Home > News and politics > กับดักแห่งความเปลี่ยนแปลง, นิธิ เอียวศรีวงศ์

กับดักแห่งความเปลี่ยนแปลง, นิธิ เอียวศรีวงศ์

กับดักแห่งความเปลี่ยนแปลง


นิธิ เอียวศรีวงศ์

มีปัจจัยสำคัญอยู่สองอย่างที่จะทำให้ประชาธิปไตยในสังคมใดก้าวหน้าได้

หนึ่ง คือชนชั้นนำซึ่งถือครองอำนาจและผลประโยชน์ ไม่สามารถขัดขวางความเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยได้ ผมใช้คำว่า"ไม่สามารถ"เพื่อจะบอกว่า ไม่มีชนชั้นนำในสังคมใดหรอกครับ ที่จะปล่อยวางอำนาจและผลประโยชน์ที่มีอยู่ โดยไม่ถูกสถานการณ์บีบบังคับ ในขณะเดียวกันก็เป็นไปได้ด้วยว่า ในบางสังคม เมื่อชนชั้นนำมีลักษณะที่หลากหลายมากขึ้น การแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์อาจไม่ลงตัว และมีทีท่าว่าจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกัน อันจะเป็นผลเสียแก่อำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำเอง พวกเขาอาจยินยอมพร้อมใจใช้บางส่วนของระบอบประชาธิปไตย เช่นการเลือกตั้ง เพื่อจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์กันให้เป็นไปได้โดยสงบ… นี่ก็ถือว่าถูกสถานการณ์บีบบังคับเช่นกัน

สอง ชนชั้นนำถูกสถานการณ์บีบบังคับอย่างเดียวยังไม่พอ ประชาชนในสังคมนั้นๆ ต้องหลุดออกจากความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือต้องเลิกเชื่ออัศวินม้าขาว ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาไม่อาจแก้ได้ด้วยอำนาจภายนอก แต่แก้ได้ด้วยอำนาจของตัวเขาเอง ดังนั้นเขาจึงต้องเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการ จัดการทรัพยากรสาธารณะ นอกจากผ่านการเลือกตั้งแล้ว ยังผ่านกระบวนการอื่นๆ อันเป็นกระบวนการปกติธรรมดาของระบอบประชาธิปไตยทั่วไป ตราบเท่าที่ประชาชนยังเชื่อว่าอำนาจจากภายนอกเท่านั้น ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ ตราบนั้นก็ไม่มีทางเกิดประชาธิปไตยในสังคมได้

ลำพังแต่ชนชั้นนำถูกบีบบังคับด้วยสถานการณ์อย่างเดียวจึงไม่พอ ในทางตรงกันข้าม ชนชั้นนำอาจใช้หน้ากากประชาธิปไตย เพื่อผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ไว้ในกลุ่มของตนต่อไปไม่สิ้นสุด อย่างที่เกิดในเมืองไทยนั่นแหละ

แม้ว่าความเคลื่อนไหวของประชาชนใน รอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา จะใช้ชื่อ "ประชาธิปไตย" ทั้งสองสี แต่ก็ไม่ได้มุ่งที่จะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแท้จริงขึ้นในประเทศไทยทั้งสองสีเหมือนกัน

ทั้งสองสีต่างเป็นนอมินีของกลุ่มชนชั้นนำซึ่งแตกแยก และแก่งแย่งอำนาจ-ผลประโยชน์กันเอง สีแดงนั้นทำให้เห็นชัดเจนว่าเขาต่อสู้เพื่อทักษิณและบริษัทบริวาร ซึ่งเพิ่งโผล่เข้าไปในกลุ่มชนชั้นนำไม่นานมานี้ สีเหลืองไม่ได้อ้างว่าต่อสู้ให้แก่ชนชั้นนำกลุ่มใด แต่แผนการทางการเมืองและการดำเนินการเคลื่อนไหวชี้ให้เห็นว่า พวกเขาคือนอมินีของกลุ่มชนชั้นนำเดิมซึ่งผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ของประเทศไว้สูงสุดมาหลายสิบปี

ทั้งสองฝ่ายต่างถือว่า ชนชั้นนำกลุ่มของตนเป็นอัศวินม้าขาว ถ้าทักษิณกลับเข้ามาปัญหาของทุกฝ่ายก็จะได้รับการแก้ไข หรือในทางตรงกันข้าม กลับไปอยู่ภายใต้การนำอย่างเด็ดขาดของกลุ่มชนชั้นนำเดิม ปัญหาของทุกฝ่ายก็จะได้รับการแก้ไขเช่นกัน และจะทำได้ดีกว่าด้วยเพราะคนเหล่านั้นไม่โกงหรือโกงน้อยกว่า (???)

ไม่มีฝ่ายใดที่พยายามบอกประชาชนว่า หมดเวลาของอัศวินม้าขาวแล้ว และปัญหาต่างๆ นั้นประชาชนต้องมีอำนาจในการแก้ไขให้แก่ตนเอง "การเมืองใหม่" และการเมืองแบบทักษิณ คือการเมืองของระบบอุปถัมภ์ไม่ต่างอะไรกัน

ผมยอมรับว่า ทั้งสองสีต่างมีผู้เข้าร่วม (ไม่ใช่ระดับแกนนำ) ที่มองประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายจริงๆ คนเหล่านี้เข้าร่วมไม่ใช่ด้วยความศรัทธาต่อแกนนำหรือต่ออุดมการณ์เผด็จการ ที่แกนนำเสนอ แต่คิดว่าเพราะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ จึงร่วมขบวนเพื่อประโยชน์ของอุดมการณ์ประชาธิปไตยของตน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนเหล่านี้หวังว่าจะใช้สีเหลืองและสีแดงเป็นเพียงเครื่องมือ

อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไปร่วม 4 ปีแล้ว กลุ่มประชาธิปไตยเหล่านี้ยังไม่สามารถแทรกแนวคิดของตนลงไปในความเคลื่อนไหว ได้สักกระผีกริ้นเดียว

(ข้อเสนอของผมต่อคนเหล่านี้ก็คือ หยุดเข้าไปร่วมได้แล้ว และหาทางเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยตนเองในวิถีทางอื่น เพราะหนทางของสองสีเป็นทางตันที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้จริง)

ผมคิดว่า จะมองเห็นความไม่ประชาธิปไตยในการเคลื่อนไหวของสองสีนี้ได้ชัด หากนำไปเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน, ชาวบ้านต่อต้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก-บ้านกรูด หรือสระบุรีและที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง, ชาวบ้านสะเอียบที่ต่อต้านเขื่อนแก่งเสือเต้น, ชาวสลัมสี่ภาค,ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ฯลฯ

การเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ไม่สนใจจะยกอำนาจให้แก่อัศวินม้าขาวคนใด และไม่ได้สอดคล้องกับอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำกลุ่มใด แม้ว่าในระยะเริ่มต้นอาจเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะตน แต่หลังจากเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ก็ดึงประชาชนหลากหลายกลุ่มเข้าร่วมสนับสนุน จึงทำให้ประเด็นขยายกว้างขึ้นสู่นโยบายสาธารณะระดับประเทศ เช่นนำไปสู่การทบทวนนโยบายพลังงานซึ่งเป็นที่เกาะกินของชนชั้นนำกลุ่มเดิมมา ตั้ง พ.ศ.2500 เช่นเดียวกับนโยบายการจัดการน้ำด้วยเขื่อน, นโยบายที่อยู่อาศัยและโครงสร้างการถือครองที่ดิน, สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพโดยเท่าเทียมกัน ฯลฯ และเช่นเดียวกับนโยบายพลังงาน นโยบายเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นที่หาประโยชน์อย่างมูมมามของชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

นี่คือสำนึกประชาธิปไตยที่แท้จริง คือวางการแก้ปัญหาไว้ที่อำนาจของตนเองในฐานะพลเมืองของระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งไม่ยินยอมเป็นเพียงเครื่องมือของชนชั้นนำกลุ่มใด แม้แต่ต้องเผชิญกับอำนาจของชนชั้นนำซึ่งกุมอำนาจรัฐไว้ก็ไม่สะทกสะท้าน (โดยไม่ต้องยึดทำเนียบ,สนามบิน หรือก่อจลาจลทั้งเมือง)

ในทางตรงกันข้าม การเคลื่อนไหวของสีเหลืองและสีแดง ไม่ได้ให้ความสนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนเลย เช่น ไม่มีใครพูดถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และแผนพลังงานซึ่งส่อให้เห็นว่า ชนชั้นนำกลุ่มเดิมกำลังคืบคลานมาสวาปามพื้นที่พลังงานอย่างเต็มที่เหมือน เดิม ไม่มีฝ่ายใดพูดถึงการรื้อฟื้นการสร้างเขื่อนที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลกลับ คืนมาในนโยบายไทยเข้มแข็ง ฯลฯ และอื่นอีกมาก ทั้งนี้เพราะปัญหาจากนโยบายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องลุกขึ้นมา จัดการเอง หวังพึ่งอัศวินม้าขาวไม่ได้ เพราะอัศวินเองนั่นแหละที่ได้ผลประโยชน์และอำนาจจากโครงการเหล่านี้

แม้กระนั้นผมก็เชื่อว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว แม้การเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนจะซบเซาลงในสื่อช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ที่จริงแล้ว ก็ยังคงมีความเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวของสองสีไม่ใช่คำตอบสำหรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยแน่ แต่เป็นการเปิดสนามรบใหม่ของกลุ่มชนชั้นนำเท่านั้น

ตรงกันข้ามกับที่ บางคนพูดว่า การเคลื่อนไหวของสองสีในช่วงนี้ เป็นคุณูปการต่อประชาธิปไตยไทย ผมกลับเห็นแต่ภยันตรายที่น่าวิตก เป็นครั้งแรกที่กลุ่มชนชั้นนำไทยเลือกใช้ท้องถนนเป็นสนามรบ ผสมกันไปกับการทำรัฐประหาร (โดยเปิดเผยหรือบนโต๊ะเจรจา) สนามรบนี้เข้ามาแทนที่การลากรถถังและปืนใหญ่ออกมาข่มขู่กันอย่างที่เคยใช้มาก่อน และลงเอยที่การยอมแพ้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะได้รับอนุญาตให้รักษาผลประโยชน์เดิมที่มีอยู่เอาไว้ แม้ริบเอาอำนาจที่เคยมีมาไปโดยสิ้นเชิง ดูภายนอกเหมือนรุนแรง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับสงบราบคาบในเวลาอันรวดเร็ว

การต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำด้วยกันเองได้เปลี่ยนไปนับตั้งแต่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรขึ้นสู่อำนาจ เพราะกลายเป็นการต่อสู้ในเกมที่ใครได้จะได้หมด และใครเสียจะเสียหมด จึงทำให้การต่อสู้พร้อมจะรุนแรงและยืดเยื้อได้ เพราะไม่มีฝ่ายใดจะยอมเสียหมดอย่างแน่นอน

ประเทศไทยจึงเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสองอย่าง หนึ่งการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำด้วยกันเองเปลี่ยนไปเสียแล้ว ในขณะที่สังคมไทยโดยรวมก็เปลี่ยนไปด้วยซึ่งช่วยทำให้การต่อสู้ของชนชั้นนำ มีลักษณะรุนแรงมากขึ้น

การต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำบนท้องถนนจะดำเนินต่อไปอีกนาน (ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีอะไร) แต่ไม่ว่าฝ่ายใดชนะ ก็ไม่ทำให้ประชาชนมีอำนาจในตัวเองมากขึ้น รู้ว่าใครชนะก็จะได้ฝากตัวให้ถูกสายเท่านั้น ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ไม่อาจตอบปัญหาของประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆได้เสียแล้ว ฉะนั้นฝ่ายประชาชนเองก็คงต้องต่อสู้บนท้องถนนเพื่อประชาธิปไตยต่อไปอีกนาน (ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีอะไร)

ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่อย่าโหยหาอดีต เพราะอดีตไม่มีวันหวนคืน เราต้องช่วยกันคิดว่าจะหลุดไปจากกับดักแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร โดยสูญเสียน้อยที่สุด

มติชนรายวัน, 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11580




ช่วงหลัง อ.นิธิ ค่อนข้างน่าเห็นใจนิดนึง
เขียนอะไรออกมา ก็โดนด่าประจำ ทั้ง พธม. หรือ ทาง นปช.
คือส่วนหนึ่ง ก็ต้องเข้าใจถึงข้อจำกัดในการทำงานกับสื่อหลัก อย่างมติชน
จะไปเขียนอะไรล่อแหลมหรืออย่างที่คิดทั้งหมด มันก็คงไม่ได้ … ต้องตามกระแสบ้าง ทวนกระแสบ้าง (แต่แค่นิดหน่อย)

อย่างเขียนบทความนี้ออกมา ทั้ง 2 ฝ่าย อ่านเสร็จ ก็อาจจะด่า อ.นิธิเองนี่แหละ
เพราะเ้ชื่อและคิดเสมอว่า สิ่งที่ตัวเองทำนั้น ถูกต้องที่สุด เป็นความถูกต้องหนึ่งเดียว
โดยลืมคิดกันไปว่า Opinion ไม่เท่ากับ Truth

รวมๆแล้วผมเห็นด้วยกับบทความนี้
อย่างส่วนมวลชนน่ะ เกือบทั้งหมด ปรารถนาดีกับประเทศอยู่แล้วแหละ
เพียงแต่วิธีที่จะทำให้ประเทศดีขึ้นนั้น ไม่เหมือนกัน คิดแตกต่างกัน
ความแตกต่างตรงนั้น โดนแกนนำตอกย้ำ จนแต่ละฝ่าย ไม่เห็นว่าอีกฝ่าย ก็ปรารถนาดีเหมือนกัน
ที่มากกว่านั้น คือ ตอกย้ำจน ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่งลงไป ด้วยข้อกล่าวหา ประเภท ขายชาติ ไม่รักชาติ ไม่มีความเป็นคน ไม่สำนึกบุญคุณ

การลดคุณค่าความเป็นคน ทำให้รู้สึกว่า มีฝ่ายหนึ่งไม่มีคุณค่าพอที่จะมีชีึวิตอยู่ …
ถ้าทำร้ายหรือฆ่าให้ตาย ก็ไม่รู้สึกผิดอะไร แถมจะรู้สึกว่าได้รับใช้ความเชื่อด้วยซ้ำ
ความรุนแรงมันถึงเกิดได้ง่าย

  1. NOZ
    23 November 2009 at 5:30 PM

    ไปเจอ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ตั้งคำถามต่อบทความนี้ของนิธิ นอกจากจะนับว่าน่าสนใจแล้ว ยังถือว่าตรงประเด็นมากๆ และเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง จนผมก็งงกับ อ.นิธิ เหมือนกัน ว่าตกลง ตรรกะของแก จะเอายังไงกันแน่——แต่เพราะนิธิ เป็นตัวแทน ของวิธีคิด ที่บรรดา คน"รุ่นใหม่" บรรดา แอ๊กติวิสต์ แม้แต่คนแถวนี้ (เช่น แม้แต่การเขียนบางอันของธนาพล) แชร์ คือ ด้านที่ ชอบ สมมติ "ประชาชน" เป็น ideal image บางอย่าง (ดูในบทความตอนท้ายนิธิ ที่เขาพูดถึงประชาธิปไตย หรือการต่อสู้ของ"ประชาชน" ในทัุศนะของเขา) แล้วถ้า ประชาชนจริงๆ ไม่เป็นไปตามนั้น แต่ประชาชนจริงๆ โดยการเลือกตั้ง เลือกคนอย่างทักษิณ ขึ้นมา และต่อสู้เพื่อรักษาิสิทธิของตนนี้ คือต่อสู้ เพื่อให้คนที่ตัวเองเลือก ที่ถูกล้มไปโดยไม่เป็นธรรม ได้กลับมา .. นิธิ ก็จะไม่เคยยอมรับว่า นี่คือการต่อสู้"เพื่อประชาธิปไตย" (คงจำได้ บทความใน สุดสัปดาห์ ที่ผมเคยพูดถึง ที่นิธิ เขียนทำนองว่า ถ้าคนเสื้อแดง รักประชาธิปไตย จริง ก็ไม่สามารถ รักทักษิณ ไปพร้อมๆกันได้)และในขณะที่ทำตัวดัดจริต เป็นเทวดา แต่ปาก ก็พูดในเชิง "ยึดหลักการ" (ดูบทความล่าสุดเป็นตัวอย่าง) พูดเรื่อง "ชนช้นนำสู้กันเอง" บลา บลา ซึ่ง "เข้าหู" คนรุ่นนี้ แอ๊คติวิสต์ ต่างๆ อย่างยิ่ง แต่ ขณะเดียวกัน ถึงเวลา นิธิ ก็ไม่เคยแสดงความกล้าหาญ กับคนอื่นเลย ที่ไมใช่นักการเมือง ไม่เคยกล้าวิพากษ์คนเหล่านั้น ด้วยภาษาแบบเดียวกัน ที่ใช้กับนักการเมืองเลยด้วยความไม่ชอบ นักการเมือง ทำให้บรรดาแอ๊คติวิสต์ ฯลฯ ก็เลยรู้สึกว่า การพูดในลักษณะนี้ มีเหตุผล มีหลักการ ก็พากันขานรับ ไอเดียทำนอง "เสื้อแดง ควรตัดขาดทักษิณ " บลา บลา บลาผมไม่เคยเป็นแฟนทักษิณ ผมเห็นว่าทักษิณ ห่วยแตก หลายอยา่ง แต่ผมเห็นว่า การที่ทักษิณ สู้เพื่อตัวเองในขณะนี้ สู้เพื่อ(กระทังประเด็น) เรียกร้องเงินคืน เป็นการต่อสู้ที่ถูกต้อง ตรงกับหลักการประชาธฺิปไตยอ่ยางยิ่ง และผมเห็นว่า การที่คนเสื้อแดงเชียร์ทักษิณ ไม่ว่า ผมจะชอบหรือไม่ชอบโดยส่วนตัวอย่างไร เป็นการแสดงออกของหลักการประชาธิปไตยที่ว่า ประชาชนเท่านั้น มีสิทธิ ในการเลือกผู้นำของตน ไม่ใช่เทวดา หรือนักวิชาการที่ไหน(บางที ผมโคตรหมั่นไส้ คนอย่างนิธิ และแอ๊คติวิสต์ เลย ถ้า "ประชาชนสมมุติ" อย่าง พวก "บ่อนอก" ต่อสู้เพื่อเงินทองทรัพย์สินของตน ก็เชียร์ว่า "นี่คือการต่อสู้เพื่อประชาธฺปไตย" แต่การทักษิณ ถูกพวกศักดินา ยึดทรัพย์ไปแบบนี้ แล้วเรียกร้องคืน กลับเป็นเร้ื่อง "่ส่วนตัว")——

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: