Home > News and politics > เสกสรรค์ ประเสริฐกุล พัฒนาการของรัฐชาติ ความขัดแย้งภายในของชาวสยาม

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล พัฒนาการของรัฐชาติ ความขัดแย้งภายในของชาวสยาม

พัฒนาการของรัฐชาติ ความขัดแย้งภายในของชาวสยาม

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
 
"เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อดีตผู้นำนักศึกษา 14 ตุลา 2516 ไม่ใช่พวกนักพูดขาประจำ ถ้าไม่ใช่โอกาสสำคัญจริงๆ อาจารย์เสกสรรค์มักเลี่ยงการพูดบนเวทีสาธารณะ

24 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ "70 ปีสยามเป็นไทย-ย้อนเวลา สู่อนาคต 24 มิถุนายน 2482-2552"

ดร.เสกสรรค์ขึ้นเวที กล่าวปาฐกถานำเรื่อง "พัฒนาการของรัฐชาติกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม" ท่ามกลางผู้ฟัง เต็มหอประชุม

ปาฐกถาใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เมื่อไม่ได้พูดบ่อย เนื้อหาย่อมหนักแน่นเป็นธรรมดา

"ประชาชาติธุรกิจ" เก็บความบางตอนมานำเสนอ ดังนี้

วันนี้ผมรู้สึกยินดีมากที่ได้มาสนทนากับท่านในเรื่องทุกข์สุขของบ้านเมือง แม้ว่าวาระโอกาสที่เรามาพูดคุยกันจะเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ค่อนข้างมาก และหัวข้อที่ตั้งไว้จะออกไปในทางฟื้นความหลังสักนิด แต่ประเด็นเรื่องความขัดแย้งนั้น ถึงอย่างไรก็ไม่เคยล้าสมัยในประเทศของเรา

ทุกวันนี้การอาศัยระบบการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางก็ดี และการวางฐานะรัฐไว้เหนือชาติแบบผู้ใหญ่ปกครองเด็กก็ดี ย่อมก่อให้เกิดสภาพหนึ่งที่รัฐไทยคุมไม่ได้ นั่นคือปริมาณข้อเรียกร้องที่มีต่อรัฐ หรือจำนวนปัญหาต่างๆ ที่กลุ่มชนในชาติขอให้รัฐมาจัดการดูแล

ยิ่งสังคมเปลี่ยนแปลงไปบนเส้นทางทุนนิยม ข้อเรียกร้อง ที่มีต่อรัฐยิ่งมีมากขึ้นทั้งในด้านปริมาณและความหลากหลาย ทั้งนี้เนื่องจากชาติในความเป็นจริงไม่ได้มีเอกภาพทั้งในเรื่อง ผลประโยชน์และในด้านความรู้สึกนึกคิด นอกจากนี้ผู้คนก็มิได้ถูกฝึกให้เคยชินกับการแก้ปัญหาของตนด้วยจิตใจของอิสรชน

ดังนั้นทำไปทำมา ชาติที่รัฐอยากให้สงบเสงี่ยมอยู่ในโอวาท จึงเริ่มเปลี่ยนเป็นเด็กงอแงมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อเรียกร้องเรื่องเศรษฐกิจและประเด็นปากท้องล้วนกลายเป็นข้อเรียกร้องทางการเมืองได้ในเวลาข้ามคืน และข้อเรียกร้องทางการเมือง ไม่ได้รับการตอบสนอง คือจุดเริ่มต้นของความไม่พอใจทางการเมือง (political discontent) การที่รัฐไทยทำให้ชาติไทยเป็น "บุตรบุญธรรม" ของตนมาตั้งแต่แรก นับเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้ทุกวันนี้ ประชาชนคนไทยหลายหมู่เหล่าทำตัวเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ แต่ก็อ่อนแอและขาดวุฒิภาวะที่จะรับผิดชอบตัวเอง

อย่างไรก็ดีนั่นเป็นเพียงด้านเดียวของปัญหา ในอีกด้านหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระยะหลัง ก็ทำให้อำนาจผูกขาดของรัฐในการนิยามความเป็นชาติ และปลูกฝัง สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อระบอบการเมืองการปกครองของไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และสังคมไทยมีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากกว่าเดิม การตรวจสอบท้าทายค่านิยม ตลอดจนบรรทัดฐานของความเป็นคนไทยที่รัฐกำหนดจึงมีโอกาสเกิดมากขึ้นเป็นธรรมดา ยังไม่ต้องพูดถึงการถอนตัวจากวัฒนธรรมแห่งชาติของ คนรุ่นโลกาภิวัตน์

พูดอีกแบบหนึ่งคือในปัจจุบันคนไทยเริ่มมีความคิดไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความเป็นชาติและความเป็นไทย และ การผูกขาดคำนิยามของจินตภาพเหล่านี้ นับวันจะทำได้ยากขึ้น

เพราะฉะนั้นในระยะที่ผ่าน ถ้าประเทศไทยไม่มีกระบวนการแก้ไขความขัดแย้ง (conflict resolution) ที่สอดคล้องกับสภาพ พหุลักษณ์ (pluralism) ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเพียงพอ หรือถ้าหากยังมีการยืนกรานนิยามความเป็นชาติในแนวใดแนวหนึ่งอย่างตายตัว โดยไม่มีการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ก็อาจนำไปสู่การปะทะรุนแรงระหว่างหมู่ชนที่ได้ชื่อว่าสังกัดชาติเดียวกันได้ทุกหนแห่ง

ถึงตรงนี้ ผมขออนุญาตกลับมาพูดถึงชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นประชากรของสยามยุคใหม่สักเล็กน้อย

ในสภาพทั่วไป สำหรับชาติพันธุ์หลักๆ ที่มีภาษาและวัฒนธรรมใกล้เคียงหรือเกี่ยวดองกับคนไทยภาคกลาง เช่น คนเหนือ คนใต้ และคนอีสาน การปรับตัวเข้าหาระเบียบการเมืองแบบรัฐชาติและ "วัฒนธรรมแห่งชาติ" อาจจะง่ายกว่ากลุ่มชายขอบ

กระนั้นก็ตาม ปัจจัยชี้ขาดยังมิใช่ภาษาและวัฒนธรรมเดิมที่ใกล้เคียงกับคนไทยภาคกลางเท่ากับการมีพื้นที่ทางเศรษฐกิจและ การเข้าถึงอำนาจทางการเมือง (political access)

การขยายตัวของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้าไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ไม่เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตในต่างจังหวัดให้เกี่ยวโยงและขึ้นต่อระบบตลาดเท่านั้น หากยังจัดจำแนกชนชั้นในสังคมชนบทขึ้นมาใหม่ (class differentiation) ขณะที่ตัวเมืองต่างจังหวัดกลายเป็นศูนย์กลางการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการเติบโตของชนชั้นกลางในภูมิภาค และการปรากฏตัวขึ้นของชนชั้นนำใหม่ในท้องถิ่น (local elites)

สภาพดังกล่าวทำให้ความกลมเกลียวทางวัฒนธรรม (cultural homogeneity) ของภูมิภาคและชาติพันธุ์เหล่านี้ลดลงไปมิใช่น้อย ส่งผลให้ความแตกต่างกับคนไทยภาคกลางได้รับการประนีประนอมจนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหา อันที่จริงทุกวันนี้ชนชั้นนำและคนชั้นกลางในต่างจังหวัดอาจจะใช้ภาษาและมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับพวกเดียวกันในเมืองหลวงมากกว่าบรรดาชาวนาชาวไร่ที่อยู่ ล้อมรอบพวกเขาเสียอีก

ระบอบรัฐสภาไทยนั้นมีปัญหาหลายอย่าง แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำจากภูมิภาคต่างๆ เข้ามาสู่ศูนย์อำนาจ และโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง มวลชนที่เป็นฐานเสียงย่อมสามารถต่อรองเอาผลประโยชน์จากนักการเมืองได้บ้าง ด้วยเหตุนี้การมีอยู่ของผู้แทนและนักการเมืองต่างจังหวัด จึงเท่ากับมีคนกลางคอยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐที่รวมศูนย์กับประชาชนระดับรากหญ้าอยู่ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญคือ สายสัมพันธ์นี้ได้ลดทอนความรู้สึกเป็น "คนนอก" ของภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์ต่างจากเมืองหลวงและภาคกลางไปได้พอสมควร

อย่างไรก็ตามก่อนหน้าการขยายตัวอย่างกว้างขวางของเศรษฐกิจทุนนิยม และการเข้าถึงเอเย่นต์การเมืองในระบบรัฐสภาด้วยความสม่ำเสมอมากขึ้น โอกาสที่ประชาชนเหล่านี้จะแปลกแยกแตกหักกับรัฐก็มีอยู่ไม่น้อย ทั้งในรูปของการแยกดินแดน และการร่วมขบวนปฏิวัติของฝ่าย "ซ้าย"

กรณีที่ชัดเจนที่สุดในทิศทางนี้ ได้แก่ พลเมืองไทยเชื้อสายลาวในภาคอีสาน ซึ่งจำนวนไม่น้อยมีบรรพบุรุษถูกกวาดต้อนมาจากอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำโขง เคยถูกเหยียดหยามดูแคลนทั้งจากศูนย์อำนาจที่กรุงเทพฯ และคนไทยภาคกลาง ตลอดจนมีฐานะยากจนกว่า ภาคอื่นๆ อยู่เป็นเวลานาน ยังไม่ร้องเอ่ยถึงว่ามีชาติพันธุ์เดียวกัน ตั้งรัฐชาติอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

สถานะดังกล่าวทำให้ในสายตาของรัฐ อีสานนับเป็นปัญหาความมั่นคงอยู่พักใหญ่ทีเดียว

ส่วนประเด็นคนจีนในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันนี้แทบไม่ต้อง เอ่ยถึงอีกก็ได้ เพราะไม่นับเป็นประเด็นอีกต่อไป

ดังนั้นเมื่อพูดถึงประเด็นรัฐชาติกับชาติพันธุ์ในบริบทปัจจุบัน ปัญหาจึงตกหนักอยู่กับบรรดากลุ่มชาติพันธุ์เล็กๆ ซึ่งยังคงมีลักษณะเป็น "คนอื่น" สูง และมีพื้นที่น้อยมากในตารางคุณค่าของรัฐและกระแสหลักของสังคมไทย

ในบรรดาปัญหาทั้งหมดที่ชาติพันธุ์เหล่านี้กำลังเผชิญอยู่การตกอยู่ในสถานะไร้สัญชาติหรือถูกถอนสัญชาติไทยดูจะเป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด ดังเราจะเห็นได้จากสถิติการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในระหว่าง พ.ศ.2544-2551 ปรากฏว่าจากข้อร้องเรียนทั้งหมด 108 กรณี มีถึง 91 กรณีที่เป็นการขอให้ได้รับสัญชาติ

นอกจากเรื่องสัญชาติแล้ว ปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งของชาติพันธุ์เล็กๆ คือการขาดที่ดินทำกินและการเข้าไม่ถึงทรัพยากรธรรมชาติ

แต่เดิมมาที่ดินทำกินในราชอาณาจักรไม่เคยมีฐานะเป็นสมบัติส่วนตัวอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ราษฎรมีสิทธิ "ครอบครอง" ที่ดิน ก็เฉพาะเมื่อมีการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องเท่านั้น ถ้าหากทิ้งรกร้างไว้ถึงเวลาหนึ่ง ผู้อื่นย่อมมีสิทธิเข้าไปใช้ประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายโบราณ นอกจากนี้แล้วยังมีพื้นที่ซึ่งกันไว้เป็นชุมชนที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ หรือเป็นป่าใช้สอย เป็นต้น ในสภาพดังกล่าว เราอาจพูดได้ว่าชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงฐานทรัพยากรได้อย่างเต็มที่ สามารถใช้ ภูมิปัญญาพื้นถิ่นดูแลตัวเองได้ตามอัตภาพ

การใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะนี้เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อฝ่ายรัฐได้ออกกฎหมายที่ดินและออกโฉนดที่ดินแบบสมัยใหม่เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2444 จากนั้นมาการถือครองที่ดินในประเทศก็เป็นเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ส่วนตัว (private property) ตามระบบทุนนิยมอย่างครบถ้วน ที่ดินทำกินส่วนใหญ่กลายเป็นสินค้าในตลาด ซึ่งเอกชนสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ ตลอดจนสะสมและปล่อยรกร้างได้

ส่วนพื้นที่ป่านั้นเมื่อมีการตั้งกรมป่าไม้ขึ้นในปี พ.ศ.2439 ก็เริ่มหลุดจากการดูแลของชนชั้นนำท้องถิ่นและชุมชน ไปสู่การบริหารจัดการโดยศูนย์อำนาจส่วนกลาง ยิ่งเวลาผ่านไปการควบคุมผืนป่าโดยรัฐก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายฉบับต่างๆ

แน่นอนสภาพดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนบริเวณภูดอยอย่างหนักหน่วง ดังทราบกันดีอยู่แล้ว ปัจจุบันการถือครองที่ดินทำกินในประเทศไทยมีลักษณะกระจุกตัวสูงมาก ในเมื่อพื้นที่ทำกินในที่ราบมีผู้ถือครองหมดแล้ว เขตป่าเขาอันเป็นที่อยู่ดั้งเดิมของชาติพันธุ์หลายหมู่เหล่าก็กลายเป็น ทั้งป่าสงวน เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทางออกของกลุ่มชาติพันธุ์ในด้านที่ดินทำกินจึงมีไม่มากนัก

สภาพไร้สัญชาติก็ดี และถิ่นฐานที่ไม่สอดคล้องกับการบริหารจัดการผืนป่าโดยรัฐก็ดี ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่าง รัฐสมัยใหม่กับกลุ่มชาติพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่พ้น ซึ่งฝ่ายหลังมักจะตกเป็นผู้ถูกกระทำในแทบทุกกรณี บางกลุ่มถูกจับกุมซ้ำแล้วซ้ำเล่าในข้อหา "บุกรุกป่า" บางกลุ่มก็ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานมาใช้ชีวิตและทำมาหากินในที่ไม่คุ้นเคย นอกจากนี้ ยังมีบางชาติพันธุ์ที่กำลังสูญเสียพื้นที่ทำกินเพราะถูกกดดัน ทั้งโดยภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ความเดือดร้อนของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จึงเกิดขึ้นอย่างมหาศาลสุดพรรณนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความยากแค้นสาหัสในด้านการครองชีพ บางส่วนถึงกับยอมขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวเพื่อความอยู่รอด บ้างส่งลูกหลานไปหากินในเมืองในฐานะชนชั้นล่างสุด ทำให้วิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์หมิ่นเหม่ต่อการถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น

ในกรณีสุดขั้วอีกแบบหนึ่ง นิยาม "ความเป็นไทย" ตามที่รัฐกำหนด ก็ส่งผลกดทับอย่างหนักหน่วงต่อชาติพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์แตกต่างและโดดเด่นอย่างพลเมืองไทยเชื้อสายมลายูในสามจังหวัดภาคใต้ พลเมือง เหล่านี้ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ มานานหลายศตวรรษ สืบทอดเชื้อสายมาจาก ผู้คนในอาณาจักร เก่าแก่โบราณ พูดภาษา

มลายู (ยาวี) เป็นภาษาแรกและนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่เพียงแตกต่างจากศาสนาพุทธอันเป็นศาสนาหลักในประเทศไทย หากยังเป็นรากฐานของวัฒนธรรมประเพณีทางจิตวิญญาณที่ไม่อาจกลมกลืนกับระบบทุนนิยมได้โดยอัตโนมัติ

แน่นอนกรณีของชาวมลายูในสามจังหวัดภาคใต้ คงต้องถือเป็นปัญหาคนละระดับกับชาติพันธุ์ชายขอบอื่นๆ เพราะการที่ชาวมลายูมุสลิมจำนวนไม่น้อยผูกโยง อัตลักษณ์ของตนไว้กับสถานะทางการเมืองที่เคยเป็นแบบกึ่งอิสระในสมัยก่อน ทำให้ปัญหาแก้ได้ยากขึ้นสำหรับรัฐไทยยุคหลังที่ยึดถือการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้จึงผิดแผกแตกต่างจากปัญหาชาติพันธุ์ที่เหลือค่อนข้างมาก และอาจจะต้องอาศัยทางออกที่พิเศษออกไป

แต่พูดก็พูดเถอะ ปัญหาที่ตกค้างมาจากกระบวนการสร้างรัฐชาตินั้น มาถึงวันนี้ อาจจะไม่ใช่ "เรื่องส่วนตัว" ระหว่างรัฐไทยกับชาติไทยเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ทั้งตัวรัฐและประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองได้ถูกพลังอำนาจอื่นที่ไร้พรมแดนเข้ามาดัดแปลงจนเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปไม่น้อย กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง

ที่นับว่าอันตรายก็คือ ขณะรัฐกำหนดสังคมไม่ได้เหมือนเดิมหรือเท่าเดิม ตัวสังคมเองก็แตกกระจายเป็นหลายส่วนเสี้ยว ขาดการเชื่อมโยงกัน และยังไม่มีพลังพอที่จะพลิกฐานะมาควบคุมกำกับรัฐได้อย่างเป็นระบบเช่นกัน

อันที่จริงก่อนวิกฤต พ.ศ.2540 และการเปิดเสรีทั่วด้านตามแรงกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) การพัฒนาประเทศแบบไม่ทั่วถึง (uneven develop ment) ก็ผลิตปัญหาโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว

แต่หลังจากรัฐไทยถูกบีบให้ออกกฎหมายเปิดประเทศ 11 ฉบับ เพื่อแลกกับความช่วยเหลือของไอเอ็มเอฟ ปัญหาเดิมที่เรื้อรังอยู่แล้วไม่เพียงถูกทำให้หนักหน่วงขึ้นเท่านั้น ตัวรัฐชาติเองก็สูญเสียฐานะไปหลายส่วน และอาจจะควบคุมกำกับทิศทางการพัฒนาประเทศไม่ได้อีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นแค่ประเด็นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังมีนัยสั่นคลอนระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติอย่างลึกซึ้งถึงราก

ประการแรก จินตภาพเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนถูกกัดกร่อนให้อ่อนลง เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัดส่วนที่สูงมาก

ประการต่อมา แนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเองก็ถูกหักล้างไปมาก เนื่องจากการเข้ามาผสมปนเปของผลประโยชน์ ต่างชาติจนแยกไม่ออกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยแท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร อันนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าแนวคิดผลประโยชน์แห่งชาติไม่ค่อยสมจริงมาตั้งแต่แรกแล้ว

และประการสุดท้าย ในเมื่อรัฐชาติไม่ว่าระบอบใดล้วนอาศัยจินตภาพเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นข้ออ้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจ เมื่อมาถึงจุดนี้ข้ออ้างดังกล่าวจึงขาดความหนักแน่นน่าเชื่อถือลงไปไม่น้อย กระทั่งเริ่มถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อยๆ

สภาพดังกล่าวหมายความว่า การสร้างฉันทานุมัติทางการเมือง (political consensus) จะกระทำโดยอาศัยข้ออ้างลอยๆ เกี่ยวกับชาติไม่ได้อีกต่อไป (ซึ่งก็มีชนชั้นนำบางกลุ่มฝืนทำอยู่) หากต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มก้อนองค์กรต่างๆ จากภาคประชาชนหรือประชาสังคมมาตกลงกับรัฐหรือตกลงกันเองจึงจะแก้ปัญหาได้

กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ สภาพประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเคลื่อนไปสู่สภาวะหลังรัฐชาติ (post nation-state) มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้คนจำนวนมากก็ยังไม่ตระหนักว่า เรามีองค์ความรู้ไม่พอที่จะจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป และจะต้องรีบคิดอ่านในเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน

เรื่องที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งคือ ทุกวันนี้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์อำนาจยังคงพยายามจัดระเบียบการปกครองตามกรอบคิดเก่าๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่สถานการณ์ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทั้งระบอบอำนาจนิยมนอกเครื่องแบบและระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยอำนาจรัฐแบบแนวดิ่ง ต่างก็ล้มเหลวในการดูแลบ้านเมือง

อย่างไรก็ตามในความเห็นของผม ทางออกยังพอมีอยู่บ้าง ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองความสัมพันธ์ทางอำนาจได้ทันเวลา เราในที่นี้ผมหมายถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ส่วนบรรดา นักวิชาการนั้นจำนวนมากได้มองเห็นปัญหามาพักหนึ่งแล้ว

เปลี่ยนมุมมองหมายความว่าอย่างไร ?

พูดให้ชัดเจนคืออันดับแรก ในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจ (หรือที่ชอบเรียกกันว่าการปฏิรูปการเมืองนั้น) จุดเน้นไม่ควรจำกัดอยู่แค่การปรับแบ่งพื้นที่กันระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ (แม้ว่าสิ่งนี้จะจำเป็น) หากจะต้องเปิดพื้นที่ให้การเมืองภาคประชาชน อันประกอบด้วยประชาธิปไตยทางตรงของชุมชนรากหญ้า และบทบาทตรวจสอบของภาคประชาสังคมในเมืองมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐที่ถูกผูกมัดไว้กับอิทธิพลไร้พรมแดนอย่างหนึ่ง กับเพื่อป้องกันตัวจากแรงอัดกระแทกของทุนนิยมข้ามชาติอีกอย่างหนึ่ง

อันดับต่อมา ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์อำนาจลงบ้าง และหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาแบบทางเลือก (alternative development) ของชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น

พูดอีกแบบหนึ่งคือรัฐจะต้องเลิกวางแผนหากำไรให้คนส่วนน้อยในนามคนทั้งชาติ หรืออย่างน้อยต้องเลิกใช้ข้ออ้างแบบนั้นเสียที รวมทั้งต้องตระหนักว่าการใช้อำนาจของรัฐชาติขับเคลื่อนการเติบโตแบบทุนนิยมอย่างไม่หยุดยั้ง นับเป็นการใช้อำนาจทำร้ายพลเมืองส่วนใหญ่อย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันมีผลให้การจัดสรรทรัพยากรไม่เท่าเทียมและไม่ทั่วถึง วิบากกรรมดังกล่าวส่งผลให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และนับวันยิ่งกลายเป็นเบี้ยทางการเมืองที่ถูกใช้ ประโยชน์โดยชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ

ผมขออนุญาตเรียนตรงๆ ว่าทุกวันนี้ ในขณะที่รัฐไทยมีฐานะเป็นผู้จัดการสาขาของระบบทุนนิยมโลกมากขึ้นและมีลักษณะชาติน้อยลง อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ไว้อย่างเต็มเปี่ยมจะยิ่งแก้ปัญหาภายในประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีการจัดระเบียบอำนาจกันใหม่ให้ประชาสังคม (civil society) สามารถกำกับรัฐและชุมชน ท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดวิถีชีวิตของตน

หากไม่ทำเช่นนั้น ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าคนในชาติที่ทั้งแตกปัจเจกและแยกกลุ่มย่อยจะสัมพันธ์กับรัฐอย่างไรและสัมพันธ์กันเองอย่างไร

ถึงตรงนี้ หลายท่านคงจะมองเห็นแล้วว่าความเป็นชาติแบบที่รัฐพยายามฟูมฟักมาอย่างน้อย 70 ปีนั้น ไม่อาจกลับไปเหมือนเดิมแล้ว และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชาติก็ไม่อาจเหมือนเดิมด้วยเช่นกัน

ในสภาพเช่นนี้ ถ้าใครขืนใช้ชุดความคิดและวาทกรรมเก่าๆ มากดดันผู้คน บ้านเมืองก็คงเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่หาข้อยุติมิได้ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่ามีแต่ต้องแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป เราจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แม้ในอนาคต คนไทยยุคหลังสมัยใหม่อาจจะกลับไปคล้ายชาวสยามในอดีต คือมีอัตลักษณ์ที่ผิดแผกแตกต่างกันทั้งประเทศ แต่ก็คงสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้าพื้นที่ทางการเมืองถูดจัดสรรไว้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

มันคงจะเป็นเรื่องไร้เหตุผลสิ้นดี ถ้านักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเข้ามาหาเงินในเมืองไทยได้อย่างสะดวก แล้วชาติพันธุ์ พื้นเมืองกลับถูกรังเกียจเดียดฉันท์ ในเมื่อ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำให้รัฐไทยเลิก ตั้งคำถามต่อนักลงทุนว่า "เป็นคนไทยหรือเปล่า ?" แล้วทำไมยังต้องถามชาวไร่ชาวนาตามป่าเขา ถามปัญญาชนที่คิดต่างจากรัฐ หรือแม้แต่ถามผู้ใช้แรงงานรับจ้างจากประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยคำถามแบบนี้ด้วยเล่า

จริงอยู่ระเบียบอำนาจใหม่ในทิศทางดังกล่าวยังคงต้องอาศัยเวลาผลักดันให้ปรากฏเป็นจริง แต่แนวโน้มสถานการณ์หลังรัฐชาติ หรือหลังสมัยใหม่ (post moder nity) ก็นับว่าเปิดโอกาสให้ทิศทางนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางการเมืองใหม่ที่ไม่ได้เอารัฐเป็นตัวตั้ง (state oriented) หากถือมนุษยชาติ ชุมชน ท้องถิ่น และปัจเจกภาพของปัจเจกบุคคลเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะในประเด็นการเข้าถึงทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรม ตัวตนทางวัฒนธรรม หรือคุณค่าความเป็นคน

วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4118  ประชาชาติธุรกิจ

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: