Home > News and politics > คดี Colombani et autres c. France : ขัดกับเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น

คดี Colombani et autres c. France : ขัดกับเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น

คดี Colombani et autres c. France : ขัดกับเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น

โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล

อนุสนธิจากบทความ "Europe’s lese majeste laws and the freedom of expression" ของ Tjaco Van Den Hout เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ วันที่ 21 พฤษภาคม 2552 (http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/17035/europe-lese-majeste-laws-and-the-freedom-of-expression) ทำให้ผู้เขียนระลึกขึ้นได้ว่า เคยได้ยินชื่อคดี Colombani et autres c. France และค้นคว้าคดีนี้มาอยู่บ้าง เนื่องจากในปีการศึกษา 2003-2004 ผู้เขียนได้ศึกษาระดับ Master 2 สาขาวิชากฎหมายมหาชน และมีโอกาสเรียนวิชาสิทธิมนุษยชนซึ่งในชั้นเรียนมีการพูดถึงคดีนี้

ต้นสายปลายเหตุของคดีเริ่มมาจาก คณะกรรมาธิการประจำสหภาพยุโรป มอบหมายให้คณะผู้สังเกตการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมืองว่าด้วยยาเสพย์ติด (OGD) ไปสำรวจและจัดทำรายงานเรื่องการผลิตและการส่งออกยาเสพย์ติดของโมร็อกโก เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาว่าสมควรรับโมร็อกโกเข้าเป็นสมาชิกตามที่ร้องขอหรือไม่ รายงานของ OGD ชิ้นนี้เสนอต่อคณะกรรมาธิการในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 โดยระบุชื่อบุคคลของทางการโมร็อกโกที่เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการตัดสินใจลบชื่อเหล่านั้นออก ก่อนที่จะเผยแพร่รายงานสู่สาธารณะ

ต่อมาหนังสือพิมพ์ Le Monde วันที่ 3 พฤศจิกายน 1995 ได้ตีพิมพ์บทความ พาดหัวหลักลงหน้า 1 ว่า "โมร็อกโก ผู้ส่งออกใบกัญชาอันดับ 1 ของโลก" และพาดหัวรอง "มีรายงานที่น่าเชื่อถือว่าเกี่ยวพันกับบริวารแวดล้อมของกษัตริย์ Hassan II" เขียนโดยนาย Eric Incyan เนื้อหาของบทความชิ้นนี้เกี่ยวกับการตั้งประเด็นสงสัยถึงความตั้งใจจริงของทางการโมร็อกโก ในการต่อสู้กับการผลิตและการจำหน่ายใบกัญชา โดยอ้างข้อมูลจาก

รายงานของ OGD ผู้เขียนบทความสรุปว่า รายงานการศึกษานี้ตั้งข้อสงสัยต่อเจตจำนงของทางการโมร็อกโกในการปราบปรามการขนย้ายยาเสพย์ติด แม้ว่าในปี 1992 โมร็อกโกจะประกาศสงครามยาเสพย์ติดและรณรงค์โฆษณาอย่างหนักก็ตาม การคอร์รัปชั่นช่วยเหลือเครือข่ายขนส่งยาเสพย์ติดได้รับการสนับสนุนจากผู้คุ้มครอง "ซึ่งเป็นข้าราชการกรมศุลกากรซึ่งใกล้ชิดกับพระราชวัง"

วันที่ 23 พฤศจิกายน 1995 กษัตริย์ Hassan II (กษัตริย์ของโมร็อกโกในขณะนั้น ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว Mohammed VI ดำรงตำแหน่งกษัตริย์แทน) ยื่นคำร้องเป็นทางการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของฝรั่งเศส เพื่อขอให้ดำเนินคดีอาญาต่อหนังสือพิมพ์ Le Monde นาย Jean-Marie Colombani บรรณาธิการบริหาร และนาย Incyan ผู้เขียนบทความ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศตามมาตรา 36 แห่งรัฐบัญญัติลงวันที่ 29 กรกฎาคม 1881

5 กรกฎาคม 1996 ศาลชั้นต้นกรุงปารีสตัดสินว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิด เพราะในฐานะนักข่าวย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนด้วยความสุจริตใจ และบทความดังกล่าวก็ไม่ได้บิดเบือนข้อมูลจากรายงานของ OGD กษัตริย์ Hassan II และอัยการยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ปารีสพิพากษาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 1997 โดยยอมรับว่าการเสนอข่าวชิ้นนี้เป็นวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม แต่เนื้อความมีเจตนากล่าวหาว่าการผลิตและขนส่งยาเสพย์ติดเป็นความรับผิดชอบของข้าราชบริพารและกษัตริย์ โดยมีเจตนาไม่สุจริต รายงานของ OGD เผยแพร่ในปี 1994 แต่บทความเขียนเมื่อพฤศจิกายน 1995 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ห่างกันจนข้อเท็จจริงอาจเปลี่ยนแปลงไป แต่นักข่าวกลับไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอีกครั้ง นอกจากนี้นักข่าวยังไม่เผยแพร่ข้อมูลจาก "สมุดปกขาว" ซึ่งรัฐบาลโมร็อกโกจัดทำขึ้นเพื่อโต้แย้งรายงานของ OGD

ศาลอุทธรณ์ปารีสจึงพิพากษาให้จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศตามมาตรา 36 แห่งรัฐบัญญัติลงวันที่ 29 กรกฎาคม 1881 ซึ่งบัญญัติว่า "การหมิ่นประมาทในทางสาธารณะต่อประมุขของรัฐต่างประเทศ หัวหน้ารัฐบาลต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัฐต่างประเทศ มีโทษปรับไม่เกิน 45,000 ยูโร" ให้จำเลยจ่ายค่าปรับ 50,000 ฟรังก์ และชำระค่าเสียหายเชิงสัญลักษณ์ให้แก่กษัตริย์ Hassan II 1 ฟรังก์ นาย Colombani และพวกยื่นฎีกา 20 ตุลาคม 1998 ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์

นาย Colombani ไม่เห็นด้วย จึงอาศัยช่องทางฟ้องคดีต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเมื่อวันที่ 19 เมษายน 1999 โดยหยิบยกประเด็นว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาขัดกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 10 ของอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรป ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลมีสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก สิทธินี้ประกอบด้วยเสรีภาพในความคิดเห็น เสรีภาพในการรับหรือสื่อสารข้อมูลข่าวสารหรือความคิด โดยปราศจากการแทรกแซงของเจ้าหน้าที่รัฐ…" วรรคสองบัญญัติว่า "การใช้เสรีภาพดังกล่าวซึ่งต้องประกอบด้วยหน้าที่และความรับผิด อาจอยู่ภายใต้รูปแบบ เงื่อนไข ข้อจำกัด หรือการลงโทษ ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งต้องเป็นมาตรการจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ การบูรณาการดินแดน ความปลอดภัยสาธารณะ การรักษาระเบียบ การป้องกันอาชญากรรม การคุ้มครองสุขภาพและศีลธรรม การคุ้มครองชื่อเสียงหรือสิทธิของบุคคลอื่น เพื่อมิให้มีการเปิดเผยข้อมูลลับ หรือเพื่อประกันอำนาจหน้าที่และความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ"

ในท้ายที่สุด ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2002 โดยในเนื้อหาของคำวินิจฉัยนั้นมีประเด็นที่ศาลได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ได้แก่

1.ศาลเริ่มต้นเกริ่นนำถึงความสำคัญของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย และยอมรับว่ากรณีที่ศาลภายในของฝรั่งเศสพิพากษาลงโทษนาย Colombani และพวกนั้นเป็นการกระทำอันเป็นการแทรกแซงต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งศาลภายในอ้างว่าเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 10 วรรคสอง เพราะเป็นมาตรการจำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิของบุคคลภายนอก (คือ กษัตริย์ Hassan II)

2.ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเห็นว่า สาธารณชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาธารณชนฝรั่งเศสมีสิทธิอันชอบธรรมในการทราบข้อมูลของคณะกรรมาธิการของประชาคมยุโรปในการประเมินคุณสมบัติและความเหมาะสมของรัฐที่ร้องขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนี้เป็นปัญหาเกี่ยวพันกับการผลิตและการขนส่งยาเสพย์ติด

3.ศาลยืนยันว่าบทบัญญัติในมาตรา 10 ได้ให้หลักประกันในเสรีภาพแสดงความคิดเห็นแก่สื่อสารมวลชนในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขต้องเสนอข้อมูลที่ถูกต้องด้วยความสุจริตและน่าเชื่อถือตามศักดิ์ศรีและจรรยาบรรณของสื่อมวลชน เมื่อพิจารณาถึงรายงานของ OGD ที่หนังสือพิมพ์ Le Monde ได้นำเสนอนั้น ศาลเห็นว่าเนื้อหาของรายงานดังกล่าวเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้

4.ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปยังได้ลงไปพิจารณาลักษณะความผิดและโทษฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐด้วย โดยทั่วไป ในคดีหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่หมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริงและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จำเลยอาจได้รับการยกเว้นโทษ ในขณะที่บทบัญญัติมาตรา 36 นี้ให้เอกสิทธิพิเศษแก่ประมุขของรัฐต่างประเทศ โดยจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ความจริงเพื่อเป็นเหตุยกเว้นโทษได้ เอกสิทธินี้เป็นมาตรการปกป้องสิทธิของบุคคลมากเกินความจำเป็นเมื่อเทียบกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้บุคคลที่ปกป้องนั้นจะดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐก็ตาม

5.นอกจากนี้ศาลยังอ้างถึงแนวโน้มของการไม่ยอมรับความผิดลักษณะดังกล่าว โดยศาลอ้างถึงคำพิพากษาของศาลภายใน คือ คำพิพากษาศาลชั้นต้นกรุงปารีสเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2001 ได้ยอมรับว่าความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศตามมาตรา 36 แห่งรัฐบัญญัติลงวันที่ 29 กรกฎาคม 1881 และการหยิบยกบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่คดี ย่อมกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 10 ของอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรป ในขณะที่องค์กรของรัฐฝรั่งเศสหลายองค์กรยอมรับว่าความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศตามมาตรา 36 เป็นมาตรการที่ไม่จำเป็นต่อสังคมประชาธิปไตย และประโยชน์ที่ได้จากมาตรา 36 น้อยกว่าผลเสีย ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักแห่งความได้สัดส่วน

6.ศาลกล่าวไว้ในประเด็นสุดท้ายอย่างน่าสนใจว่า กฎหมายกำหนดความผิดต่อประมุขของรัฐได้ให้สถานะพิเศษแก่ประมุขของรัฐมากกว่าบุคคลอื่น เป็นการหลบเลี่ยงจากการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยสถานะความเป็นประมุข โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์ของการวิจารณ์ ลักษณะดังกล่าวไม่สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติและความคิดทางการเมืองในทุกวันนี้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลเห็นว่าวัตถุประสงค์ที่ศาลภายในมุ่งคุ้มครอง (คุ้มครองประมุขของรัฐ) ไม่ได้สัดส่วนกับ ผลเสีย (จำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น) จึงมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า รัฐฝรั่งเศสละเมิดต่อมาตรา 10 ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้อง 4,096.46 ยูโร และให้ใช้ค่าธรรมเนียมศาล 21,852.20 ยูโร

แม้คำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาภายในที่ได้ตัดสินเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว แต่ผลพลอยได้จากคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป คือ วางหลักการและวิธีการปฏิบัติแก่รัฐสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจนำไปสู่การกระตุ้นเตือนให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับหลักการในคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปนั้น

กรณีนี้ก็เช่นกัน ภายหลังจากมีคำวินิจฉัยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปแล้ว วันที่ 9 มีนาคม 2004 รัฐสภาฝรั่งเศสได้ลงมติให้ความเห็นชอบแก้ไขรัฐบัญญัติลงวันที่ 29 กรกฎาคม 1881 ว่าด้วยเสรีภาพสื่อมวลชน โดยยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 36 ความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศ

นี่คือเรื่อง "หมิ่นๆ" ในยุโรป

ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ ระดมสมอง วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4113


อ่าน Europe’s lese majeste laws and the freedom of expression ได้จาก
http://mynoz.spaces.live.com/blog/cns!2AAF032065B8040B!751.entry

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: