Home > News and politics > การจัดเลี้ยง Banquet ต้นกำเนิดหลักของการเปลี่ยนแปลงจาก Monarchie เป็นสาธารณรัฐที่ 2 ในฝรั่งเศส

การจัดเลี้ยง Banquet ต้นกำเนิดหลักของการเปลี่ยนแปลงจาก Monarchie เป็นสาธารณรัฐที่ 2 ในฝรั่งเศส

การจัดเลี้ยง Banquet ต้นกำเนิดหลักของการเปลี่ยนแปลงจาก Monarchie เป็นสาธารณรัฐที่ 2 ในฝรั่งเศส

คอลัมน์ ระดมสมอง โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล

ภายหลังการโค่นล้มชาร์ลส์ที่ 10 โดยใช้เวลาเพียง 3 วัน ตั้งแต่ 27, 28, 29 กรกฎาคม 1830 แม้ชาร์ลส์ที่ 10 ถูกเนรเทศไป แต่กลุ่มการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปยืนยันให้มีกษัตริย์ต่อไป แต่ต้องการกษัตริย์ประนีประนอม ไม่เอนเอียงไปกับกลุ่ม Ultra-royaliste เพื่อปูทางปฏิรูปประชาธิปไตย จึงตัดสินใจเอาเจ้าสายราชวงศ์ออร์เลออง คือ หลุยส์ ฟิลิปป์ ขึ้นเป็นกษัตริย์ พร้อมกับออก Charte ลงวันที่ 14 สิงหาคม 1830 ใช้เป็นธรรมนูญการปกครองแทน โดยลดอำนาจของกษัตริย์ไม่ให้มีอำนาจในการเสนอกฎหมายและให้อำนาจอธิปไตยเป็น ของชาติ เราเรียกยุคนี้ว่า "Monarchie de Juillet" เพราะเหตุการณ์ที่ประชาชนร่วมกันขับไล่ชาร์ลส์ที่ 10 เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม (Juillet) นั่นเอง

รัฐบาลเริ่มนโยบายก้าวหน้าขึ้น ตั้งแต่การยกเลิกระบบสืบทอดตำแหน่งสภาขุนนางทางสายเลือด การขยายสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งออกไป (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ชายอายุ 25 ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน 200 ฟรังก์ จากเดิมที่ให้เฉพาะผู้ชายอายุ 30 ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน 300 ฟรังก์ ส่วนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งก็เปลี่ยนเป็นผู้ชายอายุ 30 ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน 500 ฟรังก์ จากเดิมต้องเป็นผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน 1,000 ฟรังก์) ยกเลิกการปิดกั้นเสรีภาพในการพิมพ์ ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกไม่เป็นศาสนาประจำชาติอีกต่อไป ตลอดจนการนำธงไตรรงค์ "น้ำเงิน ขาว แดง" จากเดิมที่มีแต่สีขาว มาใช้เป็นธงประจำชาติ

ในช่วงแรก หลุยส์ ฟิลิปป์ ได้การยอมรับจากประชาชนมากถึงขนาดที่ชาวฝรั่งเศสขนานนามว่าเป็น "กษัตริย์ของชาวฝรั่งเศส" อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายของหลุยส์ ฟิลิปป์ และรัฐบาล Francois Guizot ก็ยังโน้มเอียงไปทางอนุรักษนิยมอยู่มาก หลายนโยบายเป็นไปในทางที่ต่อต้านผู้ใช้แรงงาน เช่น การไม่ยอมรับสิทธิในการนัดหยุดงาน การห้ามรวมตัวกันเป็นสมาคม ประกอบกับในช่วงปี 1846 ถึง 1848 ฝรั่งเศสประสบปัญหาวิกฤตในสามด้าน ได้แก่ วิกฤตทางเศรษฐกิจ วิกฤตทางจริยธรรม วิกฤตทางการเมือง

ในส่วนของวิกฤตทางเศรษฐกิจ ข้าวของเครื่องใช้ ผลผลิตทางการเกษตร อาหารการกิน มีราคาสูงขึ้นอย่างมาก ยอดคนตกงานสูงขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลยังทุ่มงบประมาณมหาศาลในการก่อสร้างรางรถไฟหลายเส้นทาง ทำให้เงินคงคลังเหลือน้อยลง วิกฤตทางจริยธรรม มีข่าวลือเรื่องรัฐมนตรีทุจริตจำนวนมาก รัฐมนตรีบางรายก็มีปัญหาเรื่องชู้สาว คดีฆาตกรรมและฆ่าตัวตาย ด้านวิกฤตทางการเมือง ประชาชนเริ่มไม่พอใจกับระบบเลือกตั้งแบบจำกัดไว้เฉพาะชายที่เสียภาษีเกิน 200 ฟรังก์ขึ้นไป นอกจากนี้รัฐบาลยังปิดกั้นไม่ให้ประชาชนได้แสดงออกทางการเมืองแบบเป็นทางการ ทำให้คนส่วนมากหันหน้าไปรวมตัวกับกลุ่ม Banquet ต่างๆ ยิ่งนานวัน การจัดงานเลี้ยง Banquet ก็ยิ่งได้รับความนิยม มีการติดอาวุธทางความคิดให้กับผู้ร่วมงานมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนั้นปัญญาชนได้นำประวัติศาสตร์การปฏิวัติ 1789 มารื้อฟื้นใหม่ ด้วยการสอนในชั้นเรียน ตีพิมพ์เป็นหนังสือเผยแพร่ ทำให้อุดมการณ์ปฏิวัติกลับมาเบ่งบานอีกครั้ง ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความไม่แน่นอนชัดเจนเรื่องการสืบทอดตำแหน่งกษัตริย์ ณ เวลานั้น หลุยส์ ฟิลิปป์ มีอายุ 75 ปี พระองค์และเครือข่ายใกล้ชิดจึงกังวลเรื่องสรรหาเจ้าที่มีความสามารถเพียงพอ มาเป็นรัชทายาทสืบต่อ เพื่อรักษาระบอบ Monarchie นี้ไว้

การห้ามชุมนุมทางการเมือง เนื่องมาจากเดือนกรกฎาคม 1835 หลุยส์ ฟิลิปป์ ถูกลอบสังหารจากกลุ่มต่อต้านกษัตริย์ แต่ไม่สำเร็จ ดังนั้นเพื่อป้องกันการปลุกระดมทางการเมืองของพวกต่อต้านกษัตริย์ รัฐบาลจึงออกมาตรการห้ามการชุมนุมทางการเมืองทุกประเภท กลุ่มการเมืองต่างๆ หลบเลี่ยงด้วยการจัดงานเลี้ยง หรือที่เรียกกันว่า "Banquet" แทน Banquet แบบมีเป้าประสงค์ทางการเมืองแอบแฝง เริ่มต้นครั้งแรกที่ปารีส เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 1847 ในงานนั้นมี ส.ส.มาร่วมงาน 86 คน และมีแขกร่วมงานอีก 1,200 คน ในงานมีการเชิญ Odilon Barrot นักการเมืองฝ่ายค้าน มาแสดงปาฐกถา หลังจากนั้นการจัดงานในลักษณะนี้ก็ขยายตัวไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ คำนวณกันว่ามีกลุ่ม Banquet ถึง 77 กลุ่ม คำนวณคนเข้าร่วมได้เกือบสองหมื่นคน

การจัดงาน Banquet เริ่มต้นจากการแสดงดนตรีคลาสสิกโดยวงออร์เคสตร้า และรับประทานอาหารร่วมกัน โดยผู้เข้าร่วมก็ช่วยกันจ่ายค่าเข้างาน จากนั้นก็มีการปราศรัยโดยบุคคลสำคัญ ประเด็นหลักของการปราศรัยในสมัยนั้นคือ การเรียกร้องให้ขยายสิทธิเลือกตั้งออกไปให้ทั่วถึงไม่ใช่จำกัดเฉพาะผู้เสีย ภาษีมาก และโจมตีการดำเนินนโยบายอนุรักษนิยมของรัฐบาล Guizot มีข้อสังเกตว่า บุคคลที่ไปร่วมงาน Banquet มีรสนิยมทางการเมืองค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่อนุรักษนิยม เสรีนิยม นิยมเจ้าสายปฏิรูป นิยมสาธารณรัฐ สังคมนิยม จนกระทั่งซ้ายจัด แต่ทุกคนก็มีจุดร่วมกันคือ ต่อต้านรัฐบาล Guizot และหลุยส์ ฟิลิปป์ อย่างไรก็ตามในภายหลังแกนนำหลักของ Banquet ส่วนใหญ่เป็นผู้นิยมสาธารณรัฐ

รัฐบาล Guizot ไม่เพียงไม่สนองตอบต่อข้อเรียกร้องของการรณรงค์ทางการเมืองแบบ Banquet ตรงกันข้าม เมื่อเห็นการจัดเลี้ยง Banquet เริ่มขยายตัวออกไปกว้างขวาง ก็ออกมาตรการห้ามการจัดเลี้ยง Banquet เพิ่มเติมอีก เหตุการณ์บานปลายเริ่มต้นจากวันที่ 14 ก.พ.1848 เมืองปารีสออกคำสั่งห้ามมิให้จัด Banquet ซึ่งมีกำหนดการจัดงานในวันที่ 19 ก.พ. Armand Marrast นักการเมืองแนวสาธารณรัฐนิยม หนึ่งในแกนนำการจัดงานไม่พอใจ จึงเรียกร้องผ่านหนังสือพิมพ์ National ให้คนที่ไม่เห็นด้วยรวมตัวประท้วงรัฐบาลในวันที่ 22 ก.พ. ณ จัตุรัส Madeleine

นักศึกษากลุ่มหนึ่งซึ่งรวมตัวแถวย่าน Pantheonอยู่แล้ว เพื่อประท้วงรัฐบาลที่ไม่อนุญาตให้สอนวิชาประวัติศาสตร์การปฏิวัติ 1789 ของ Jules Michelet พวกเขาได้ตัดสินใจเข้าร่วมการประท้วงคำสั่งห้ามจัด Banquet ด้วย การประท้วงจึงประกอบไปด้วยผู้ใช้แรงงาน ชนชั้นกฎุมพีที่ไม่พอใจรัฐบาล นักศึกษา นักการเมืองฝ่ายค้าน และแกนนำการจัดงานเลี้ยง Banquet กลุ่มผู้ชุมนุมเดินขบวนและร้องตะโกน "การปฏิรูปจงเจริญ Guizot ออกไป" สถานการณ์ในขณะนั้นทางการประเมินว่าคงควบคุมอยู่ รัฐบาลตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้กองกำลังแห่งชาติ (garde national) ออกมาควบคุมสถานการณ์ เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อเป็นเช่นนี้สถานการณ์ก็ยิ่งลุกลามขึ้น

เช้าวันที่ 23 ก.พ. Guizot สั่งเพิ่มกำลังกองกำลังแห่งชาติ แต่ไม่ได้รับการสนองตอบ ด้วยเหตุว่ากองกำลังแห่งชาติขัดแย้งกับ Guizot สะสมยาวนาน ประกอบกับรัฐบาลและหลุยส์ ฟิลิปป์ ไม่ค่อยใส่ใจกองกำลังแห่งชาติเท่าที่ควร นายทหารจากกองกำลังแห่งชาติคนหนึ่งตะโกนตามผู้ชุมนุมว่า "การปฏิรูปจงเจริญ" และขออาสาทำหน้าที่คุ้มครองผู้ชุมนุมเอง นั่นเป็นสัญญาณว่ารัฐบาล Guizot ควบคุมกองกำลังแห่งชาติไม่ได้อีกต่อไป

Guizot ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลุยส์ ฟิลิปป์ ตั้งให้เคานต์ Mole ดำรงตำแหน่งแทน ผู้ชุมนุมต่างเฉลิมฉลองกันยกใหญ่ตามถนนและจัตุรัสสำคัญ คืนนั้นเองมีผู้ชุมนุมราว 50 คนพากันเดินไปหน้ากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเยาะเย้ย Guizot ปรากฏว่ามีกระสุนจากที่ใดไม่ทราบยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก นำมาซึ่งความโกรธแค้น กลุ่มผู้ชุมนุมลุกฮือจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เกิดเหตุจลาจลทั่วเมืองปารีส

จอมพล Bugeaud ขออาสานำกำลังไปรักษาความสงบ แต่หลุยส์ ฟิลิปป์ เกรงว่าเลือดจะนองแผ่นดิน จึงตัดสินใจสละราชบัลลังก์แทน และลี้ภัยไปอังกฤษ มอบให้เคานต์แห่งปารีส หลานชายวัย 9 ปีเป็นกษัตริย์แทน โดยให้ Duchesse d"Orleans เป็นผู้สำเร็จราชการแทนไปก่อน ในระหว่างการประชุมสภา เพื่อรับรองผู้สำเร็จราชการแทน Duchesse d"Orleans และเคานต์แห่งปารีส ก็เสด็จมาสภาด้วยความหวังว่าสภาจะให้การรับรองและช่วยกันรักษาระบอบ Monarchie ต่อไป

นักการเมืองนิยมสาธารณรัฐตระหนักถึงบทเรียนที่เคย พ่ายแพ้กลุ่มนิยมเจ้า เมื่อครั้งโค่นกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 10 สำเร็จในการปฏิวัติเดือนกรกฎาคม 1830 แต่ในท้ายที่สุดกลับต้องอยู่ภายใต้ระบอบ Monarchie ต่อไป มาครั้งนี้พวกเขาจึงไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายนิยมเจ้าได้สรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่ง กษัตริย์อีกแล้ว พวกเขารวบรวมเสียงข้างมากในสภาและชิงประกาศว่าฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐ และแต่งตั้งรัฐบาลชั่วคราวซึ่งแอบเตรียมการกันไว้ก่อนแล้วขึ้นบริหารประเทศ ไปพลางก่อน รัฐบาลในระบอบใหม่นี้จัดการยกเลิกโทษประหารชีวิตในคดีการเมือง ยกเลิกทาส รับรองสิทธิเลือกตั้งทั่วไป

เป็นอันว่าระบอบ Monarchie ได้ปลาสนาการไปอีกครั้งเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1848 และได้สาธารณรัฐที่ 2 มาแทนที่ เหตุการณ์สี่วันในเดือน ก.พ. 1848 มีผู้เสียชีวิตรวม 350 ราย บาดเจ็บเกือบ 500 ราย

การปฏิวัติโค่นล้มระบอบ Monarchie และเปลี่ยนแปลงเป็นสาธารณรัฐที่ 2 ของฝรั่งเศสนี้ เป็นการปฏิวัติที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิดเท่าไรนัก เป็นการปฏิวัติที่ปราศจากการจัดตั้งโดยนักปฏิวัติ ทั้งรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน ก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายมาถึงขนาดนี้ กษัตริย์หลุยส์ ฟิลิปป์ ยังตรัสว่า พระองค์ทำผิดอะไร ไฉนจึงกลายเป็นเช่นนี้

ความสำเร็จของ การปฏิวัติครั้งนี้ นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมจะเกื้อหนุนแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ส่วนหนึ่งมาจากการจัดงานเลี้ยงแบบ Banquet ที่เป็นตัวสนับสนุนให้ประชาชนและนักการเมืองหลากหลายแนวทางที่ไม่พอใจรัฐบาล และกษัตริย์ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน พร้อมๆ กับขยายความคิดทางการเมืองให้แพร่หลาย กล่าวได้ว่า ความคิดแบบสาธารณรัฐนิยม ความคิดแบบ "เปลี่ยนแปลง-โค่นล้ม" ระบอบการปกครอง ซึ่งถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ 1789 แต่เริ่มเลือนหายไปเพราะความหวาดกลัวการสังหารศัตรูทางการเมืองเป็นว่าเล่น ดังที่เกิดขึ้นในยุค Terreur ของ Robespierre นั้น ได้ถูกปลุกให้กลับมาโดยฝ่ายนิยมสาธารณรัฐที่เป็นแกนนำของการจัดเลี้ยงแบบ Banquet

ใครจะคาดคิดว่า เพียงแค่การจัดเลี้ยง Banquet กลับนำมาซึ่งการโค่นระบอบ Monarchie เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ

เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแล้วในฝรั่งเศส

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4085

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: