่าทีที่สุภาพ แล้วผมคิดว่าคนทั่วไปจะไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นเรื่องลบหลู่อะไร ยกเว้นจะเป็นลูกหลานกรมพระยาดำรงฯ หรือหลงใหลกรมพระยาดำรงฯสุดขั้ว แตะไม่ได้อะไรแบบนั้น มันก็ทำให้เกิดความคิดว่า ซักได้ ก็ถามได้’

– ในทางกลับกัน พบว่าคนที่คัดค้านหรือ ไม่ยอมรับคุณไมค์ จะไม่ค่อยเน้นเรื่องเนื้อหา แต่จะเน้นเรื่องตัวบุคคล เช่น เป็นฝรั่ง เป็นคนนอก ไม่ใช่เจ้าของประวัติศาสตร์…

‘เพราะคนไทยไม่ค่อยมีความ รู้ไง พูดกันตรงไปตรงมานะครับ ความรู้ของนักวิชาการไทยค่อนข้างจำกัด จะเถียงเรื่องเนื้อหาก็เถียงไม่ได้ เพราะตัวเองก็ไม่รู้ (หัวเราะ)’

‘สำหรับไมค์นะ ผมว่าเขาเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนที่ได้ใช้ชีวิตคุ้มแล้ว’


อัสดง ‘ฝรั่งคลั่งสยาม’ ความตายของ… ไมเคิล ไรท์

กว้าง คูณยาวตามขนาดของห้อง 4 เหลี่ยมบนชั้น 2 ตึก ‘มติชน’ หลายเดือนก่อน ‘ไมเคิล ไรท์’ ยืนข้างหน้าต่างที่เปิดกว้าง ขะมักเขม้นลำพังกับการอ่านหนังสือพลางสูบบุหรี่

มุมมองจากลานจอดรถเงยหน้าขึ้นไป ภาพเช่นนี้ดูปกติธรรมดาและชินตา

ครั้น เมื่อได้เข้าไปนั่งในมุมเดียวกัน ที่ ‘ไมเคิล ไรท์’ เคยยืนสูบบุหรี่ เพื่อพูดคุยกับ’สุพจน์ แจ้งเร็ว’ บรรณาธิการนิตยสาร ‘ศิลปวัฒนธรรม’ ผู้ที่มีโต๊ะทำงานอยู่ในห้องเดียวกันกับ ‘ไมเคิล ไรท์’

จึงพอได้สัมผัสลมที่พัดโชยเข้ามา พร้อมๆ กับกลิ่นอวลของบรรยากาศที่กรุ่นอยู่ทั่ว

ในวันที่ ‘ฝรั่งคลั่งสยาม’ ปูชนียบุคคลของไทยอีกคนหนึ่ง นอนสงบนิ่งนิรันดร์

และกลิ่นควันบุหรี่ยี่ห้อ ‘ลอนดอน’ ยังลอยเอื่อยบางเบา…

‘ไมเคิล ไรท์อ่านศิลาจารึกได้ ถนัดศิลาจารึกด้วยซ้ำ วรรณคดีไทย แล้วก็เขียนภาษาไทยได้ ต้นฉบับลายมือก็ยังมีอยู่ แต่อาจจะสะกดผิดสะกดถูกบ้าง แต่สำนวนภาษาของแก 100 เปอร์เซ็นต์ สำนวนกวนๆ’ บรรณาธิการศิลปวัฒนธรรมกล่าวและว่า

‘ไมเคิล ไรท์เคยให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องแรกที่เขียนลงศิลปวัฒนธรรมก็คือเรื่องส้วมในสมัยสุโขทัย จากนั้นก็มาทำเรื่องศิลาจารึก จนเมื่อแกมาอยู่มติชนแล้ว เขียนลงมติชนสุดสัปดาห์ในเรื่องทรรศนะสังคม การเมือง เป็นการขยายออกไปอีกที จากเดิมที่แกเขียนเรื่องประวัติศาสตร์’

‘เรื่องแมวอีนังโมหิณี คือเขาเป็นคนอังกฤษ เขาเป็นคนชอบเลี้ยงแมว ทีนี้แมวที่บ้านชื่ออะไร ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าเขาก็อาศัยตัวนั้นละมาเป็นทรรศนะตบท้าย เป็นลูกเล่นในการเขียนหนังสือ เป็นทรรศนะกวนๆ ไมเคิลเวลาพูดเขาก็จะมีสำบัดสำนวนเหมือนภาษาเขียนเขานั่นละ’

สุพจน์ เล่าให้ฟังอีกว่า ไมเคิล ไรท์ชอบอ่านหนังสือมากมายสารพัดจิปาถะ ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสังคม การเมือง และมักจะ แลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่านอยู่เสมอ

‘ปกติแล้วตอนสายๆ เขาจะมานั่งโต๊ะข้างๆ นี้ละ นั่งเขียนหนังสือ หารูปอะไรต่างๆ บางทีก็มีหนังสือติดมือมา เฮ้ พจน์ เล่มนี้ลองเอาไปอ่านดูสิ น่าสนใจนะ ผมก็อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง เล่มสุดท้าย ดูเหมือนว่าเขาเห็นผมนั่งอ่าน นั่งสนใจเรื่องเกี่ยวกับไบเบิล เขาก็เลยเอา Who wrote the bible มาให้อ่าน ผมอ่านรวดเดียวจบเลย’

‘บางทีทางสำนักพิมพ์ก็มาปรึกษา เอาหนังสือมาเสนอ หนังสือเล่มนี้ควรจะแปลเป็นไทยไหม แกก็ทำให้เต็มที่ แกก็อ่านทุกเล่ม แล้วก็มีคอมเมนต์ว่า เฮ้ยมันไม่เข้าท่า หรือมันดี หรือเล่มนี้โยนทิ้งไปได้เลย ปกติเขาเป็นคนอารมณ์ดี’

สุพจน์ย้อนระลึกว่า ไมเคิล ไรท์เข้าโรงพยาบาลเมื่อตอนประมาณเดือนพฤศจิกายน ซึ่งในขณะนั้นอาการป่วยยังไม่สำแดงมากมาย

‘อยู่มาวันหนึ่ง ผมจำได้ว่าแกยืนอยู่ตรงนี้ แล้วแกก็บอกว่า ผมไปหาหมอ หมอตรวจแล้วว่ามีจุดที่ปอด ก็ยังไม่รู้ผล รอผลหมออยู่ แล้วแกก็ป่วยเป็นอาทิตย์ แล้วแกก็มาใหม่ แล้วก็มาบอกว่าหมอบอกว่าคงไม่เป็นไร คงต้องตรวจผลอีกทีอะไรทำนองนี้ หลังจากนั้นมาแกก็ไม่ได้มาอีกเลยเพราะเข้า โรงพยาบาล’

‘ที่จริงก่อน จะป่วย ไมเคิล ไรท์ก็เพิ่งไปทำตามา แกเป็นต้อ แกยังเขียนลงมติชน สุดสัปดาห์อยู่ว่า แกใช้ชื่อไทยเข้าโรงพยาบาล แล้วบังเอิญว่าวันนั้นมีฝรั่งคนหนึ่งเข้าไปด้วย แกบอกว่าแกเกือบจะได้ตาของหมอนั่นแล้ว พยาบาลเห็นว่าแกเป็นฝรั่งคง จะใช้ชื่อฝรั่ง แต่แกใช้ชื่อเมฆ มณีวาจา ซึ่งเป็นชื่อไทยของแก แล้วแกก็ถือสัญชาติไทยด้วย พยาบาลก็นึกไม่ถึง ทั้งๆ ที่นายเมฆก็คือตัวไมเคิล ไรท์นั่นเอง นึกว่าแกเป็นคนอื่น แกก็เอามาเขียนลงมติชนสุดสัปดาห์แบบตลกๆ ว่า ผมเกือบจะได้ตาคนอื่น’

บนโต๊ะที่ว่างเปล่าข้างๆ กับกองหนังสือ ที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ สุพจน์ ทิ้งท้ายว่า

‘ไมเคิล ไรท์เป็นลูกคนเดียว ญาติพี่น้องที่ประเทศอังกฤษก็ไม่มีแล้ว’

….

ศิลป วัฒนธรรม ปีที่ 23 ฉบับที่ 3 (มกราคม 2545) ‘ไมเคิล ไรท์’ เขียนบทความชิ้นหนึ่งเรื่อง ‘เชิญรู้จักกับแม่ผม’ มาตาธิปไตยมีจริงหรือ ? Is Matriarchy Real ?

บางคำ บางวรรคตอน เมื่อ 7 ปีที่แล้ว น่าจดจำยิ่งนัก

… เมื่อผมอายุราว 5-6 ขวบ และเพิ่งเรียนรู้ว่า ‘ตาย’ หมายความว่าอย่างไร ผมตรึกตรองเป็นนานแล้วอธิษฐานว่า ‘ขอให้ผมตายก่อน แม่จะได้มีอายุยืนแทน’

หลังจากที่ตรึกตรองอีกครั้งหนึ่ง ผมเปลี่ยนคำอธิษฐานว่า ‘ความทุกข์อันเร่าร้อนที่เกิดจากการพลัดพรากกันเป็นความเจ็บปวดที่เหลือทน ดังนั้นขอให้แม่ตายไปก่อนและขอให้ความทุกข์ทรมานทั้งหมดตกแก่ผม ผมทนได้ทุกอย่าง แต่อย่าให้เห็นแม่เป็นทุกข์’

ไมเคิล ไรท์บันทึกในศิลปวัฒนธรรมฉบับดังกล่าวว่า ในปี 1985 แม่ (Eva) เดินทางจากประเทศอังกฤษมาอยู่ประเทศไทย

‘แม่มาอยู่กับผม, สุขภาพทรุดโทรมมาก อยู่ได้ 3 เดือนแล้วเข้าโรงพยาบาล’

ผมอยู่กับแม่เป็นครั้งสุดท้ายในห้องไอซียู ผมจับมือแม่ แม่ลืมตายิ้มร่าเหมือนชื่นใจ แล้วพูดชัดถ้อยชัดคำว่า ‘Pull your britches up !’ (‘จับกางเกงไว้ให้ดี !’ เป็นสำนวนที่พ่อแม่ใช้ปลอบใจลูก คล้าย ‘ทำใจให้ดีนะ !’) แล้วหลับตา ทันใดนั้นเส้นหัวใจบนจอทีวีราบลงเรียบเป็นบรรทัด และผมรู้ว่าแม่จากไปแล้ว

… ต่อจากนั้นมาตลอดจนทุกวันนี้ผมเจอะกับแม่ในฝันบ่อยๆ โดยมากผมฝันจะทำอะไรดีๆ เด่นๆ ให้แม่, แต่ล้มเหลว แม่จะยิ้มเศร้าๆ, สั่นหัว แล้วปรารภว่า ‘เอาอีกแล้วนะลูก ! ทำไมลูกช่างไม่เอาไหน ? ทำไม ทำไม…? ผมไม่เคยทันตอบแม่เพราะผมมักตื่นขึ้นก่อน และไม่มีคำตอบอยู่ดี…

ความรัก ความผูกพัน ระหว่างไมเคิล ไรท์กับแม่ ยังมีพยานอีกคนหนึ่งบนโลกนี้ที่ได้จารึกไว้ ‘สุจิตต์ วงษ์เทศ’

เดือนกรกฎาคม 2541 ในคำนำเสนอ ‘ฝรั่งคลั่งสยาม นาม ไมเคิล ไรท์’ สุจิตต์ วงษ์เทศ ระบุตอนหนึ่งว่า

‘… แม่ของไมเคิล ไรท์เป็นชาวอังกฤษ อายุกว่า 76 ปีแล้ว อยู่บ้านนอกกรุงลอนดอนเพียงคนเดียว เพราะไมเคิล ไรท์เองก็ตัดสินใจอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ไม่กลับไปครองบ้านที่อังกฤษแล้ว แต่แม่ที่อายุมากท่านป่วยกระเสาะกระแสะตามประสาคนที่ชราภาพ

ปลายปี ที่แล้วแม่ก็เดินทางมาหาไมเคิล ไรท์ที่กรุงเทพฯ ประหนึ่งว่าจะมาฝากผีฝากไข้บั้นปลายชีวิตไว้ที่แผ่นดินสยามนี้ ซึ่งไมเคิล ไรท์ก็ปรนนิบัติพัดวีแม่อย่างดีที่สุด

ไมเคิล ไรท์เล่าให้ผมฟังเรื่องแม่ของเขาเสมอๆ เพราะเขารักแม่ และเมื่อผมได้ยินเรื่องราวที่เขาเล่าเกี่ยวกับแม่ ผมไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องราวของแม่-ลูกชาวยุโรปหรือชาวต่างชาติอื่นใด หากเป็นบรรยากาศของแม่-ลูกอย่างไทยๆ ที่เข้าถึงพระไตรลักษณ์ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

‘แม่ผมสั่ง ว่า ถ้าแกตายวันไหน ขอให้จัดงานเลี้ยงใหญ่ในวันนั้น เพราะความตายไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาทุกข์โศก…ผมจำได้ว่าไมเคิล ไรท์เล่าให้ผมฟังอย่างนี้จริงๆ’


ปิดฉาก ‘ฝรั่งคลั่งสยาม’ อาลัย ‘ไมเคิล ไรท’

โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช

ใครๆ รู้จักเขาในสมญา ‘ฝรั่งคลั่งสยาม’ ที่ได้รับการประทับตรารับรองไม่เพียงเพราะเขาเป็นหนึ่งในชาวอังกฤษที่ตกหลุมรักเมืองไทย

เข้ามาปักหลักอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ รวมทั้งตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าชีวิตนี้จะอยู่เมืองไทย และตายที่เมืองไทย

แต่เพราะเขา- ไมเคิล ไรท (Michael Anthony Stanley Wright-ชื่อตามพาสปอร์ต) หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า ‘คุณไมค์’ จุดประเด็นการศึกษาในแวดวงประวัติศาสตร์-โบราณคดีไว้ไม่น้อย

โดยเฉพาะเรื่องศิลาจารึกหลักที่ 2 หรือ ‘จารึกวัดศรีชุม’ ที่เมื่อก่อนไม่มีใครให้ความสนใจ มองว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ

ไมเคิล ไรท คนนี้ที่เป็นคนที่ยืนยันว่า จารึกวัดศรีชุมมีความสำคัญมาก พรรณนาเรื่องราวในลังกาถูกต้องหมดทุกอย่าง รวมทั้งยังใช้ภาษาที่งดงาม ทั้งเชื่อว่าจารึกวัดศรีชุมน่าจะมีอายุเก่าแก่กว่าจารึกพ่อขุนรามคำแหง

เหตุเพราะก่อนหน้าจะมาอยู่เมืองไทย คุณไมค์ไปเที่ยวเล่นอยู่ในศรีลังกาอยู่ 1 ปี ด้วยความหลงใหลในงานศิลปะ วัฒนธรรมอินเดีย

ไม่แปลกที่คุณไมค์จะอ่านศิลาจารึกได้คล่อง และเข้าใจถึงสิ่งที่จารึกวัดศรีชุมได้จดจารไว้

ไมเคิล ไรท เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2483 ที่เมืองเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ โตขึ้นมาตามโรงเรียนสอนศาสนาคาทอลิก

เป็นลูกคนเดียว ที่มีความผูกพันกับแม่มาก

เขาเคยเขียนจดหมายถึงสุจิตต์ วงษ์เทศ เล่าถึงแม่หลังจากฌาปนกิจศพที่วัดมกุฏกษัตริยาราม เมื่อเดือนพฤษภาคม 2528 ว่า

‘เห็นกวีไทยเขียนมามากเรื่องพระคุณแม่ว่าให้กำเนิดลูกด้วยความเจ็บปวดยิ่งนัก เคยมีใครเขียนเรื่องความร้อนที่แผ่ออกจากเมรุเผาแม่ไหม? ผมประสบมาแล้วแต่เขียนไม่ได้ เพราะไม่เป็นภาษาไทย

แม่ให้เราผุดเป็นคนขึ้นมาด้วยความยากลำบากและเจ็บปวด แล้วในที่สุดเรามีหน้าที่ส่งแม่ดับสูญไปท่ามกลางเปลวเพลิงที่ร้อนยิ่งกว่าเพลิงกัลปาวสานที่ผลาญถึงพรหมโลก ผมรู้สึกมาแล้วเมื่อเทกระจาดดอกไม้จันทน์ใส่เมรุแม่และถูกเผาไปส่วนหนึ่งของวิญญาณ’

ขณะที่กับ พ่อ คุณไมค์บอกว่า เป็นกัปตันเรือ…ไม่รู้จักพ่อเลย ไม่ค่อยได้เจอกัน

เด็กชายไมค์ เรียนระดับประถม-มัธยมที่ วิทยาลัยเซนต์ไมเคิล คอลเลจ ในเมืองเซาแธมป์ตัน แต่ไม่ทันได้เรียนจบก็เลิกราจากการศึกษาในกรอบ ออกเผชิญโลกด้วยวัยเพียง 19 ปี ไปตามหาเมืองในฝัน

เขาจับเครื่องบินไปประเทศศรีลังกาเพียงเพราะสนใจศิลปะ วัฒนธรรมอินเดีย

ก่อนจับพลัดจับผลูมาอยู่ในกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร

เกลอเก่าที่เคยรู้จักคุณไมค์ตั้งแต่สมัยรุ่นๆ เล่าว่า คุณไมค์เมื่อแรกเข้ามาอยู่เมืองไทย ทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กระทั่งได้รู้จักกับ บุญชู โรจนเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพในขณะนั้น และได้รับการทาบทามเข้าไปทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ โดยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายแปลเอกสาร รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของบุญชู

ทว่า ความที่คุณไมค์ เป็นผู้คลั่งไคล้ในเรื่องศิลาจารึก เมื่อคุยเปิดประเด็นนี้กับคนรอบข้าง รวมทั้งกับ วิทยากร เชียงกูร และ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ในห้องเดียวกันที่ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานผ่านฟ้า -คนฟัง ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง พากันส่ายศีรษะและลงความเห็นว่า คุณไมค์เป็นโรคศิลาจารึกสุโขทัยขึ้นสมอง

เด็กชายไมค์กับแม่

ที่สุดจึงแนะนำให้รู้จักกับ สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่ตอนนั้นกำลังค้นประวัติศาสตร์ยุคสุโขทัยจากเอกสารต่างๆ เพื่อใช้ประกอบการจัดทำหนังสือ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

หลังจากนั้นคนทั้งคู่ คือ ไมเคิล ไรท และ สุจิตต์ วงษ์เทศ ก็นั่งถกเถียงเรื่องศิลาจารึกสุโขทัยกันที่ร้านเหล้าริมถนนราชดำเนิน

และเป็นที่มาของการเปิดประเด็นร้อนๆ เกี่ยวกับจารึกวัดศรีชุม

เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2522 เมื่อนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับปฐมฤกษ์ออกวางตลาด พร้อมกับบทความแรกของ ไมเคิล ไรท เรื่อง ‘ส้วม ในประวัติศาสตร์สุโขทัย’ โดยใช้หลักฐานส้วมจากลังกามาอธิบาย สร้างกระแสความตื่นตัวให้แก่วงการประวัติศาสตร์-โบราณคดีอย่างคึกคัก

สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนถึง ไมเคิล ไรท ในหน้าคำนำเสนอของหนังสือ ‘ฝรั่งคลั่งสยาม นามไมเคิล ไรท’ ว่า

‘ผมไม่เคยถาม และไม่อยากถามว่าทำไมถึงมาสนใจอ่านศิลาจารึกในสยามประเทศ แต่ผมรู้ว่าคุณไมค์เริ่มสนใจจารึกสมัยสุโขทัย โดยเฉพาะจารึกวัดศรีชุมที่นักวิชาการไทยมักบอกว่าเป็นจารึกเลอะเทอะ เพราะข้อความไม่ปะติดปะต่อ วกไปวนมาคล้ายคนเขียนสติไม่เต็ม

คุณไมค์บอกว่าจารึกวัดศรีชุมสำคัญมาก พรรณนาเรื่องราวในลังกาถูกต้องหมดทุกอย่าง ภาษาก็งามหมดจด เสียแต่ว่านักวิชาการไทยไม่สนใจศึกษาเรื่องลังกา และอ่านภาษาไทยในจารึกไม่เข้าใจ ทำให้กล่าวโทษจารึกหลักนี้ว่าเลอะเทอะ ความจริงคนอ่านไม่รู้เรื่องนั่นแหละเลอะเทอะ’

หลังจากที่คุณไมค์เขียนบทความเรื่องศิลาจารึกวัดศรีชุมลงใน ศิลปวัฒนธรรม และ เมืองโบราณ ที่สุดก็เป็นที่ยอมรับจากวงวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนได้รับเชิญจากหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ให้เป็นกรรมการชำระและตรวจสอบจารึกวัดศรีชุม

ไมเคิล ไรท มีชื่อตามบัตรประชาชนว่า ‘เมฆ มณีวาจา’ ชื่อที่เจ้าตัว-ตั้งขึ้นเองเมื่อครั้งทำการโอนสัญชาติจากอังกฤษเป็นไทย

เคยใช้นามปากกาที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ ตั้งให้เมื่อแรกเขียนคอลัมน์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมว่า ‘ไมตรี ไรพระศก’

บุคลิกภายนอกที่สุภาพอ่อนน้อม มีรอยยิ้มระบายบนใบหน้าอยู่เป็นนิจ แต่ในบทบาทของคอลัมนิสต์ คุณไมค์ กลับตรงกันข้าม

เป็นผู้ที่กล้าวิพากษ์วัฒนธรรม ‘ไทย’ อย่างตรงไปตรงมา ไม่หวั่นแม้จะมีเสียงสะท้อนกลับมาว่า เป็นฝรั่งที่ไม่มีศาสนาด้วยซ้ำ แต่บังอาจวิพากษ์คนไทย วิพากษ์ศาสนาพุทธ

เขาบอกเพียงว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่มีคนสนใจอ่านบทความที่เขาเขียน ดีกว่าการที่ไม่มีคนสนใจอ่าน

เป็นคนหนึ่งที่ยืนยันว่าไม่มี ‘ความเป็นไทย’ ในโลกนี้ ความเป็นชาติเป็นเพียงสิ่งสมมุติ…เมืองไทยเข้าใจตัวเองไม่ได้ถ้าไม่มองประเทศเพื่อนบ้าน

คุณไมค์เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญการใช้ภาษาไทยอย่างดีเยี่ยม เป็นผู้ที่เริ่มใช้คำว่า ‘อุษาคเนย์’ แทนคำว่าเอเชียอาคเนย์
(บน) วงสนทนาวิชาการของ ‘ศิลปวัฒนธรรม’ (ซ้ายสุด) สุจิตต์ วงษ์เทศ (ที่ 2 จากขวา) ไมเคิล ไรท (ขวาสุด) ศรีศักร วัลลิโภดม

จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จะยกย่องเชิดชู ไมเคิล ไรท ให้เป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปี พ.ศ.2550 และมูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป ยกย่องให้เป็นผู้มีอุปการคุณต่อวงการไทยคดีศึกษา

ในส่วนของการทำงาน ไมเคิล ไรท ทำงานอยู่ที่ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ ตั้งแต่ พ.ศ.2513-2543 เป็นที่ปรึกษา บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ พ.ศ.2543-ปัจจุบัน เป็นคอลัมนิสต์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่ พ.ศ.2522-ปัจจุบัน และเป็นนักเขียนในคอลัมน์ ‘ฝรั่งมองไทย’ ในหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ ตั้งแต่ พ.ศ.2535-ปัจจุบัน

มีผลงานหนังสือที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มมากมาย อย่าง ฝรั่งคลั่งสยาม (พ.ศ.2541), ฝรั่งอุษาคเนย์ (พ.ศ.2542), ตะวันตกวิกฤต คริสต์ศาสนา (พ.ศ.2542), โองการแช่งน้ำ (พ.ศ.2543), ฝรั่งหลังตะวันตก (พ.ศ.2547), พระพิฆเนศ (พ.ศ.2548), แผนที่แผนทาง (พ.ศ.2548), ไมเคิล ไรท มองโลก (พ.ศ.2549), โลกนี้มีอนาคตหรือ? (พ.ศ.2550), ฝรั่งคลั่งผี (พ.ศ.2550), ฝรั่งหายคลั่งหรือยัง (พ.ศ.2551)

บ่ายวันพุธที่ 7 มกราคม 2552 ‘ไมเคิล ไรท’ สิ้นใจลงอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งปอด ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ สิริอายุรวม 68 ปี


ไมเคิล ไรท เปิดใจ สวช.ยกย่องใช้ภาษาไทยดีเด่น ปี’50

ไมเคิล ไรท ให้สัมภาษณ์ ‘ประชาชื่น’ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2550 ครั้งที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ยกย่องเชิดชูให้เป็นหนึ่งในผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปี พ.ศ.2550 ว่า…

@ เริ่มเรียนภาษาไทยอย่างไร?

ที่จริงผมไม่ได้เริ่มที่ภาษาไทย เริ่มที่ภาษาบาลีสันสกฤต เริ่มที่ภาษาตะวันออก ภาษาอื่นด้วย ภาษาจีนด้วย แล้วค่อยเรียนภาษาไทยทีหลัง

@ เริ่มอย่างไร?

ก่อนที่จะมาเมืองไทยสัก 6 เดือนหรือปีหนึ่ง ผมเริ่มเรียน ก ข ค ง ก่อน คือที่จริง ก ข ค ง ก็คือภาษาบาลี-สันสกฤต มันเลยสะดวก

เรียนด้วยตนเอง จากหลายตำรา

@ มาอยู่เมืองไทยก่อนเป็นคอลัมนิสต์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปี 2522?

ผมมาเมืองไทยปี 2503 แต่เรียนภาษาไทยก่อนหน้านี้

ก่อนที่จะมาเมืองไทย ผมไปอยู่ลังกา 1 ปี ตอนนั้นไปเที่ยวและเรียนด้วย แล้วมาเมืองไทย ผมก็เห็นความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ระหว่างลังกากับไทย โดยเฉพาะที่สุโขทัย ทำให้ผมสนใจเรียนภาษาไทย

@ เรียนเพื่อจะอ่านตำรา?

ใช่ครับ เรียนเพื่อจะอ่านจารึก และตำนาน และเพื่อใช้ประโยชน์ด้วย จารึกภาษาไทยเยอะแยะไปหมด ตั้งแต่สมัยสุโขทัยก็มีจารึกภาษาไทยแล้ว

@ ศึกษาเอง?

มีเพื่อนดีๆ หลายๆ คนที่เป็นปัญญาชนที่รู้เรื่องดี ผมก็เลยได้ครูดีเต็มไปหมด ไม่มีครูเฉพาะ แต่มีคนตัวอย่างที่ผมนับถือว่าเป็นครู เช่น คึกฤทธิ์ ปราโมช สุจิตต์ วงษ์เทศ ทำนองนั้น

ผมได้ความรู้จากท่านทั้งๆ ที่เราไม่ได้เป็นครูกับศิษย์โดยทางการ ผมทึ่งมากเกี่ยวกับการใช้ภาษา คุณก็คงรู้ๆ อยู่ดีว่าใครๆ ชอบอ่านคึกฤทธิ์ ใครๆ ชอบอ่านสุจิตต์ เพราะเขียนสนุก

@ อ่านจารึกได้ก่อนรู้ภาษาไทย?

จะว่าอย่างนั้นไม่ได้ ต้องเรียนพูดเขียนให้คล่องก่อน แล้วค่อยหัดดูจารึก แต่…ว่าง่ายๆ คือ ผมเรียนภาษาไทยกลับหัวกลับหาง คือคนโดยมากขึ้นต้นด้วยคำง่ายๆ พ่อ แม่ สวัสดี แต่ผมเรียนจากข้างบนมาข้างล่าง ผมรู้จักคำว่า ‘ธรรมาสน์’ ก่อนจะรู้จัก ‘เก้าอี้’

@ มีเคล็ดลับในการเรียนภาษาไทย?

ผมมีเคล็ดลับอยู่อย่างหนึ่งที่ผมอยากจะเสนอให้นักเรียนไทยเอาเยี่ยงอย่าง คือ ไม่ต้องตั้งใจเรียนเฉพาะเรื่องดีๆ สวยๆ งามๆ แต่ควรจะเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วถ้าหากว่ามีอะไรที่สนุกสนาน หรือว่าทะลึ่งๆ ที่จับจิตจับใจ ก็เรียนจากหน้าหนังสือพิมพ์ คือไม่ต้องไปหาเรื่องเคร่งๆ เครียดๆ อย่างคำแรกๆ ที่ผมหัดจากหน้าหนังสือพิมพ์คือ คำว่า ตะลุมบอน ฆาตกรรม ทมิฬ อะไรทำนองนั้น เพราะเรื่องน่าตื่นเต้นมันจำได้ง่าย

@ ตอนเรียนภาษาไทยแรกๆ

ลำบากมาก (เน้นเสียง) คือตอนแรกๆ ก็จับถ้อยความไม่ได้ มันยากเพราะว่ามันไม่ใช่ภาษาแม่ผม การเรียนภาษาต่างประเทศทุกภาษายากทั้งนั้น ใช้เวลาครับ แต่เรียนภาษาไทยมันได้ประโยชน์อยู่อย่างคือ เวลาพูด คนไทยโดยมากจะพูดแยกคำ ฉัน-รัก-เธอ ผิดกับภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ที่พูดแต่ละคำจะสลายต่อกัน อย่าง I have not got เขาจะว่า haven’t got เหมือนกับว่าเป็นคำเดียวกัน คนไทยโดยมากพูดค่อนข้างจะชัดถ้อยชัดคำ พอจะจับความได้

ผมรู้สึกว่าสัก 5 ปีจนกว่าจะพูดจา ฟังเขาได้อย่างราบรื่นสบายใจ คือพูดจาได้โดยไม่ต้องคิด

@ หมายถึงคิดเป็นภาษาไทย

นั่นล่ะครับ แต่ผมโชคดีที่ผมมาอยู่เมืองไทย ผมได้ยินภาษาไทยตลอดทุกวัน

@ มีความเห็นอย่างไรกับการใช้ภาษาไทยของคนไทยปัจจุบัน

อันนี้ผมถือว่า นับว่าผิดไม่ได้ คือ ภาษาของเขามีชีวิต และภาษาก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

@ ไม่แปลกที่จะมีศัพท์แสลง

ไม่แปลก ไม่เห็นเสียหายตรงไหน โดยมากผมพอจับความหมายได้จากบริบท บางทีก็งงเหมือนกัน

@ นอกจากภาษาไทยแล้วรู้ภาษาอะไรอีก?

ผมอ่านฝรั่งเศสได้สะดวก แต่ภาษาอื่นผมสนใจมาก ชอบเรียนหลักภาษา อย่างภาษามอญ ภาษาเขมร พม่า สิงหล ทมิฬ ผมพยายามเรียนหลักภาษาของเขา และเรียนศัพท์อยู่บ้าง แต่ใช้ภาษาของเขาไม่ได้

@ ชอบภาษาไทย?

ชอบสิครับ มันสะดวกและสนุก ก็พอๆ กับภาษาอังกฤษ ใช้เล่นแง่ได้หลายแง่ มันไม่ใช่ภาษาแข็งทื่อ

@ มีความเห็นอย่างไรที่กระทรวงวัฒนธรรมยกย่องเป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น?

ได้ก็ดี ดีกว่าโดนด่า (อมยิ้ม) ได้ก็ดีใจมาก และผมขอบคุณท่านที่ให้เกียรติ และขอบคุณในพรหมวิหารทั้ง 4 ของคนไทย คือเมตตาผม กรุณาผม มุทิตาผม แล้วก็มีอุเบกขา อดทนต่อความบกพร่องของผม

@ สุขภาพตอนนี้

สุขภาพก็ไม่เลวร้าย เพียงแต่มันเป็นไปตามอายุขัย หูผมหนวกข้างหนึ่ง ตาก็เป็นต้อ ก็เป็นธรรมดาสำหรับคนอายุ 60 ขึ้นไป

Categories: Other
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: