Home > News and politics > ชาติใคร โดย คำ ผกา

ชาติใคร โดย คำ ผกา

ชาติใคร โดย คำ ผกา

"คนเสื้อแดงถูกกรอก หูด้วยข้อมูลเท็จมาตลอด เขามาด้วยจิตใจที่ยังรักชาติ จงรักภักดี และตั้งใจเสียสละเพื่อโหยหาประชาธิปไตยตามที่เขาคิด แต่ไทยทนยังเชื่อว่า เขาเป็นคนไทย มีหัวใจไทย รักแผ่นดินไทย พ่อแม่สอนให้สำนึกในพระคุณแผ่นดินไทย ให้ไม่ทำร้ายผู้อื่น แต่ก็ต้องยอมรับว่า เขาถูกหลอกด้วยแกนนำคนเสื้อแดง"

จากบทความ หยุด!เพิ่มเติมความเสียหาย แล้วให้ "คนไทยเสื้อแดง" รู้ถึงความเลวของผู้ก่อการร้าย

โดย ไทยทน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1272008393&grpid=no&catid=02

ฉันอ่านบทความนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ไม่ใช่ความแปลกที่เกิดจากคนเขียนเชื่อว่า คนเสื้อแดงถูกหลอกให้มาสู้เพื่อทักษิณ อันเป็นพล็อตใหม่ที่ฟังแล้วน่าเอ็นดูกว่าพล็อตที่ว่า เป็นชาวบ้านรับจ้างมาชุมนุม อยากมาเที่ยวกรุงเทพฯ เพราะว่าอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ

แต่รู้สึกแปลกๆ กับชุดถ้อยคำที่มาพร้อมกันเป็นชุดราวกับปลากระป๋อง มาม่า และผงซักฟอกในถังสังฆทานสำเร็จรูปที่ขายในโลตัส

นั่นคือ ชุดคำพูดดังต่อไปนี้ "จิตใจที่ยังรักชาติ จงรักภักดี เสียสละ คนไทย มีหัวใจไทย รักแผ่นดินไทย พ่อแม่สอนให้สำนึกบุญคุณในแผ่นดินไทย"

ฉัน ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะรู้สึกแปลกๆ กับคำพูดเหล่านี้ เพราะมันเป็นถ้อยคำที่เราได้ยินมาจนชินชาตั้งแต่ครั้งเป็นเด็ก (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่เติบโตมาในยุค หลัง 6 ตุลา 19ฯ)

มันอยู่ในเพลงปลุกใจ อยู่ในสารคดีที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ อยู่ในวรรณกรรม อยู่ในละคร อยู่ในแบบเรียน อยู่ในโอวาทครูใหญ่ตอนเช้าหลังเคารพธงชาติ อยู่ในหนังโฆษณาอะไรก็ตาม ที่ต้องการปลุกเร้าความภาคภูมิใจในความเป็นไทย อยู่ในอารมณ์โหยหาวันคืนเก่าๆ

และความเชื่อที่ว่า ในอดีต บ้านเมืองของเราเคยอุดมสมบูรณ์กว่านี้ เคยรุ่งเรื่อง ยิ่งใหญ่กว่าในปัจจุบัน และแม้กระทั่งเชื่อว่า คนไทยในอดีตมีความรักชาติบ้านเมืองมากกว่า และมีความสุขกว่าคนในสมัยปัจจุบัน!

อ่านชุดสังฆาน เอ๊ย! ชุดคำเกี่ยวกับความเป็นไทย และความรักในชาติไทยชุดนี้แบบอยห่างออกมาจากการเป็นคนไทยซักสอง-สามก้าว (หวังว่ามันจะไม่ใช่อาชญากรรมที่จะทำเช่นนั้น) อาจจะต้องประหลาดใจในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างฟูมฟาย

ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกหากมันเราอยู่ในสมัยแรกสร้างชาติ อันต้องจำลองความรัก ความฝัน ของเราต่อสิ่งอันไม่เคยมีมาก่อนนั่นคือ "ชาติ"

และจำต้องเข้าใจอีกว่า "ชาติ" ของแต่ละชาติเกิดขึ้นมาอย่างแตกต่างกัน บางชาติเกิดขึ้นจากการร่วมต่อต้านการปกครองของเจ้าอาณานิคม ซึ่งทำให้มีบางชาติ เกิดจากการขยายแผ่อำนาจด้วยการทำสงครามรุกรานชาติอื่นๆ ในนามของ "ชาติ"

ชาติอย่างฝรั่งเศสเกิดขึ้นและหล่อเลี้ยงด้วยอุดมการณ์ว่าด้วย เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ, "ชาติ" ที่มุ่งหมายต่อต้านเจ้าอาณานิคม อาจจะเน้นย้ำอุดมการณ์เรื่องความยุติธรรม ต่อต้านการเลือกปฏิบัติ หรือสองมาตรฐาน

ชาติที่เน้นย้ำการทำสงครามเพื่อขยายอำนาจของตนอาจเน้นย้ำความเหนือกว่าใน ทุกๆด้านของชาติตนต่อชาติอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น การมี "รัฐ" ไม่ได้แปลว่าจะมี "ชาติ" ไปด้วยโดยอัตโนมัติ ชาติหลายชาติเป็นชาติได้โดยไม่มีรัฐ เช่น ความขัดแย้งของอาหรับกับอิสราเอลนั้นสะท้อนให้เห็นสำนึกของความเป็นชาติที่ ไม่มี "รัฐ" ตรงกันข้าม กลุ่มประเทศเกิดใหม่ในยุโรปตะวันออก หรือสหภาพโซเวียต เป็นตัวอย่างของ "รัฐ" ที่ไม่มีชาติ

พูดให้บ้านๆมากขึ้นไปอีกก็ต้องบอกว่า ชาติที่ไม่มีรัฐก็เหมือนวิญญาณที่ไม่มีร่างให้สิง (จึงเฮี้ยนมาก)

รัฐที่ไม่มีชาติก็เหมือนรูปปั้นที่ยังไม่ได้เสกมนตร์เป่าลมหายใจสร้างชีวิตให้กับมัน หรือเสกไปแล้วไม่ศักดิ์สิทธฺ์ ไม่สัมฤทธิผล เช่น ยังตกลงกันไม่ได้ว่า ระหว่างศาสนา (สมมุติเป็นคริสต์นิการคาทอลิก) กับเสรีภาพของปัจเจกชน เราจะเอาอะไรเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ จะเลือกเป็นชาติที่ให้ความสำคัญของความหลากหลายของภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ หรือจะประดิษฐ์ภาษาประจำชาติ และตอกย้ำความเป็นรวมเลือดเนื้อเชื้อชาติเดียวกันของคนในชาติ?

ชาตินิยมในโลกนี้จึงมีมากมายหลายแบบ ทั้งที่เป็นแบบก้าวหน้า เป็นปฏิกิริยาล้าหลัง เป็นประชาธิปไตย และเป็นอำนาจนิยม โดยอิงอยู่กับอุดมการณ์ทางการเมืองชุดต่างๆ ทั้งเสรีนิยม, อนุรักษ์นิยม, ฟาสซิสต์, Fundamentalists และอณาธิปไตย

"จิตใจที่ยังรักชาติ จงรักภักดี และตั้งใจเสียสละเพื่อโหยหาประชาธิปไตยตามที่เขาคิด แต่ไทยทนยังเชื่อว่า เขาเป็นคนไทย มีหัวใจไทย รักแผ่นดินไทย พ่อแม่สอนให้สำนึกในพระคุณแผ่นดินไทย ให้ไม่ทำร้ายผู้อื่น"

ด้วยประโยคอันฟูมฟายถึงความรักชาติและหัวจิตหัวใจที่เป็นไทยตามที่ "ไทยทน" เขียนมาข้างต้น, ทำให้ฉันต้องกลับมาทบทวนว่า ชาตินิยมแบบไหนกันที่ทำให้ชาติไทยเป็น "ไทย" อย่างที่เรากำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ ณ วันนี้, สำหรับฉันนี่การปะทะกันระหว่างการรักชาติสองแบบ คือแบบ โรแมนซ์เมโลดราม่าอย่างของ "ไทยทน" ของกลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มหมอตุลย์ กลุ่มพันธมิตรฯ อีกทั้งกลุ่มคนไทยที่สวมเสื้อประจุคาถาที่ว่า "คนไทยรักสงบ"

การพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนในชาติกับประเทศชาติที่ตอกย้ำถึง "พระคุณของแผ่นดินไทย" ซึ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อพิจารณาอีกชื่อหนึ่ง ของกลุ่มเสื้อหลากสีที่เรียกตัวเองว่า "พลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน"

จินตนาการเกี่ยวกับชาติชนิดนี้เกือบจะทำให้เราแยกแยะไม่ได้ว่า เอาเข้าจริง รัฐ และชาติ เป็นหน่วยทางการเมืองที่เราในฐานะประชาชน มีความสัมพันธ์ด้วยอย่างเป็นทางการ เช่น ผ่านการเสียภาษี ผ่านระบบราชการ ผ่านระบบการทำงานการเมืองระบบใดระบบหนึ่ง ที่เราจะกำหนดว่ารัฐบาลแบบไหนที่เราต้องการ

แต่ภาษาการสื่อสัมพันธ์กับรัฐ หรือชาติที่เต็มไปด้วยความรัก อารมณ์ ความรู้สึก ก่อรูปจินตนาการของรัฐและชาติให้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับเราอย่างเย้ายวน ประหนึ่งเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

ประเทศ แผ่นดิน กลายมาเป็น "บ้านของเรา" ที่เราไม่ได้สร้างกันขึ้นมาเองด้วย แต่เป็นบ้านที่เป็นปึกแผ่นขึ้นมาด้วยการเสียสละเลือดเนื้อของบรรพชน อีกทั้งอัจฉริยภาพของผู้ปกครองแต่เก่าก่อน

ดังนั้นเราจึงใช่ประชาชน แต่เป็นเพียงอนุชนรุ่นหลังที่มีชีวิตอยู่เพื่อสำนึกในบุญคุณ และอาจเป็นอาชญากรรม หากไม่มีสำนึกที่จะทำความดีทดแทนคุณของแผ่นดิน

การลอดทอนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ/ชาติกับประชาชนที่ควรจะเป็นเรื่องสาธารณะ ให้ไปปนเปนุงนังกับความรู้สึกส่วนตัวเหมือนที่เรารู้สึกต่อพ่อแม่ บ้านช่อง พี่น้อง วิญญาณ บรรพบุรุษ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นโครงการสร้าง "ชาติ" อีกแบบหนึ่งที่จงใจจะไม่ให้เกิดสำนึกเกี่ยวกับ "พลเมือง" หรือ "ประชาชน" ที่มีสำนึกต่อความสัมพันธ์ของตนกับประเทศชาติที่ออกจะ "เรียกร้อง" ให้รัฐทำอะไรให้ตน มากกว่าถามว่า ตนจะทำอะไรให้กับรัฐบ้าง

แปลไทยเป็นไทยว่า ถ้าเรารู้สึกว่าเราเป็น"พลเมือง" เราจะ demanding และหากรัฐทำอะไรไม่ถูกใจเราไม่ลังเลที่จะวีน และเหวี่ยงต่อรัฐอย่างเต็มที่ ในขณะที่หากเรารู้สึกว่าเราเป็นเพียงอนุชนรุ่นหลัง เราจะไม่วีน ไม่เหวี่ยง แต่จะนั่งพับเพียบ พนมมือ สรรเสริญประเทศชาติ แผ่นดิน และพร้อมจะอุทิศ พลีเลือด พลีเนื้อให้กับประเทศชาติของเรา

ด้วยสำนึกที่คิดว่าชาติเป็นครอบครัวเล็กๆ อบอุ่น ควรอยู่กันฉันพี่น้อง เปี่ยมไปด้วยความรัก มิตรไมตรี น้ำใจ มีความขัดแย้งใดๆเกิดขึ้น เราจะไม่พิจารณาว่าใครถูกหรือผิดตามกฎหมาย แต่เราจะตัดสินถูกผิดจากบริบททางวัฒนธรรมของเรา เช่น ผู้น้อยต้องยอมผู้ใหญ่ หรือลูกคนไหนเรียนเก่งกว่าก็อาจจะได้มีอภิสิทธิ์เล็กๆน้อยๆเหนือลูกคนอื่น ลูกคนไหนเงินเดือนเยอะพ่อแม่ก็รักมากหน่อยเป็นธรรมดา ไม่ถือว่าเป็นสองมาตรฐานแต่อย่างใด วันไหนลูกๆที่เรียนไม่เก่ง ทำงานไม่เริ่ด รสนิยมก็แย่ ลุกขึ้นมาทักท้วงว่าทำไมพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน วันนั้นๆลูกคนอื่นๆจะมองว่าลูกๆที่ร้องหาความเป็นธรรมนั้นนอกจากไม่ยอมช่วย เหลือตัวเอง อาศัยใบบุญคนอื่นอยู่ยังจะมีหน้ามาสร้างความวุ่นวายพาลทำให้ลูกคนอื่นที่ เค้าขยันทำมาหากินต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย

และเอาเข้าจริงๆคนที่เป็นกลางก็แอบเข้าข้างลูกๆที่เรียนจบมีปริญญาติดข้างฝา และออกจะเบื่อๆพี่ๆน้องๆที่เรียนไม่เก่ง แถมยังจน เพราะรู้สึกว่าพวกนี้เป็นภาระบ้านตูชิบหายเลย

ปัญหาของจินตนาการ "ชาติ" แบบนี้คือ แม้จะมีกฎหมาย แต่ก็ไม่มีใครรู้สึกถึงกฎหมายอย่างจริงๆจังๆ

แต่จินตนาการของ "ชาติ" ที่เป็นเหมือนห้องนั่งเล่นในบ้านหลังเล็ก อบอุ่น สงบ สามัคคีกำลังถูกท้าทาย จากจินตนาการอีกชุดหนึ่งที่ต่างออกไป

นั่นคือรักชาติแบบใหม่ที่เพิ่งกำเนิดขึ้นในหมู่คนเสื้อแดงที่เชื่อว่า "ชาติ" ย่อมหมายถึงหน่วยของประชาชน ไม่ใช่ประชาชนเฉยๆ แต่เป็นประชาชนที่มีสิทธิเท่าเทียมกันทุกประการ

และความเท่าเทียมนั้น ในเบื้องต้นแสดงออกผ่านการลงคะแนนเสียงผ่านการเลือกตั้ง ตั้งแต่เลือกผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. นายกเทศมนตรี ส.จ.เรื่อยไปจนถึงส.ส. อันจะกำหนดว่าใครจะเป็นหัวหน้ารัฐบาล (คงไม่ต้องขยายความว่า สิทธิที่เท่าเทียมกันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเลือกตั้ง)

เมื่อชาติหมายถึงความเท่าเทียมของพลเมืองทุกคน ไม่เลือกเพศ ชนชั้น ศาสนา สีผิว ไม่ว่าจะอยู่ปัตตานีหรือเชียงราย ไม่ว่าจะจบอภิมหาด็อกเตอร์หรือไม่รู้หนังสือ

เมื่อเป็นเช่นเสียแล้ว สิ่งที่พวกเขารับไม่ได้โดยสิ้นเชิงก็คือ การเลือกปฏิบัติสองมาตรฐาน และการเหวี่ยงการเลือกตั้งทิ้งไป พร้อมกับนายกฯที่พวกเขาเลือกขึ้นมา ผ่านการรัฐประหาร

ชาติของกลุ่มคนเสื้อแดงจึงมีแนวโน้มจะเป็นชาติที่อิงอยู่กับอุดมการณ์เสรีนิยม อันเป็นคู่ชู้คู่ชื่นชมกับประชาธิปไตย, ในขณะที่ "ชาติ" เวอร์ชั่น ครอบครัวอบอุ่นนั้นชอบที่จะแต่งงานกับอุดมการณ์อำนาจนิยม และโหยหาผู้ปกครองแบบ คุณพ่อผู้ดุดัน เข้มแข็ง เด็ดขาด (Strong man) เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทั้งนี้เพราะเชื่อว่า ผู้นำที่เด็ดขาด นำความสงบร่มเย็นมาสู่ครอบครัวน้อยๆของเรา

ตรงข้ามผู้ปกครองอ่อนแอ ปราบม็อบไม่ได้เสียที จะถูกก่นด่าประณามว่า "ปราบกบฏชาวนาแค่นี้ไม่ได้ อย่ามาเป็นนายกเลยว้อยยย"

ไทยทน อาจจะสวมวิญญาณ "พระเอก-นางเอก" แสนดีที่ทำมาเป็นเข้าใจว่า โอ้ คนเสื้อแดงไม่ใช่คนชั่วโดยสันดาน แต่เขาถูกล่อลวงด้วยปีศาจร้าย จึงหลงผิดไปชั่วครั้งชั่วคราว พวกเรามาช่วยเบิกเนตรให้เขาเห็นว่าอะไรคือความจริง เมื่อเขารู้แล้วเขาจะหันกลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยต่อไป

ไทยทน อุตส่าห์บอกว่า คนเหล่านี้โหยหาประชาธิปไตยตาม แบบที่เขาคิด อันมีนัยว่า ไทยทนคิดว่าประชาธิปไตยของพวกเขาไม่ใช่ประชาธิปไตย "มาตรฐาน" แต่เป็นประชาธิปไตยที่หลงเชื่อ หลงคิดไปเอง

พล็อตที่นำมาเป็นที่เข้าใจว่าคนเสื้อแดงเป็นคนดีที่ถูกหลอกมานั้นน้ำเน่า มากๆ และฉันอยากจะบอกว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่ "คนดี" และไม่ต้องการการตบหัวลูบหลังว่าเราเป็นคนดี เพราะฉันไม่รู้จักใครในมวลชนคนเสื้อแดงเป็นการส่วนตัว จึงบอกไม่ได้ว่าพวกเขาเป็นคนดีหรือคนไม่ดี และเมื่อประเทศชาติของเราไม่ใช่อุปมาของครอบครัวเล็กๆน่ารัก ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะสร้างความชอบธรรมด้วยวาทกรรมอวดอ้างความเป็น "คนดี"

คนเสื้อแดงไม่ใช่คนดี พวกเขาแค่เป็นประชาชนไทย ที่ต้องการ "ชาติ" ที่ไม่ได้หมายถึง บ้านหรือแผ่นดินของบรรพบุรุษ แต่คือ "ชาติ" ที่เป็นของประชาชนทุกคน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครดีกว่าใคร อาจจะมีคนจนกว่า อาจจะมีใครรวยกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขามีสิทธิในฐานะพลเมืองไม่เท่ากัน

พวกเขาแค่ออกมาประกาศความเป็นเจ้าของ "ชาติ" เท่านั้นเอง

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1550


ผมเจอบทความนี้ จากน้องนักศึกษา มธ. คนนึง, ที่สละเวลามานั่งพิมพ์ครับ
เห็นว่าน่าสนใจมาก สำหรับคนที่ไม่มีโอกาสได้อ่าน หรือซื้อมติชนสุดฯฉบับดังกล่าง
โดยเฉพาะช่วงนี้ มติชนสุดฯ หมดจากแผงเร็วมากๆเลยนะครับ

  1. NOZ
    16 May 2010 at 3:37 PM

    National Geographic Inside Undercover In North Korea

    English





    Thai





  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: