Home > News and politics > “ตลกภิวัตน์” มีจริง

“ตลกภิวัตน์” มีจริง

"ตลกภิวัตน์" มีจริง

คอลัมน์ ระดมสมอง
โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล

มักจะมีผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการทำหน้าที่ตัดสินลงโทษอยู่เหนือความเป็นความตายของผู้อื่น

ผู้ที่ดำรงตำแหน่งตุลาการเปรียบได้กับสามัญชนผู้ถือขวานไปตัดต้นไม้แทนช่างไม้ผู้ยิ่งยง

ผู้ถือขวานแทนช่างไม้ยากนักที่จะหนีพ้นบาดแผลจากคมขวาน

เล่าจื๊อ, เต๋าเต็กเก็ง

สำนวนแปลโดยพจนา จันทรสันติ ในวิถีแห่งเต๋า

"…ก็ตามมาว่ามีใครบ้างมาร่วมประชุมบ้าง ก็มีอยู่ 3 คน คือ พล.อ.เปรม พล.อ.สุรยุทธ์ และคุณปีย์ ที่ประชุม ต่อมามีอีก 4 คน นายปราโมทย์ นาครทรรพ ผู้แต่งนิยายเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ก็ได้ยินข่าวว่าศาลลงโทษพร้อมบรรณาธิการผู้จัดการ ให้จำคุกคนละ 1 ปี ปรับ 1 แสน โทษจำคุกให้รอลงอาญา นี่คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย เลยเกิดปัญหาขึ้น มี ดร.อักขราทร จุฬารัตน นายจรัญ ภักดีธนากุล นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ก็ไปร่วมประชุมด้วย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้มีการเดินหน้าจัดการผมอย่างชัดเจน และทำให้กระบวนการทั้งหมดผิดเพี้ยนหมด"

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คัดจากมติชนรายวัน 28 มีนาคม พ.ศ.2552

"…ผมไม่ได้มีฐานะไปวางแผนทำรัฐประหาร ถ้าจำไม่ผิด ที่มีการพบปะกันในครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2549 โดยนายปีย์ มาลากุล เป็นคนเชิญไปพบ ไม่ได้มีการเตรียมการอะไรมากมาย เพราะช่วงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากการมีเลือกตั้งทั่วไป 2 เมษายน 2549 ผมจำเป็นจะต้องติดตามสถานการณ์ ต้องไปพบปะพูดคุยกับคนที่เกี่ยวข้อง และในสถานการณ์ช่วงนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่อาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องของฝ่ายตุลาการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง และวันนั้นมีโอกาสฟังความเห็นจากฝ่ายตุลาการสูงๆ ผมรู้จักเพียงท่านเดียว คือนายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด เพราะรู้จักตั้งแต่ผมเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ส่วนคนอื่นๆ ไม่รู้จักกันมาก่อน"

"…สำหรับการพบปะกับพล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น มองได้ 2 แง่ โดยพล.ต.จำลองได้โทรศัพท์มาให้ไปพูด ด้วยเห็นว่าโอกาสที่ กกต.ทั้งหมดจะถูกฟ้องศาลมีมาก และโอกาสที่จะพลาดก็มีสูง จึงมีการพูดคุยกัน จนกระทั่งปัจจุบัน พล.อ.จารุภัทรได้มาขอบคุณว่าหากไม่ฟังผม ป่านนี้ท่านก็ถูกจำคุกไปแล้ว ถือว่าการที่ผมให้ข้อคิดไปแล้ว พล.อ.จารุภัทรเลือกทางเดินที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ผมเป็นผู้ให้ข้อคิดเห็นเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้จะไปสั่งใครได้ ข้อมูลที่ปรากฏในสื่อมวลชนเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงเสนอในสิ่งที่เป็นมุมมองและข้อเท็จจริงให้นำไปพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าแต่ละท่านควรจะเชื่อในสิ่งที่ผมพูด หรือจะเชื่อในข่าวที่ออกมา"

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คัดจากมติชนรายวัน 29 มีนาคม พ.ศ.2552

"การเชิญเพื่อนและคนที่มีความสนิทสนมมารับประทานอาหารเย็นที่บ้านเป็นประจำอยู่ก็เพื่อให้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เพราะต้องการทันสถานการณ์ เนื่องจากมีอาชีพเป็นนักข่าว ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกับตุลาการศาลปกครองสูงสุดและผู้พิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 เกี่ยวกับปัญหาวิกฤตของบ้านเมือง จึงได้เชิญคุณอักขราทร ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ รวมทั้งคุณชาญชัยมารับประทานอาหารที่บ้านในวันที่ 6 พฤษภาคม 2549 เพื่อคุยว่าจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างไร ตามที่ทรงมีพระราชดำรัส จากนั้นได้โทรศัพท์ชวนพล.อ.สุรยุทธ์ พล.อ.พัลลภ และคุณปราโมทย์ ซึ่งมีความสนิทสนมกันอยู่แล้ว ว่าอยากจะมาฟังหรือไม่

ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2549 ปรากฏว่า พล.อ.สุรยุทธ์มาถึงบ้านที่สุขุมวิท 103 เป็นคนแรก จึงนั่งคุยกันก่อน จากนั้นอีกประมาณ 15 นาที คุณอักขราทร คุณชายชัย และคุณจรัญ ภักดีธนากุล มาถึงพร้อมกัน โดยพล.อ.พัลลภและคุณปราโมทย์เดินเข้ามาบ้านพร้อมกัน จากนั้นจึงขึ้นนั่งโต๊ะอาหารรูปทรงกลม โดยพล.อ.สุรยุทธ์นั่งขวามือของผม พล.อ.พัลลภนั่งทางซ้ายมือ ส่วนตุลาการทั้ง 3 คนนั่งตรงกันข้ามเพื่อที่จะได้ซักถามสะดวก

ผมถามทางฝ่ายตุลาการว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งทั้งคุณอักขราทรและคุณชาญชัยก็อธิบายว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสอย่างไรบ้างจนเข้าใจ และทางตุลาการมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างไรในทางกฎหมาย โดยไม่ได้ลงรายละเอียดถึงตัวบุคคล แต่พูดถึงขั้นตอนในทางกฎหมาย โดยคุณอักขราทรและคุณชาญชัยเป็นคนอธิบายเป็นหลัก ส่วนคุณจรัญพูดน้อยหน่อย ซึ่งจำไม่ได้ว่าพูดเรื่องอะไรบ้าง…"

นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา คัดจากมติชนรายวัน วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2552

……………………

วันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ว่า การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้ง การจัดคูหาเลือกตั้งที่ส่งผลให้ไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ "เป็นการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดผลของการเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรม ไม่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2 มาตรา 3 มาตรา 104 วรรคสาม และมาตรา 144 มาตั้งแต่เริ่มต้นของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง คือตั้งแต่การกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง การรับสมัครรับเลือกตั้ง การลงคะแนนเสียง การนับคะแนนเสียง การประกาศผลการเลือกตั้ง"

ต่อมาในวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาที่ 607-608/2549 ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะจัดเรียงคูหาเลือกตั้งจากเดิมที่ให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งหันหลังให้ผนังหรือฉากกั้นที่เลือกตั้ง มาเป็นให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งหันหน้าไปทางผนังหรือฉากกั้นที่เลือกตั้ง…จึงเป็นการกระทำที่ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับทั้งในทางข้อเท็จจริงและในทางความรู้สึกของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง" ศาลปกครองกลางจึงพิพากษาให้เพิกถอนการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดในทุกเขตเลือกตั้ง และเพิกถอนการกระทำต่อมาอันเป็นผลสืบเนื่องจากการเลือกตั้ง

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองเพิกถอนการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 แล้ว มีเสียงเรียกร้องให้ กกต.ที่เหลืออีก 4 คนลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ศาลฎีกาได้สรรหา กกต.ชุดใหม่ นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกาในขณะนั้นแถลงว่า "ที่ประชุมของท่านประธานศาลทั้ง 3 ศาล จึงเห็นพ้องกันว่า ทางศาลจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้ก็ต่อเมื่อมีการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่จากบุคคลที่มีความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง และมีความเป็นอิสระ ปราศจากบุญคุณ ความแค้นแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เข้ามาทำหน้าที่ และการดำเนินการในเรื่องนี้ก็จะดำเนินการได้ต่อเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันได้เสียสละลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ที่ดำเนินการเพื่อเปิดทางให้กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่โดยศาลฎีกาและวุฒิสภาสามารถดำเนินไปได้ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ"

ในขณะที่นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขานุการศาลฎีกาในขณะนั้นได้ให้สัมภาษณ์ว่า "เราต้องการให้ กกต.ทบทวนตัวเองอีกครั้ง ขอให้ กกต.ทั้งสามท่านคิดว่าจะทำสิ่งอันใด ขอให้ยึดถือประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก ผมขอเปิดใจว่า ศาลฎีกาและศาลยุติธรรมไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เคยทะเลาะกับ กกต.เป็นการส่วนตัว และไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใด ไม่เคยทำตัวสนับสนุนกลุ่มการเมือง เรายืนหยัดข้างประชาชน เชื่อว่าสถานการณ์ขณะนี้ ประชาชนอาจจะอึดอัดที่ปัญหายืดเยื้อ แต่ขอให้เข้าใจว่าศาลต้องทำงานในกรอบของกฎหมาย ไม่อาจทำอะไรให้เร็วดั่งใจได้ เพราะกฎหมายเป็นกติกาของบ้านเมือง ศาลเป็นผู้รักษากฎหมาย สุดท้ายผมขอให้ประชาชนจับตาการไต่สวนคดี กกต.เป็นจำเลยของศาลอาญาอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีกรณีที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง" จากข้อเรียกร้องดังกล่าว มี กกต.ลาออกไป 1 คน แต่อีก 3 คนยืนยันไม่ลาออก

สองเดือนถัดมา ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 ให้พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต. นายปริญญา นาคฉัตรีย์ กกต. และนายวีระชัย แนวบุญเนียร กกต. จำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญาและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เพราะจัดการเลือกตั้งใหม่ที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม มิใช่เป็นการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่พรรคไทยรักไทย

นอกจากนี้ศาลยังไม่ให้ประกันตัว เพราะ "การจัดเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 และการเลือกตั้งที่ต่อเนื่องมา โดยจำเลยทั้งสามกลับถูกพรรคการเมืองหลายพรรคและประชาชนส่วนหนึ่งต่อต้าน นอกจากนี้ยังมีแพทย์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และประชาชนหลายสาขาอาชีพทำการประท้วงด้วยการฉีกบัตรเลือกตั้งโดยเปิดเผย ประกอบกับหลายเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียวพรรคเดียวได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ 20 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติของสังคม โดยแทนที่จำเลยทั้งสามจะใส่ใจรีบหาทางแก้ไขความไม่พอใจของประชาชน จำเลยกลับเดินหน้าจัดเลือกตั้งต่อไปทั้งที่ยังไม่มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งหลายเขตอย่างเป็นทางการจนเกิดการหมุนเวียนผู้สมัคร ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อการจัดเลือกตั้งของจำเลยทั้งสามมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งจำเลยทั้งสามเป็นผู้มีวัยวุฒิและคุณวุฒิเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงมาก่อนย่อมตระหนักดีว่า กกต.เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนจำนวนมากรวมทั้งพรรคการเมืองไม่ไว้วางใจในความเป็นกลาง ความสุจริตและเที่ยงธรรมของจำเลยทั้งสามแล้วย่อมกระทบกระเทือนถึงการจัดการเลือกตั้งทุกระดับ การที่จำเลยทั้งสามยังคงปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่อไปโดยไม่ไยดีต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา และไม่ตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า จึงส่อพิรุธและชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ด้วยเหตุดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์และเชื่อได้ว่า หากศาลอาญาสั่งอนุญาตให้ปล่อยจำเลยทั้งสามระหว่างอุทธรณ์ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับไปปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ส.ส.อีกก็น่าจะเกิดความไม่เรียบร้อย สุจริตและเที่ยงธรรมเหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา"

ผลจากคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้ กกต.ทั้งสามคนต้องพ้นจากตำแหน่งทันที เปิดทางให้มีการสรรหาและเลือก กกต.ชุดใหม่ ซึ่งผลปรากฏว่า ได้ กกต.ที่เป็นผู้พิพากษา 4 คน และอัยการอีก 1 คน

……………..

"ตุลาการภิวัตน์" มีจริงหรือไม่ มีลักษณะอย่างไร อาจยังเป็นประเด็นถกเถียงกันในแวดวงกฎหมายและการเมือง

แต่ที่แน่ชัด ตลกภิวัตน์ "บ้านสุขุมวิท-ปลาดิบ-จิบไวน์" มีอยู่จริง

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4098

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: