Home > News and politics > “อมร-วรเจตน์” วิวาทะรอบใหม่

“อมร-วรเจตน์” วิวาทะรอบใหม่

“อมร-วรเจตน์” วิวาทะรอบใหม่

ในช่วงเดือนพฤษภาคม ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ปรมาจารย์ทางกฎหมายมหาชนรุ่นเดอะ เขียนบทความเรื่อง คนไทยจะหา “ทางออกทางการเมือง” ได้อย่างไร ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ www.pub-law.net บางตอนได้พาดพิง ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งกำลังพักร้อนอยู่ Passau ประเทศเยอรมนี

ต้นมิถุนายน นักกฎหมายหนุ่มเขียนจดหมายชี้แจงจากเยอรมนี อันเป็นเสมือนการเปิดวิวาทะทางวิชาการอีกรอบ หลังจากเคยเปิดศึกวิวาทะคดีปราสาท เขาพระวิหารมาแล้ว

ก่อนหน้านี้ ดร.อมรมักวิเคราะห์ว่า การเมืองไทยที่ล้าหลัง เป็นเพราะชนชั้นนำและนักวิชาการไทยไม่มีคุณภาพ และที่สำคัญเวลานี้บ้านเราไม่มี statesman

ดร.อมรมองปรากฏการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า เท่าที่ผ่านมาก็ปรากฏว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพยากรของชาติ โดย “เผด็จการทหาร” มีน้อยกว่า “เผด็จการโดยพรรคการเมือง (นายทุนธุรกิจ)”

ดร.วรเจตน์ชี้แจงว่า “นี่หรือคือสังคมวิทยาของท่านผู้เขียนบทความ บทสรุปนี้ท่านสรุปจากอะไร มีข้อมูลในเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือสนับสนุนความเห็นของท่านอย่างไร ถ้าไม่มี นั่นก็เป็นเพียงความเชื่อของท่านเท่านั้น”

นักกฎหมาย หนุ่มชี้ว่า การวิเคราะห์สภาพปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะต้องนำสถาบันและกลุ่ม ผลประโยชน์ทางการเมืองทุกกลุ่มทั้งที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญและที่ไม่ปรากฏในรัฐ ธรรมนูญมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อพิจารณาว่าสถาบันและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองเหล่านั้นมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร

การกระจายผลประโยชน์ในทางการเมืองบนพื้นฐานของกติกา ประชาธิปไตยควรจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่การวิเคราะห์เฉพาะนักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้หากจะวิเคราะห์สภาพสังคมวิทยาการเมืองไทยให้เป็นวิชาการจริงๆ แล้ว ผู้วิเคราะห์จะต้องวิเคราะห์ ปฏิสัมพันธ์ในทางการเมืองของสถาบันและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองเหล่านี้ ทั้งหมด คือ สถาบันพระมหากษัตริย์และองคมนตรี นักการเมืองและพรรคการเมือง บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรี ผู้พิพากษาตุลาการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กร อิสระ ทหาร ข้าราชการ พนักงานของรัฐ รวมตลอดถึงนักธุรกิจ นักวิชาการ สื่อมวลชน ตลอดจนกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ

เพราะหากการวิเคราะห์ไม่ได้กระทำอย่างรอบด้านแล้ว ก็อาจนำไปสู่บทสรุป ที่ผิดพลาดได้ เช่น การเปรียบเทียบ ระบอบนาซีเยอรมันกับการปกครองของไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ “หยาบ” อย่างยิ่ง

เพราะไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ บรรทัดฐานทางกฎหมายและสังคม การดำรงอยู่ของสถาบันทางการเมือง ทัศนคติ อารมณ์และความรู้สึกของคนในชาติ ฯลฯ การปกครองทั้ง 2 กรณีนี้ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้เลย

เมื่อไม่ได้ศึกษาความเป็นมาเป็นไปของระบอบนาซีเยอรมันให้ถ่องแท้ จึงไม่น่าประหลาดใจที่ท่านผู้เขียนบทความเพียงแค่เห็นว่าฮิตเลอร์เข้าสู่ อำนาจโดยผ่านการเลือกตั้งเหมือนกัน ก็กระโจนไปสู่บทสรุปอย่างง่ายดายว่าผลของการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ก็จะต้องออกมาในลักษณะที่เป็นเผด็จการโดยพรรคการเมืองเหมือนกัน และขยายเป็นความเชื่อตามๆ กันไป การยกเอาระบอบนาซีเยอรมันขึ้นมาเปรียบเทียบจึงไม่สามารถจะเข้าใจเป็นอย่าง อื่นได้

นอกจากผู้ที่เปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามหยิบ “หน้ากาก” ทางวิชาการ ขึ้นมาสวม เพื่อตอบสนอง “ธง” หรือ “การเคลื่อนไหว” ทางการเมืองของตนเท่านั้น

วิวาทะระหว่างกูรูใหญ่กับนักกฎหมายหนุ่ม ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางกองเชียร์ของทั้ง 2 ฝ่าย แฟนพันธุ์แท้ของ ดร.วรเจตน์ทั้งในและต่างประเทศต่างยกนิ้วให้ผู้นำทางวิชาการรุ่นใหม่ ขณะที่กองเชียร์ของ ดร.อมร ในกระบวนการตุลาการภิวัตน์ก็มีไม่ใช่น้อย

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4114


เป็นวิวาทะฉบับย่อ ที่ประชาชาติเอามาให้ลงอ่านกันสั้นๆ ตัดทอนมา
ฉบับเต็มๆ เข้าไปอ่านได้ด้านล่างนี้เลย

“จดหมายชี้แจง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
http://mynoz.spaces.live.com/blog/cns!2AAF032065B8040B!753.entry

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: