Home > News and politics > ที่เมืองไทย ประชาธิปไตยมีคนคอย “คิดแทน”

ที่เมืองไทย ประชาธิปไตยมีคนคอย “คิดแทน”

ที่เมืองไทย ประชาธิปไตยมีคนคอย "คิดแทน"

โดย บุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ e-mail:bcheewatragoongit@yahoo.com

เมื่อต้นเดือนเมษายนขณะนั่งรถไปไหว้กระดูกบรรพบุรุษฝ่ายภรรยาที่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ได้ยินวิทยากรในรายการวิทยุคลื่อนไหนจำไม่ได้แล้ว (เป็นสุภาพสตรี 2 ท่าน พูดคุยกัน) เอื้อนเอ่ยวจียอดฮิตที่ว่า

"ประชาธิปไตยไม่ใช่จบแค่การลงคะแนนเลือกตั้งที่คูหาเท่านั้นแต่ต้องดูด้วยว่า เลือกได้คนดีหรือไม่เพียงใด"

วาทกรรมที่อยู่ในเครื่องหมายคำพูดข้างต้น ฟังเผินๆ ก็ดูดีไม่มีพิษภัยอันใด แถมคนพูดดูจะได้เครดิตดีด้วยซ้ำ ค่าที่เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใย กลัวว่าประเทศจะได้ "คนไม่ดี" เข้าไปในสภาหรือเข้าไปมีอำนาจในการบริหารบ้านเมือง

แต่จากการเฝ้าติดตามความโกลาหลอลหม่านของบ้านเมืองในหลายขวบปีมานี้ ผู้เขียนได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างชัดเจนอันหนึ่งว่า ทัศนคติของสังคมอันถูกชักจูงด้วยประโยคทำนองนี้ได้กล่าวไว้นั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เมืองไทยต้องเผชิญกับภาวะ "ถอยหลังเข้าคลอง" อยู่ในเวลานี้

ใครเป็นผู้คิดประโยคดังกล่าวไม่อาจทราบได้ หากผลพวงของมันกลับนำไปสู่ความแตกแยกครั้งใหญ่ในสยามประเทศ เมื่อได้มีกลุ่มก้อนทางการเมืองที่จับมือกันอย่างเป็นระบบและทรงพลานุภาพนำมันไปประยุกต์ เพื่อให้ฝักฝ่ายตนได้มาซึ่งอำนาจ ด้วยการทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ "เสียงส่วนใหญ่จากคูหาเลือกตั้ง" เป็นผู้ให้คำตอบสุดท้าย

ปรากฏการณ์ที่อาจใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนการวิเคราะห์ในย่อหน้าที่ผ่านมามีอยู่หลายอันด้วยกัน เช่น การปฏิวัติยึดอำนาจโดย คปค. จากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยสมัยที่สอง ซึ่งมีที่นั่งในสภาสูงถึง 377 ที่นั่งจากจำนวนทั้งหมด 500 ที่นั่ง

เป็นการ "ตบหน้า" เสียงส่วนใหญ่จากคูหาเลือกตั้งครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย

โดยอิงวาทกรรม "ประชาธิปไตยไม่ใช่จบแค่การเลือกตั้ง" พร้อมไปกับการ "คิดแทน" ประชาชนว่า คนที่พวกเขาเลือกมานั้น "ไม่ใช่คนดี"

หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งก็คือ ครั้นมีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 ผลปรากฏว่า พรรคพลังประชาชนที่มี ส.ส.ทั้งหมดสืบทอดมาจากพรรคไทยรักไทยก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นจำนวนมากสุดอีกครั้งหนึ่ง

ได้นายสมัคร สุนทรเวช นักการเมืองผู้คร่ำหวอดอยู่บนถนนประชาธิปไตยอันยาวนานขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภา

แล้วก็มีผู้ออกมา "ช่วยคนไทยคิด" ว่านายสมัครไม่เหมาะที่จะเป็นนายกฯ ด้วยการประดิษฐ์วาทกรรม "นายกฯนอมินี" ขึ้นมา

เป็นการ "คิดแทน" เสียงส่วนใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ว่าที่ประชาชนออกไปลงคะแนนเสียงกันมากๆ ตามที่ กกต.รณรงค์นั้น สุดท้ายคือพวกเขา "ทำผิด"

ที่ "ถูก" คือต้องทำอย่างที่เขา "คิดให้" นี้

จนนำไปสู่การปลดนายสมัคร ด้วยข้อหาทำหน้าที่เป็นพิธีกรโทรทัศน์รายการยกโขยงหกโมงเช้า และยุบพรรคพลังประชาชนภายใต้การนำของนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ อีกคำรบหนึ่ง

แล้วได้รัฐบาลอันเกิดจากการรวบรวมเสียงจากพรรค "เบี้ยหัวแตก" เข้ามาแทน

"คนไทย" จึงเป็นอีกชนชาติหนึ่งที่น่าเห็นใจไม่แพ้ใครในโลกด้วยว่า ยุคหนึ่ง "14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519) มีคนคอย "ทำแทน" คือจัดตั้งรัฐบาล (ทหาร) ให้ ตั้ง ส.ส. สว. ให้เข้าทำนอง "พี่ไม่ต้อง น้องทำเอง" ต่อมา…ครั้นพอจะลืมตาอ้าปากกับเขาได้บ้าง จะลิ้มรสประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 เสียหน่อย ก็มีคนออกมาคอย "คิดแทน" ให้เต็มไปหมด

ไม่ว่าวาสนาพอที่จะได้เป็น "ตัวของตัวเอง" สักที

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเห็นว่าวาทกรรม "ประชาธิปไตย ไม่ใช่แต่การลงคะแนนเลือกตั้งที่คูหา" ได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของสยามประเทศอย่างเต็มเปา ร้อยเปอร์เซ็นต์

ที่ชาติประเทศวุ่นวายไม่รู้จบรู้สิ้นอยู่เวลานี้ ก็เพราะการตัดสินใจของประชาชนที่คูหาเลือกตั้งไม่ได้ถูกจัดให้เป็น "คำตอบสุดท้าย" นั่นเอง

ประเทศอารยะอย่างสหรัฐอเมริกานั้น คนผิวขาวจำนวนมากใช่ว่าจะ "รับได้" กับการให้คนผิวสีอย่างนายบารัค โอบามา ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี เพื่อนผู้เขียนเป็น Professor อยู่ที่ North Michigan University (NMU) มีอาการหัวฟูทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ (ตะแกเชียร์ ฮิลลารี คลินตัน สุดใจขาดดิ้น) แต่ครั้นผลเลือกตั้งออกมาเป็น "โอบามา" ทุกคนก็ให้การยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่ของอเมริกันชนกันทั่วหน้า

พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี (Inauguration) ของนายโอบามานั้นรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องจัดงบประมาณในการรักษาความปลอดภัยสูงถึง 4 เท่าของประธานาธิบดีคนก่อนๆ เพราะหากเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ต้องสูญเสียไปจะเป็นระบบอันน่าเชื่อถือ ซึ่งพวกเขารักษาร่วมกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีเลยทีเดียว!

อันที่จริงใครจะคิดอย่างไร คงไปห้ามกันไม่ได้ดอก แต่กับบางบุคคล บางสถาบันหรือบางองค์กร ที่ความคิดอาจมีอิทธิพลต่อความเป็นไปของบ้านเมืองนั้น หากคิดกันเงียบๆ หน่อยก็จะดีไม่น้อย

เพราะการ "คิดแทนแบบดังๆ" จนทำให้ระบบในสังคมบิดเบี้ยวไปนั้น บ้านเมืองของเราถึงได้สับสนชนิดจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่ในขณะนี้

มติชนรายวัน วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11357

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: