Home > News and politics > ฝากถึงข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ

ฝากถึงข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ

ฝากถึงข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ

โดย  บุญเลิศ  ช้างใหญ่

ผมได้เห็นสำเนาหนังสือกระทรวงการต่างประเทศลับมาก ด่วนที่สุด ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศส่งถึง นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เรื่อง แนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นำมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2552

หลังจากสื่อมวลชนเผยแพร่รายละเอียดของหนังสือ ดังกล่าว ทั้งนายกรัฐมนตรี นายกษิต โฆษกรัฐบาลนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ต่างดาหน้าออกมาด่าทอนายจตุพรว่าทำจารกรรม เป็นการกระทำที่เลวร้ายมาก พร้อมขู่จะดำเนินคดี ในขณะที่นายจตุพรก็ท้าทายให้แจ้งความดำเนินคดีมาเลย ยืนยันไม่ได้ทำอะไรที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ แถมจะเปิดเผยเอกสารแนบท้ายอีกชุดหนึ่งในวันที่ 23 ธันวาคม

ผมอ่านแล้ว มีความเห็นว่า ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 2 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะเป็นหน่วยต้นเรื่องที่ระบุไว้ตอนท้ายหนังสือก่อนจะส่งให้นายกษิตลงนาม ไม่ควรประทับตรา "ลับมาก" ว่าไปแล้วไม่ควรจะทำหนังสือราชการในลักษณะนี้ออกมาด้วยซ้ำ เพราะเนื้อหาในหนังสือราชการฉบับนี้เป็นปัญหาขัดแย้งทางการเมืองล้วนๆ เมื่อไปกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ก็สุ่มเสี่ยงต่อการนำประเทศชาติไปสู่ความเสียหาย ที่อาจถึงขั้นตัดสัมพันธ์ทางการทูตหรือทำสงครามด้วยกำลังทหาร ซึ่งไม่ใช่วิสัยของหน่วยราชการแค่ระดับกองจะลงไปทำเรื่องใหญ่ๆ และสำคัญเช่นนี้ ควรจะปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์เขาว่ากันไป เพราะดีไม่ดีอาจนำความเดือดร้อนมาสู่กองเอเชียตะวันออก 2 เหมือนกับที่นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย ประสบมาแล้วในกรณีเป็นต้นเหตุให้นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ถูกติดคุกติดตะรางในกัมพูชาถึง 32 วัน

ขอยกเนื้อหาบางส่วนมาแสดงพอสังเขป ดังนี้ ก่อนที่ผมจะแสดงความเห็น

ในส่วนของข้อ 1 ว่าด้วยการวิเคราะห์ท่าทีของฝ่ายกัมพูชา ข้อ 1.1 ระบุว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น "ภัยหลัก" มุ่งคุกคามความอยู่รอดของรัฐบาล โดยใช้ยุทธศาสตร์มุ่งให้เกิดสถานการณ์ที่เสื่อมทรามลง (deterioration) โดยอาศัยกลยุทธ์ที่สำคัญ 2 ด้าน คือ ความร่วมมือจากกัมพูชาและการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่มุ่งหวังจะบั่น ทอนเสถียรภาพของรัฐบาลไทย จนประเทศไทยตกอยู่ในสภาพไร้อำนาจรัฐและโค่นล้มรัฐบาล…"

ตามมาด้วยข้อ 2 แนวทางการดำเนินการ โดยเฉพาะใน ข้อ 2.3 "สร้างความเป็นเอกภาพในประเทศไทยรวมถึงรัฐบาลไทยเอง เพื่อมุ่งเป้าให้นายกรัฐมนตรีกัมพูชาประจักษ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่มีโอกาสได้คืนสู่อำนาจอีกครั้ง.." และข้อ 3 จุดหมายปลายทาง ระบุว่า "..เนื่องจากต้นเหตุของปัญหามาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณมุ่งทำลายความอยู่รอดของรัฐบาล การจัดการกับปัญหานี้ จึงจำเป็นต้องมุ่งไปที่ต้นตอของปัญหาด้วยการ (1) ขจัดภัยคุกคามหลัก และ (2) แยกหรือทอนความร่วมมือระหว่าง

พ.ต.ท.ทักษิณกับนายกรัฐมนตรี…"

ทั้งหมดในหนังสือนี้ เป็นเรื่องการเมืองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงที่ขัดแย้งและต่อสู้เพื่อการหักโค่นอำนาจกันอยู่ ซึ่งดำเนินมาด้วย 3-4 ปี เต็ม และมีแนวโน้มจะนำไปสู่การจลาจลนองเลือดถึงขั้นเกิด "สงครามกลางเมือง" รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะอยู่รอดหรือจะล้มคว่ำไป ก็ไม่ควรที่หน่วยงานระดับกองและกรมเอเชียตะวันออกจะกระโดดลงไปร่วมวงไพบูลย์กับปัญหาทางการเมืองด้วยการ เลือกอยู่ข้างนายกษิตและพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 2 และอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกแน่ใจได้อย่างไรว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคประ ชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นรัฐบาลและนายกษิตได้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศอีก ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแล้วได้เป็นรัฐบาล ข้าราชการประจำทั้ง 2 คนนี้จะวางตัวอย่างไร หรือว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ "นาย" พอใจเหมือนกับที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้

แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับข้อเสนอแนะที่เกินอำนาจหน้าที่ของราชการประจำ ในกระทรวงการต่างประเทศจะพึงกระทำ ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการ "เวลา" ให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลไทยที่สุด โดยเร่งการพิจารณาคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ยังคั่งค้างอยู่ (ข้อ 2.4) หรือการเสนอให้ใช้การตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและบอกเลิกการติดต่อทุกด้าน รวมถึงใช้มาตรการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยในกรณี พ.ต.ท.ทักษิณดำเนินกิจกรรมเหมือนการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในกัมพูชา (ข้อ 3.3) ควรปล่อยให้เป็นเรื่องที่นายกษิตจะทำจดหมายส่วนตัวส่งถึงนายอภิสิทธิ์หรือ แอบไปนั่งวิเคราะห์ปรึกษาหารือกันอย่างลับๆ กัน 2 คนว่า จะใช้มาตรการตอบโต้ทั้งบนดินและใต้ดิน ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอย่างไร

กรณีที่ข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศขู่จะดำเนินคดีกับนายจตุพรโดยใช้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 123 และ 124 ในความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรมาเล่นงาน ฐานนำข้อความเอกสารอันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศไปเปิดเผยนั้น ก็ขอให้ระมัดระวังและไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน รอบคอบ ว่าผลได้กับผลเสีย อะไรจะมากกว่ากัน

นอกเหนือไปจากข้อโต้แย้งยังว่าเนื้อหาในหนังสือราชการไม่ได้ "ลับมาก" ซึ่งต้องตอบกันนาน แถมยังเป็นการกระทำที่เกินเลยไปจากอำนาจหน้าที่ของข้าราชการประจำที่เสี่ยง ต่อความเสียหายที่จะเกิดกับกระทรวงการต่างประเทศ ยังอาจเกิดความเดือดร้อนกับข้าราชการที่เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการกับเรื่องการเมือง เช่น แกนนำคนเสื้อแดงนำไปปราศรัยโจมตีบนเวทีชุมนุม พรรคฝ่ายค้านนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ฯลฯ ขณะเดียวหากใช้ประมวลกฎหมายอาญาทั้ง 2 มาตราก็ยากที่จะละเว้นการตั้งข้อหากับสื่อมวลชนที่นำข้อความและเอกสารมาเผย แพร่ต่อสาธารณชนด้วย

แน่นอนว่า สื่อมวลชนต้องต่อสู้ทางคดีหากตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ด้วยวิชาชีพที่มีหน้าที่ในการเสนอข่าวสาร ข้อเท็จจริงเพื่อการรับรู้ของประชาชนและเพื่อปกป้องประเทศชาติมิให้ถลำไปสู่ ความหายนะจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดของรัฐบาลสื่อมวลชน ก็ต้องต่อสู้ตามวิถีทางต่อไปอย่างไม่ย่อท้อเหมือนกับที่เคยกระทำมาในอดีต

ก่อนที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศจะตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไปมากกว่านี้ และก่อนจะทำหนังสือราชการแล้วประทับตรา ลับ ลับมาก ลับที่สุด พร้อมข้อเสนอแนะอะไรต่ออะไรโดยมุ่งปกป้องช่วยเหลือให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์อยู่รอด ซึ่งเป็นคนละส่วนกับความปลอดภัยประเทศชาติซึ่งมีคนไทย 60 กว่าล้านคนเป็นเจ้าของ ควรจะนั่งวิเคราะห์ว่าจริงหรือเปล่าที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นภัยคุกคามหลักที่ต้องกำจัด ถ้าพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงมองว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายอภิสิทธิ์ นายกษิต เป็นภัยคุกคามหลักที่ต้องกำจัดเช่นกัน ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศจะทำอย่างไร ต้องเลือกข้างด้วยหรือไม่

อีกประการหนึ่ง ในนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ข้อ 7 ระบุว่า พัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในทุกมิติและทุกระดับและส่งเสริมความ ร่วมมือเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน สิ่งที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศกำลังปฏิบัติอยู่ สวนทางกับนโยบายรัฐบาลหรือไม่และเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยจริงหรือ (ขอย้ำว่าความอยู่รอดของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์กับความมั่นคงของประเทศชาติ เป็นคนละเรื่องกัน อย่านำมาผสมปนเปกันเป็นอันขาด)

มติชนรายวัน, Section กระแสทรรศน์, พฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2552




ทักษิณ-จตุพรสอดรับแฉเอกสารลับบัวแก้วยกสอง

"ทักษิณทวิต"ให้ โหลดเอกสารลับบัวแก้วฉบับแรกในออนไลน์ ขณะที่"จตุพร"แฉเอกสารลับมากอีก5แผ่นมาตรการตอบโต้เขมร ลั่นยื่นถอด"กษิต"ท้าไปชกกันในคุก

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เปิดแถลงข่าวถึงเอกสารลับของกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนที่สอง จำนวน 5 แผ่น ต่อจากการเปิดเผยครั้งแรก สำหรับเอกสารชุดหลัง 5 แผ่นหลังเป็น ตารางวิเคราะห์เรื่อง "การส่งสัญญาณและระดับความรุนแรงเพื่อเตรียมมาตรการป้องปรามและตอบโต้การ กระทำของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน"

………………..

"ทักษิณทวิต" ให้โหลดเอกสารลับฉบับแรก

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โพสไว้ในเวบไซต์ทวิตเตอร์ ข้อความว่าเอกสารลับของกระทรวงการต่างประเทศฉบับแรกว่า <http://bit.ly/5SQaGp&gt; and translate version <http://bit.ly/6wQFXQ&gt; โดยสามารถโหลดดูเอกสารได้มีทั้งเวอร์ชั่นต้นฉบับ และแปลเป็นอังกฤษ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 23 ธันวาคม 2552
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20091223/92334/ทักษิณ-จตุพรสอดรับแฉเอกสารลับบัวแก้วยกสอง.html



ถ้าอยากอ่านเอกสารดังกล่าง ลองเข้าเวป กรุงเทพธุรกิจข้างบน หรือ ลิงค์จาก twitter ก็น่าจะหาเจอได้ไม่ยาก
หมายเลขเอกสาร "กต 1303/2355" ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 จัดทำขึ้นโดย "นายกษิต ภิรมย์"
มีคนเข้าดูเอกสารดังกล่าง ในปัจจุบันนับหมื่นคน
Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: