Home > News and politics > 3 ปีแห่งฝันร้าย “สถาบันหลัก”หมดสภาพ เราจะ เสื่อมถอย”ไปถึงไหน ?

3 ปีแห่งฝันร้าย “สถาบันหลัก”หมดสภาพ เราจะ เสื่อมถอย”ไปถึงไหน ?

3 ปีแห่งฝันร้าย "สถาบันหลัก"หมดสภาพ เราจะ เสื่อมถอย"ไปถึงไหน ?

เมษายนปีนี้หดหู่กว่าเดือนเมษายนในปีอื่นๆ เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองของเราก็ยังคงวุ่นวายไม่รู้จบ และนับวันก็ยิ่งทวีความวุ่นวาย สับสน และรุนแรงมากยิ่งขึ้น

วันนี้แม้รัฐบาล ทหาร และสื่อของรัฐ อาจสยบมวลชนเสื้อแดงไว้ได้ชั่วคราว แต่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลกำลังถอด "เสื้อแดง" แล้วลงเล่นเกมใต้ดิน

"ไม่รู้ว่านายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงพื้นที่เสื้อแดงแล้วจะถูกยิงเมื่อใด และยังต้องเตรียมรับมือกับการตอบโต้อย่างรุนแรง" นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ประกาศกร้าว

คำถามที่ไม่มีคำตอบของสังคมไทยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คือ เหตุการณ์ไม่สงบนี้จะจบลงเมื่อไร และจบลงอย่างไร

"ไม่มีใครสามารถทำให้ประเทศสงบสุขได้ในตอนนี้ นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์สกายนิวส์ของอังกฤษจากนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (13 เมษายน) นี่คือทักษิณผู้ปลุกระดม ให้มวลชนออกมาต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย

2 เมษายน จุดเริ่มแห่งความเสื่อม

เอาเข้าจริงหากต้องการวิเคราะห์ภาพวิกฤตการเมืองไทยให้ชัดเจนถึงรากของวิกฤต อาจต้องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2549 วันนั้นถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่ควรจดจำ เพราะ ความวุ่นวายทั้งหลายในบ้านเมืองของเรา "น่าจะ" เริ่มต้นมาจาก วันดังกล่าวไม่มากก็น้อย

เพราะเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้มีการกำหนดให้วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2549 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

พรรคฝ่ายค้านในวันนั้น…ในวันนี้คือรัฐบาล ได้ปฏิเสธไม่ยอมลงสมัครรับเลือกตั้ง

จากนั้นความวุ่นวายต่างๆ ก็ตามมาระลอกแล้วระลอกเล่า สร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นกับพลเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของเรา กลายเป็นปัญหาข้อขัดแย้งภายในประเทศที่ดำรงอยู่เรื่อยมาจนถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว 3 ปีก็ตาม

ในสายตาของนักกฎหมายมหาชนอย่าง ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า "3 ปีที่ผ่านมาเป็น 3 ปีที่แย่มากๆ สำหรับประเทศไทย เป็น 3 ปีที่เราถอยหลังไปไม่รู้กี่ก้าว และเป็น 3 ปีที่ทำให้องค์กรและสถาบันต่างๆ ในบ้านเรา เสื่อมถอยลงอย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้"

ประชาธิปไตยหรือจะสู้ระบบอุปถัมภ์

หากศึกษาดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนับแต่มี รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา เราก็จะพบว่าระบอบประชาธิปไตยในบ้านเราก็เสื่อมถอยลงไปอย่างมากด้วยเช่นกัน จริงอยู่ที่เราไม่สามารถให้คำนิยามหรือคำตอบได้อย่างแน่ชัดว่าอะไรคือประชาธิปไตยสำหรับประเทศไทย

แต่เมื่อพิจารณาจากเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 แล้วก็จะพบว่าคณะผู้ก่อการต้องการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบที่ใช้กันอยู่ในประเทศตะวันตกในขณะนั้นให้มีขึ้นในประเทศไทย

ด้วยเหตุผลนี้เองที่รัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับต่างก็พยายามสานต่อ "ความฝัน" ของคณะผู้ก่อการให้เป็นจริง โดยก้าวข้ามบริบทที่สำคัญไป คือ ความเข้าใจพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย พยายาม "ยัดเยียด" สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือในระบบต่างๆ ของประเทศตะวันตกเอาไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในระบบของไทย โดยลืมไปว่า "คน" ของเรานั้นต่างจาก "คน" ของเขาอย่างไรบ้าง

วัฒนธรรมต่างๆ ที่ฝังรากลึกในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นระบบอุปถัมภ์ อภิสิทธิ์ต่างๆ การหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม กฎ ระเบียบ การไม่เคารพต่อตัวบทกฎหมายขั้นพื้นฐานการไม่เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น การทุจริตคอร์รัปชั่น ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่แทบจะไม่เกิดขึ้นในประเทศตะวันตก แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น "เป็นปกติ" ในบ้านเรา จึงทำให้เราไม่สามารถเดินไปสู่จุดที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงแบบที่เกิดขึ้นในต่างประเทศได้

จริงอยู่ที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา

แต่หากมองอีกด้าน รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างระบบต่างๆ รวมทั้งระบอบประชาธิปไตยในบ้านเรา ความเป็นประชาธิปไตยของเราถอยหลังไปมากเมื่อมีการนำเอากลไกต่างๆ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 มาใช้เพื่อหาประโยชน์ให้กับตนเอง ให้กับพวกพ้อง ให้กับพรรค การเมือง ด้วยการกระทำหลายๆ อย่าง รวมไปถึงการเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่สำคัญ คือการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จนทำให้กลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในประเทศไทยใช้ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง ผลของสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ความเสื่อมถอยของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย

รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ได้สร้างความเสื่อมถอยให้กับฝ่ายนิติบัญญัติทั้ง วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรด้วย โดยในส่วนของวุฒิสภานั้นจะพบว่าเจตนารมณ์ที่ให้มีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่แตกต่างไปจากวิธีการเดิมๆ ที่เคยมีมา ก็เพื่อให้วุฒิสภา "มาจาก" ประชาชนและเข้ามาทำหน้าที่สำคัญๆ "แทน" ประชาชน

แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา "สภาแห่งคุณธรรม" ก็กลับกลายเป็น "สภาผัวเมีย" ทำให้ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารต้องเสียไป

ความฝัน ความหวังของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ที่ต้องการให้วุฒิสภาเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร จึงต้องเสียไปด้วย

และในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรนั้น จริงอยู่แม้ว่าเราได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเราได้พรรคการเมืองพรรคใหญ่เข้ามาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นพรรคเสียงข้างมากที่คุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรและเป็นรัฐบาล

แต่ "เสียงข้างมาก" ดังกล่าวก็กลับถูกใช้ไปในทางที่ผิดเมื่อมีการออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลและกิจการเป็นพิเศษ

เป็นการใช้ "อำนาจ" บริหารเสนอร่างกฎหมาย และใช้ "อำนาจ" นิติบัญญัติผลิตกฎหมายออกมาตามความประสงค์ของฝ่ายบริหาร เพียงแค่กรณีที่กล่าวมาก็ทำให้เรามองเห็นภาพได้ชัดเจนว่า การดำเนินการบางประการของฝ่ายนิติบัญญัติในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้สร้างความเสื่อมถอยให้กับระบอบประชาธิปไตยไม่มากก็น้อย

เหลียวกลับมาดูที่ฝ่ายบริหารกันบ้าง ช่วงเวลาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 เป็นช่วงเวลาที่ทักษิณมีความสุขกายสบายใจกับการใช้อำนาจผ่านทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร แถมยังเลยไปไกลถึงผ่านองค์กรและกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และผ่านกลไกของข้าราชการประจำได้อย่างสนิทสนมกลมกลืน

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมทักษิณจึงเป็นผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบการแบ่งแยกอำนาจของเราต้องเสื่อมถอยไปอย่างมาก

"ตุลาการภิวัตน์"

ความเสื่อมถอยที่น่าวิตก

ส่วนฝ่ายตุลาการนั้น รัฐธรรมนูญฉบับ ปี พ.ศ.2540 ได้สร้างศาลขึ้นมาใหม่หลายศาลด้วยกัน เช่น ศาลรัฐธรรมนูญศาลปกครอง และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในภาพรวมยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาให้กับตนเองด้วยคำวินิจฉัยกรณีซุกหุ้น

ศาลตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ต่างก็ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

แต่อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายตุลาการเริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์เมื่อมี "ตุลาการ" บางคนได้พยายามใช้ประโยชน์จากสถานการณ์บางอย่างสร้างกระแส "ตุลาการภิวัตน์" ขึ้นมา

"ตุลาการภิวัตน์" ก็คือการใช้อำนาจตุลาการที่ออก "นอกกรอบ" อำนาจของตุลาการ อันเป็นการกระทำที่ผิดแผกไปจากการกระทำของบรรพตุลาการที่เคยประพฤติปฏิบัติกันมา โดย "หัวหอก" ของกระบวนการตุลาการภิวัตน์พยายามที่จะชี้ให้สังคมเห็นว่า ในเมื่ออำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร "เสื่อมถอย" อำนาจตุลาการจึงเป็นอำนาจเดียวที่จะเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศได้

ที่ผ่านมา 3 ปี นับแต่มีความ "พยายาม" ปลุกเร้ากระแสตุลาการภิวัตน์ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้านกันมาก ฝ่ายสนับสนุนที่ "ไม่ได้เป็นผู้ได้ประโยชน์" จากตุลาการภิวัตน์ ก็จะแสดงความชื่นชมกับการกระทำที่เกิดขึ้นจากตุลาการภิวัตน์

ส่วนฝ่ายที่ "เป็นผู้ได้ประโยชน์" ก็แน่นอนอยู่แล้วที่จะต้องแสดงความพอใจและขยายผลด้วยการสร้างภาพออกไปให้มากขึ้นๆ เพื่อให้เห็นว่าฝ่ายตุลาการเท่านั้นที่มีอำนาจและมีความเหมาะสมที่สุดที่จะเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตของบ้านเมืองได้

แต่ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนและไม่เห็นด้วยกับ "ตุลาการภิวัตน์" ก็มองอีกแบบ และคิดง่ายๆ อย่างนักกฎหมายระดับธรรมดาๆ ว่าศาลต้องอยู่เฉยๆ จะไปยุให้คนเขาฟ้องกันไม่ได้ ถ้ามีคนฟ้องก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง จะทำนอกกรอบไม่ได้ ใช้อารมณ์ ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาตัดสินคดีไม่ได้

นอกจากนี้หากเป็นเรื่องการเมือง ศาลก็ยิ่งต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ไม่ให้ตัวเองต้องเข้าใกล้ "ไฟ" มากเกินไป เพราะหากเข้าใกล้ไฟมากไปก็อาจ "ไหม้" ได้

อย่างไรก็ตามกระแสตุลาการภิวัตน์ก็ได้เข้าไปใกล้ "ไฟ" ในหลายๆ กรณี เริ่มมาจากการล้มการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษายน พ.ศ.2549 โดยศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง การจำคุกกรรมการการเลือกตั้ง 3 คนโดยศาลอาญา การยุบพรรคการเมืองหลายพรรคโดยศาลรัฐธรรมนูญ ที่เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549

กระแสตุลาการภิวัตน์คงเดินต่อไปเรื่อยๆ หลังจากที่มีรัฐบาลที่คณะรัฐประหารเป็นผู้นำเสนอ ก็เกิดการยุบพรรคการเมืองและเกิดการตัดสินคดีการเมืองกันมาก ผู้คนก็มีทั้งชื่นชมและไม่เห็นด้วยกับกระแสตุลาการภิวัตน์ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่ "ร้ายแรง" และ "น่ากังขา" เท่าไรนัก

ปริศนารัฐประหาร 19 กันยายน

เหตุการณ์ในบ้านเมืองทวีความรุนแรงขึ้น การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจนขึ้น จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง เกิดข้อ "กังขา" ขึ้นในสังคม เมื่อมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งออกมาให้ข่าวว่า ก่อนที่จะมีการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 คนกลุ่มหนึ่งนัดพบกันที่บ้านหลังหนึ่งย่านสุขุมวิท โดยคนกลุ่มนั้นประกอบด้วย ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลฎีกา ข้าราชการระดับสูง และองคมนตรี เข้าร่วมหารือกัน

กระแสข่าวการพบกันดังกล่าวน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ที่ผ่านมา เพราะช่วงภายหลังการรัฐประหารนั้นมีข่าวออกมามากถึงผู้ที่อยู่ใน "ข่าย" ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็มีชื่อของประธานศาลปกครองสูงสุดรวมอยู่ด้วย และในช่วงเวลาเดียวกันก็มีข่าวปาระเบิดหรืออะไรทำนองนั้นที่บ้านประธานศาลปกครองสูงสุด แต่บังเอิญเจ้าของบ้านไม่อยู่ไปต่างประเทศ

และหลังจากการรัฐประหาร หนึ่งในบุคคลที่เข้าร่วมในการพูดคุยก็ได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และอีก 1 คนก็ได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร

แม้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพบกันในครั้งนั้นบางคนจะออกมาปฏิเสธว่า การพบกันดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร

แต่คำถามที่ค้างคาใจคนหลายคนอยู่ก็คือ ทำไมบุคคลจากหลายวงการซึ่งมีทั้งทหาร องคมนตรี ตุลาการระดับสูง ปลัดกระทรวง จึงได้มานัดพบกันและพบกันด้วยเรื่องอะไร และนอกจากนั้น เหตุใดในเวลาต่อมา บุคคลที่ไปพบกันในครั้งนั้นส่วนหนึ่งจึงกลายเป็น "ตัวละคร" ที่สำคัญในบ้านเมืองของเรา

คงลำบากที่จะ "ตอบรับ" หรือ "ปฏิเสธ" ใดๆ ทั้งนั้น ในวันนี้ผู้คนจำนวนหนึ่งมองไกลไปกว่านี้แล้ว

หากผู้คนจำนวนมากเข้าใจว่าการพบกันในครั้งนั้นเป็น "ที่มา" หรือเป็น "เหตุ"ให้เกิดการรัฐประหาร ความเสื่อมถอยก็จะเข้ามาสู่สถาบันอย่างน้อย 2 สถาบัน คือ สถาบันองคมนตรี และสถาบันศาล ซึ่งในส่วนของสถาบันองคมนตรีนั้น ใครก็ตามที่พูดและวิจารณ์ย่อม "เสี่ยงเหลือเกิน" กับการถูกกล่าวหาด้วยข้อหาที่ "ร้ายแรง" !!!

ส่วนสถาบันศาลนั้น วันหนึ่งผู้จุดกระแสตุลาการภิวัตน์และผู้ลากเอาตุลาการเข้าไปร่วมวงดังกล่าว จะต้อง "เสียใจ" เป็นอย่างมากที่ตนเองเป็นผู้ลากเอา "สถาบันตุลาการ" เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ทำให้สถาบันต้องเสื่อมถอยไปโดยไม่จำเป็น

แต่ถ้าหาก "วันนั้น" ยังมาไม่ถึง ก่อนที่จะสายเกินไป ใน "วันนี้" บรรดาผู้พิพากษาตุลาการที่เป็นผู้พิพากษาตุลาการอาชีพ โดยไม่หวังที่จะใช้ "อาชีพ" ของตน "ไต่เต้า" ไปสู่ "ตำแหน่ง" อื่นๆ ได้โปรด "เรียกร้อง" ให้คนเพียงไม่กี่คนในหมู่พวกท่านที่ลากเอาสถาบันของท่านเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ได้โปรด "หยุด" การกระทำดังกล่าวหยุดพูดเรื่องตุลาการภิวัตน์

และหากเป็นไปได้ ก็ควรจะ "ไป" ให้พ้นจากสถาบันศาลอันทรงเกียรติ !!!

อย่าทำให้สถาบันศาลต้อง "เสื่อมถอย" ไป เพราะการกระทำของคนเพียง ไม่กี่คน !!!

น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ย้ำมาตลอดว่า ประเด็นใหญ่ที่สุดในสังคมไทยคือ เรื่องความเป็นธรรม เรื่องทักษิณ หรือสถาบัน ล้วนเป็นเรื่องเล็ก เมื่อเทียบกับปัญหาความเป็นธรรมในสังคม

"สังคมที่ขาดความเป็นธรรมจะมีความขัดแย้งและความรุนแรง ผู้คนจะไม่รักกันและไม่รักชาติ แล้วก็จะวิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ จนล่มสลาย"

นาทีนี้ ถ้าความเป็นธรรมยังมี 2 มาตรฐาน ประเทศไทยไม่มีอนาคตแน่นอน !!!

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4098

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: