Home > News and politics > เร็ว-ช้า-หนัก-เบา, สรกล อดุลยานนท์

เร็ว-ช้า-หนัก-เบา, สรกล อดุลยานนท์

เร็ว-ช้า-หนัก-เบา คอลัมน์ market think


โดย สรกล อดุลยานนท์

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ในวันนี้ทำให้ผมนึกถึงปรัชญาของ “เทียม โชควัฒนา” แห่งสหพัฒน์ขึ้นมา

“เร็ว-ช้า-หนัก-เบา”

เรื่องอะไรควรเร็ว เรื่องไหนควรช้า เรื่องใดควรจะเบา และเรื่องไหนควรจะหนัก

ผู้บริหารที่เก่งจะประเมินออกมาว่าแต่ละเรื่องนั้นควรจะให้ความเร็วหรือน้ำหนักแค่ไหน

ไม่มีสูตรตายตัวที่เป็นตัวอักษรหรอกครับ

เป็นเรื่องประสบการณ์ และการประเมินสถานการณ์ของแต่ละคน

พอ ฝุ่น “รักชาติ” เริ่มจาง คนจำนวน ไม่น้อยเริ่มหันกลับไปตั้งคำถามกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “กษิต ภิรมย์” ว่ามาตรการตอบโต้กัมพูชาด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับ ประเทศ

และยกเลิก “เอ็มโอยู” พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา

…แรงไปหรือเปล่า

ผมได้ยินข่าวว่านักธุรกิจใหญ่ที่ทำธุรกิจบนอากาศซึ่งเคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด เริ่มบ่นกับเพื่อนฝูงแล้ว

“พวกนี้ไม่เคยทำงาน ไม่เคยทำธุรกิจ”

อาจารย์ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ฉบับที่ผ่านมาบอกว่ารัฐบาลไทยตอบโต้แรงเกินไป

แทนที่จะเริ่มต้นระดับ 1-2-3

แถลงการณ์คัดค้าน หรือเรียกทูตกัมพูชามารับหนังสือคัดค้าน ฯลฯ

กลับเล่นถึงระดับ 4 เลย

หลักการทูตนั้นเวลาเดินหน้าต้องคิดถึงทางถอยด้วย

ที่สำคัญอย่าปิด “ทางเลือก” ของตัวเอง

ไม่มีใครคัดค้านรัฐบาลไทยเลยเรื่องการตอบโต้ “กัมพูชา” ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “กระบวนการยุติธรรม” ของไทย

ต้องรับแสดงจุดยืนนี้ก่อนเพราะกลัวถูกแขวนป้ายว่า “ไม่รักชาติ”

แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าปมปัญหานั้นมาจาก 4 บรรทัดในแถลงการณ์ของ “กัมพูชา”

“ในกรณีของทักษิณ กัมพูชาเห็นว่ามีเหตุทางการเมืองอย่างชัดเจนในการโค่นทักษิณลงจากตำแหน่ง ด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ในขณะที่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ที่องค์การสหประชาชาติ คดีความมากมายที่ตามมาหลังจากนั้น รวมทั้งการตัดสินลงโทษต่อตัวท่านทั้งสิ้น ล้วนเป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น”

ครับ ข้อความ 4 บรรทัดนี้ นำมาสู่การตัดสินใจของรัฐบาล

เรียกทูตกลับประเทศ

——————

หลักคิดง่าย ๆ ที่จะบอกว่าเราตัดสินเรื่องใดด้วย “เหตุผล” หรือ “อารมณ์” ก็คือ ในเรื่องแบบเดียวกันไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร

เราจะตัดสินใจแบบเดียวกัน

“หลักการ” ต้องมั่นคง

ปัญหา เรื่องนี้เกิดขึ้นจาก “ฮุน เซน” ตั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และประกาศว่าจะไม่ส่ง “ทักษิณ” ให้กับไทยเพราะเขาถือว่าเป็นคดีการเมือง

และมีแถลงการณ์ 4 บรรทัดที่พูดถึงกระบวนการยุติธรรมของไทย

ในเรื่องนี้ “ทักษิณ” มีอยู่ 2 สถานะ

1.เขาเป็น “นักโทษคดีอาญา” ในเมืองไทย

2.เขาเป็น “คู่ต่อสู้” ทางการเมืองกับรัฐบาล

สถานะข้อที่ 2 ถือเป็นเรื่องทางการเมือง “ทักษิณ” มีสถานะเท่าเทียมกับ “สม รังสี” ผู้นำฝ่ายค้านในกัมพูชา

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ข้อ 1

ด้วยตรรกะ “มาตรฐานเดียว” ในการตัดสินใจ

ถ้าเปลี่ยนชื่อ “ทักษิณ” เป็น “วัฒนา อัศวเหม” หรือ “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม ที่หนีคดีไปอยู่ที่กัมพูชา มานานแล้ว

และค้นหาที่อยู่ที่ชัดเจนได้ไม่ยาก

คดีของทั้ง 2 คนหนักหนากว่า “ทักษิณ” อีก

แต่ทำไมรัฐบาลไทยไม่เคยส่งหนังสือขอตัวเหมือนกับ “ทักษิณ”

และคำถามต่อมาก็คือ ถ้า “ฮุน เซน” ตั้ง “วัฒนา-สมชาย” เป็นที่ปรึกษา

“อภิสิทธิ์” จะตัดสินใจเรียกทูตไทยกลับประเทศหรือไม่

ถ้าใช่ ก็แสดงว่าการตัดสินใจครั้งนี้ “อภิสิทธิ์” ทำด้วย “เหตุผล”

ไม่ใช่ “อารมณ์”

แสดงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากของประเทศไทย

อย่าลืมนะครับ การตัดสินใจของ “ผู้นำ” ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจหรือระดับประเทศ

ทุกครั้งที่ตัดสินใจ เขาต้องนึกถึง “ส่วนรวม” มากกว่า “ส่วนตัว”

ต้องใช้ “เหตุผล” มากกว่า “อารมณ์”

ส่วน เรื่องการพูดจารุนแรงของ “ฮุน เซน” ก็มีคนบอกว่าผู้นำมาเลเซียกับออสเตรเลียตอนที่ทะเลาะกัน เขาก็พูดจากันแรงไม่แพ้ “อภิสิทธิ์-ฮุน เซน”

แต่ก็ไม่มีประเทศไหนเรียกทูตกลับ

ครับ ผมไม่รู้ว่าการตัดสินใจของ “อภิสิทธิ์-กษิต” ครั้งนี้ ตอนที่ตัดสินใจนั้นเขามองเห็นหน้าประชาชนไทยที่อยู่ชายแดนไทย-กัมพูชาหรือ เปล่า

หรือว่าเห็นหน้า “ทักษิณ” อยู่ข้างหลัง “ฮุน เซน”

แล้วก็ชก !

ประชาชาติธุรกิจ, 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4158



บทความนี้ ต้องแนะนำให้อ่านประกอบกับ ของ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

สัมภาษณ์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: “ตอนนี้เป็นคนไทยกี่ฝ่ายที่ต่อสู้กัน ขณะที่กัมพูชาเหลืออยู่ฝ่ายเดียว”
http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26512

บางส่วนบางตอน เช่น

“เราไม่ได้มองถึงผลเสียหายระยะยาวที่ตามมา ผมคิดว่าในกรณีนี้เป็นการนำชาตินิยมแบบเก่ามาใช้ในบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว”

“สื่อตกอยู่ในวาทกรรมชาตินิยมเดิม เป็นชาตินิยมเก่า ผมว่าการมองเรื่องนี้เป็นเรื่องเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของประเทศนั้นเป็นวิธี การมองแบบเก่า เป็นการมองแบบการเมือง แต่ไม่ได้มองมิติทางเศรษฐกิจ หรือความร่วมมือในภูมิภาค”

“สิ่งที่ฮุน เซน ทำเหมือนกับเป็นการวางแผนอย่างยืดยาวทีเดียว เพราะฉะนั้นแปลว่า ก็คงไปบีบกัมพูชายากมาก เอาเข้าจริงแล้ว คนที่รู้ประวัติศาสตร์สักหน่อยก็จะรู้ว่าปกติไทยมักจะเข้าไปแทรกแซงการเมือง ภายในกัมพูชา แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่กัมพูชาเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในของไทย โดยมีลาวและเวียดนามเป็นพันธมิตร”

คือถ้าอ่านแล้วไม่พอใจ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ หรือสงสัย ว่านี่คือใครละก็ ลองหาดูครับ

ประวัติสั้นๆ คือ เป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อุษาคเนย์, อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปัจจุบัน เป็นอาจารณ์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

สรุปว่า ผมโคตรเบื่อประวัติศาสตร์ชาตินิยมเลย มองว่าตัวเองดี คนอื่นเลว ตัวเองถูกรังแก คนอื่นไม่สมควรได้รับความเห็นใจ … แนวๆเนี่ย … ไอ้ที่สอนในห้องเรียนทั้งหลายก็ไม่ไหว เขียนเชียร์อยู่ฝ่ายเดียว รักจนคลั่งกันมาหลายปีแล้ว ก็ไม่เปลี่ยนเนื้อหาวิชาซักที … แทนที่จะเรียนให้รู้ที่มาที่ไป เหตุผลว่าทำไมแต่จะช่วงแต่ละตอน แต่ละฝ่ายน่าจะคิดอย่างไร แล้วผลที่ออกมาเป็นอย่างไร … มันไม่มีใครดีอยู่ฝ่ายเดียวหรือเลวอยู่ฝ่ายเดียวหรอก … นี่คือโลกจริงๆ ไม่ใช่ propaganda ของใคร

  1. t
    26 June 2011 at 4:23 PM

    เขียนได้แย่มากครับ ทั้งการวิจารย์แบบเอนเอียง แย่มาก ถ้าบ้านเมืองมีนักเขียนข่าวแบบนี้

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: