Home > News and politics > ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ วิเคราะห์โฉมหน้า “พฤษภาอำมหิต-กาลียุค” และอนาคตที่มืดมนของ “เทพ-อสูร”

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ วิเคราะห์โฉมหน้า “พฤษภาอำมหิต-กาลียุค” และอนาคตที่มืดมนของ “เทพ-อสูร”

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ วิเคราะห์โฉมหน้า "พฤษภาอำมหิต-กาลียุค" และอนาคตที่มืดมนของ "เทพ-อสูร"

สัมภาษณ์พิเศษ

วันที่ 20 พฤษภาคม 2553

หลังปฏิบัติการทางการทหารภายใต้ชื่อ "ราชประสงค์โอเปอเรชั่น" ผ่านไป 24 ชั่วโมง

เมื่อสี่แยกราชประสงค์ กลางใจเมืองกรุงเทพฯกลายเป็นทะเลเพลิง

เมื่อสิ้นเสียงปืน-ระเบิด มีภาพ "ศพนิรนาม" ปรากฏอยู่ในซอกซากตึกที่เคยระฟ้า

มีผู้สื่อข่าวจากใน-ต่างประเทศติดต่อขอ "ความเห็น" จาก "ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" หลายสำนัก

เพื่อนำเสนอข้อวิเคราะห์-ความรู้ และประสบการณ์ของ "อาจารย์ชาญวิทย์" ในปรากฏการณ์ "พฤษภาอำมหิต"

นี่คือบทสนทนา-สัมภาษณ์ท่ามกลางเปลวไฟ-กลิ่นควันของความขัดแย้งครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี ที่ "ประชาชาติธุรกิจ" ปรารถนานำเสนอ

– ต้นทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องจ่ายด้วยการเผาบ้านเผาเมือง

ผมคิดว่าเหตุการณ์ในเดือน "พฤษภาอำมหิต" น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ใช้ความรุนแรง ใช้อาวุธสงครามประหัตประหารกันกลางกรุงที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ ผมคิดว่าร้ายแรงมากกว่าเหตุการณ์พฤษภา 2535 หรือ 6 ตุลา 2519 หรือ 14 ตุลา 2516 โดยเปรียบเทียบกันแล้ว ความรุนแรงและความเสียหายก็มีมากกว่า ในขณะเดียวกันการเยียวยา หรือสร้างความปรองดองในสังคมไทย หรือการตั้งต้นชีวิตกันใหม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ

ตอนนี้เกิดการปรองดองยากมาก แม้ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะชนะไปในงานนี้ แต่ผมคิดว่ารอยแผล รอยร้าวในสังคมมันได้ลงลึกไปแล้ว เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ไปแล้วว่า ด้านหนึ่ง ของผลลัพธ์ที่จะออกมานับแต่เดือนมีนาคม ด้านหนึ่งคือ เมื่อปราบปรามนองเลือด ก็คงจบด้วยส่วนหนึ่งมุดลงใต้ดิน กับอีก ส่วนหนึ่งขึ้นไปอยู่ในไซเบอร์ อวกาศ โลกอินเทอร์เน็ต

แน่นอน ผู้นำจำนวนหนึ่งถูกจับไป ดำเนินการตามกระบวนการศาล แต่จะมีคนจำนวนไม่น้อยคงจะมุดใต้ดินและขึ้นไปในอวกาศ ซึ่งประเด็นหลังนี้ผมคิดว่าน่ากลัวมาก ๆ ในแง่ว่า ผู้กุมอำนาจรัฐอาจไม่มีความสามารถพอจะจัดการได้กับ "นักรบ ไซเบอร์" อันนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ แม้กระทั่งรัฐที่แข็งแรงมาก ๆ อย่างจีน เวียดนาม ก็ยังทำอะไรได้ยาก

การไล่ปิดหรือบล็อกเว็บไซต์ก็ทำได้ แต่ผมคิดว่าเหมือนแมวไล่จับหนู ในกรณีนี้หนูคงจะเยอะมากๆ คือถ้ามองดูแล้ว โดยการวิเคราะห์เหตุการณ์ "พฤษภาอำมหิต" นี้อาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองไทยได้ไปโดยสิ้นเชิง ผมเคยพูดกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผมจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยคิดจะได้เห็นมาก่อน และคงจะไม่ได้เห็นอะไรที่ได้เห็นมาตลอดชั่วชีวิต

ผมคิดว่าช่วงนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่หักมุมอย่างมากๆ ในแง่ที่ว่า ถ้าเราดูการประท้วงแบบที่ทำในถนนราชดำเนิน การก่อการจลาจล ทำลายสถานที่ราชการ อย่างใน 14 ตุลา 2516 หรือพฤษภาเลือด 2535 ผมว่าเป็นเรื่องอดีต เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ไปแล้ว เพราะกรณีนี้ ปี 2553 "พฤษภาอำมหิต" มันย้ายไปสู่สี่แยกราชประสงค์ มันย้ายไปสู่การเผาทำลายศูนย์การค้า หน่วยงานของรัฐบาลบางหน่วย หรือการเผาศาลากลางจังหวัดในต่างจังหวัด

ผมคิดว่ากรณีราชประสงค์และกรณี เผาบ้านเผาเมืองแบบนี้เป็นสิ่งใหม่แล้วที่ เกิดในสังคมไทย จากเป้าที่ถนนราชดำเนิน มีเป้าเป็นหน่วยงานของรัฐบาล มันอาจจะเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้เป้าคือ ราชประสงค์ เป้าคือ ศูนย์การค้า ธุรกิจใหญ่ๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนอำนาจของรัฐและอำนาจของรัฐบาล อันนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้การเมืองไทยไม่เหมือนเก่า อันนี้เป็นสเต็ปใหม่ของการเมืองไทย พร้อมๆ กับการขึ้นไปในไซเบอร์ ไปในอวกาศ หาได้มุดดิน หรือเป็นเกมของ "ป่าล้อมเมือง" แต่อันนี้เป็นทั้งสงครามในเมืองและในอวกาศ

ผมมองว่าในกรณีราชประสงค์เป็นการรบที่ยังไม่ถึงขั้นสงคราม แต่ในอนาคตถ้าเรายังไม่สามารถจะสร้างความปรองดองได้ เราคงหนีสงครามกลางเมืองไม่พ้น เราคงหนี "กาลียุค" ไม่พ้น

– ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นเรียกกาลียุคหรือสงครามกลางเมือง

ผมว่ายังไม่ถึงนะ ตอนนี้มันเป็นการรบ (battle ยังไม่ใช่ war) ในเมือง ซึ่งขยายผลไป ยังไม่ถึงขนาดว่าแบ่งฝ่ายเป็นกองทัพสู้กัน แต่ตอนนี้แบ่งฝ่ายเป็นเสื้อสี และความคิดแตกต่างกัน แต่ยังไม่ถึงกับแบ่งฝ่ายเป็นกองทัพต่อกองทัพปะทะกัน แต่ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้และน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

– แต่อย่างน้อยก็มีกลุ่มติดอาวุธที่แทรกอยู่ในเสื้อแดง โดยที่เราไม่รู้ว่าเขาทำงานให้ใครในสถานการณ์ชุลมุน

อันนั้นคือสิ่งที่ผมคิดว่า เราไม่มีความรู้เลยว่า ตกลงแล้ว กองกำลังติดอาวุธที่เราเหมารวมว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" เอาเข้าจริงคือใครบ้าง ในแง่นี้ผมคิดว่านักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ไทยก็ไม่มีความรู้ ผมคิดว่าผู้ที่จะรู้อาจจะเป็นฝ่ายทหารด้วยกันเอง แต่เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไอ้โม่งนั้นเป็นใคร มีฝ่ายไหนบ้าง

– ที่แน่นอนคือ ไอ้โม่งถูกมองว่าหนุนเสื้อแดง เป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นไม่สามารถให้อภัยได้ทั้งไอ้โม่งและมวลชนเสื้อแดง

ก็ใช่…ผมคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงมากๆ มันมีผู้ร้ายทั้ง 2 ฝ่าย แต่ประเด็นปัญหาของบ้านเมืองอยู่ที่คนที่เชื่อและสนับสนุนทางฝ่ายแดงก็เชื่อและสนับสนุนทางฝ่ายแดง คนที่เชื่อและสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามก็เชื่อและสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม เราเห็นได้ชัดจากกรณีของสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ที่โดยรวม ๆ แล้วแยกความเชื่อไปแล้ว ฉะนั้นแปลว่า สังคมนี้แตกแยกกันในแง่ความคิดอย่าง หนักหน่วงมากๆ กลายเป็นว่าใครเชื่ออะไร ฝ่ายไหน ก็เชื่ออย่างงั้น ฉะนั้น เรื่องนี้ต้องจบกันที่แพ้ชนะกันไปข้างหนึ่ง ในด้านหนึ่งแพ้ชนะกันใน "สนามเลือกตั้ง" ซึ่งก็คง เกิดขึ้นในไม่นานนี้ หรืออีกด้านหนึ่งถ้า ไม่สามารถจะใช้กระบวนการประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหากันได้ ก็ไปแพ้ชนะกัน ใน "สงคราม" สงครามในทุกรูปแบบ มันไปถึงขนาดนั้นแล้ว

– ภาพที่เห็นประจักษ์ เช่น เสื้อแดงมีอาวุธ หรือลากถังแก๊สออกมาขู่ จะทำให้เกิดความเข้าใจหรือยอมรับได้อย่างไร

มันไปถึงจุดที่ว่า ถ้าคุณเชื่อและสนับสนุนฝ่ายไหน ก็เชื่อและสนับสนุนฝ่ายนั้นไปแล้ว ดังนั้นจะให้ผู้ที่เชื่อและสนับสนุนฝ่ายเหลืองมาเห็นใจฝ่ายแดง ก็เป็นไปไม่ได้ มันต้องไปพิสูจน์กันใน "สนามเลือกตั้ง"ถ้ายังไม่ยอมรับสนามเลือกตั้ง ก็ต้องพิสูจน์ที่ "สนามรบ" เพราะตอนนี้ยังไม่จบ งานนี้เพียงแต่จบยกอีกหนึ่งยกเท่านั้นเอง ย้อนกลับไปปี 2549-50-51-52-53 คาดการณ์ได้เลยว่า อนาคตมืดมน ในปี 2554-2555 หรือไปถึงปี 2558 ก็ได้ คือมันดูไม่มีอนาคต ใครจะเป็น "คนกลาง" เพราะตอนนี้บุคคล องค์กร สถาบันที่จะเป็นตัวกลาง ที่จะช่วยก็ดูแทบมองไม่เห็น ในวงการนักวิชาการก็ไม่มีใครฟังใครอีกต่อไปแล้ว บางคนก็เป็นสายเหยี่ยว สายพิราบ บางคนก็สามารถจะบอกว่า ฆ่ากันไม่บาป ก็ยังมีเลย

– แต่ในแง่ดีคือ ล้างความเชื่อเก่า ๆ จากเดิม

ณ จุดนี้เรามาเห็นปรากฏการณ์ว่า แม้กระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีคนเคารพนับถือจำนวนมากออกมาพูดก็ไม่มีคนฟัง นักวิชาการ หรือราษฎรอาวุโส ออกมาพูดก็ไม่มีคนฟัง อันนี้คือปัญหาที่เรากำลังเจอ ฉะนั้นผมถึงว่า การปรองดองในชาติจะมีขึ้นได้อย่างไร อันนี้คือปัญหาใหญ่มาก เพราะความเห็นต่างนั้นมันต่างกันจนกระทั่ง ไม่สามารถนั่งคุยกันได้แล้ว

สมมติว่าเราจะดูกรณีนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีโรดแมปแห่งความปรองดอง ในเมื่อนายกฯอภิสิทธิ์และรัฐบาลก็เป็นคู่กรณีของความขัดแย้งแล้ว จะสร้างความปรองดองได้อย่างไร จะไปหาหน่วยองค์กรกลาง บุคคลที่เป็นกลาง เป็นที่ยอมรับมาช่วยงาน จะไปหาที่ไหน นึกไม่ออก

– หญ้าแพรกจะแหลกลาญเพราะช้างสารชนกัน

งานนี้ช้างสารชนกันครับ หญ้าแพรกก็แหลกลาญ คนตายก็เป็นคนตัวเล็ก ๆ เป็นโนบอดี้ ในทุกกรณีการเมืองมันจะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง "พระเจ้า ช้างเผือก" ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ จึงจบลงด้วยว่า พระเจ้าจักราท้าพระเจ้าหงสามาชนช้างกันตัวต่อตัว คนไหนแพ้ก็ แพ้ไป "ไพร่พล ราษฎร" จะได้ไม่เดือดร้อน อันนั้นเป็นหนัง เป็นนิยาย แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่

– การเมืองระดับช้างสารกับการเมืองระหว่างหญ้าแพรกแยกกันลำบาก

มันก็เข้าใจยากนะ ถ้าเราไม่พยายามใช้หลักธรรมะ ปรัชญา และวิชาการเข้ามา ช่วยอธิบาย เราก็มองไม่เห็น ฉะนั้นจึงมี คำว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ๆ เพราะเราฟังมา เราได้ยินมา ถ้าเราไม่คิด เราก็คล้อยตามไป ปัญหาปัจจุบันที่เราเห็นคือ เราฟังแล้วคิดว่าใช่เลย เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เอาเข้าจริงแล้ว ฝ่ายไหนเป็น "เทพ" ฝ่ายไหนเป็น "มาร" เป็นเรื่องที่เห็นได้ไม่ง่ายนัก

ในการ "กวนเกษียรสมุทร" ที่เป็น รูปจำหลักศิลาที่นครวัด ที่ปราสาทเขาพระวิหาร หรือแม้กระทั่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ "อสูร" ก็ถูกหลอกถูกบอกให้ไปชักไปกวนอยู่ข้างหน้าตรงหัวนาค ส่วน "เทวดา" ก็หลบไปอยู่หางนาค แล้วก็ชักเย่อกัน พญานาคราชเกิดจั๊กจี้ที่สะดือก็เลยสำรอกพิษออกมา เทพเทวดาอยู่ด้านหลังด้านหางก็เลยไม่โดนพิษนาค อสูรอยู่ด้านหน้าก็โดนพิษของนาคไปเต็ม ๆ มีอาการเกิดหน้าหงิกงอ น่าเกลียด เลยกลายเป็นยักษ์เป็นมาร แต่นิทานเรื่องนี้สอน ให้รู้ว่า "เทพ" เขาฉลาดล้ำลึกกว่า เขาหลบไปอยู่ตรงหางนาค ส่วนอสูรถูกหลอกให้ไปอยู่ตรงหัวนาค ฉะนั้นเอาเข้าจริงๆ คนที่หน้าตาดูเหมือนเทพอาจจะไม่ใช่เทพก็ได้ ส่วนคนที่หน้าตาดูเหมือนมารอาจจะไม่ใช่มารก็ได้

– ตอนนี้ "คนดู" มองเห็นแต่ส่วนหัวของนาค มองไม่เห็นเทพที่อยู่ข้างหลัง

คือมนุษย์โดยทั่วๆ ไปก็ไม่ง่ายที่จะมองลึกไปกว่าที่ดวงตามองเห็น ต้องใช้การศึกษา เวลา สติปัญญา ไม่งั้นพระท่านไม่บอกว่า "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" หรอก

– เราจะทำอย่างไรกับบรรยากาศที่ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถให้อภัยกันได้แล้ว

เมื่อมีปัญหานี้เกิดตั้งแต่ปี 2548 ในยุคการเมืองเสื้อเหลือง จนกระทั่งขณะนี้จบลงด้วยการเมืองเสื้อแดง และเสื้อหลากสี สีต่าง ๆ ผมก็มองโลกค่อนข้างจะในแง่ร้ายเพราะผมก็เริ่มต้นด้วยการมองว่าอันนี้นำไปสู่ความเป็น "อนาธิปไตย" และบั้นปลายก็คือ "กาลียุค" หลายอย่างที่พอจะมีผู้คนมีสติ สัมปชัญญะ ตักเตือนกันบ้าง แต่ก็ไม่มีคนฟัง

ผมว่าทั้ง "ผู้เล่น" และ "ผู้หนุน" อยู่เบื้องหลังทั้งสองฝ่ายก็ต้องการ "ความแตกหัก" มากกว่า ดังนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เสียงที่พอจะมีสติสัมปชัญญะบ้าง มันก็ถูกกลบหมด

– การเมืองไทยกำลังจะเปลี่ยนไปหน้าใหม่ ไม่เหมือนเดิม อาจารย์จินตนาการไว้กี่แบบ

สิ่งที่น่าวิตกคือ การย้ายจากถนนราชดำเนินไปราชประสงค์ การย้ายเป้าจากสัญลักษณ์ของรัฐและอำนาจรัฐไปสู่ธุรกิจและตัวแทนของนักธุรกิจนายทุนใหญ่ ผมคิดว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมากๆ และการลุกขึ้นมาเผาสถานที่ราชการในต่างจังหวัดมันเหมือนกับการนำปรากฏการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่บางจังหวัดในภาคอีสานและภาคเหนือ

มันมีปรากฏการณ์เล็ก ๆ ที่ผมสะดุดใจก็คือ คนจำนวนหนึ่ง มากเท่าไหร่ไม่ทราบที่จังหวัดกาฬสินธุ์ บอกว่า ขอคืนบัตรประจำตัวประชาชน เป็นการปฏิเสธรัฐ ปฏิเสธความเป็นพลเมืองของรัฐนี้ อันนี้เป็นโมเดลเดียวกับคนจำนวนหนึ่งใน 3 จังหวัดภาคใต้หรือเปล่า อันนี้น่ากลัว เป็นจุดเล็ก ๆ แต่ในทางรัฐศาสตร์ ในทางรัฐประศาสนศาสตร์เป็นเรื่องน่าตกใจมาก ๆ ผมมีเพื่อนในสมัยเรียนที่อเมริกา สมัยสงครามเวียดนาม เขาต่อต้านรัฐบาลนิกสัน เขาไม่ยอมไปเกณฑ์ทหาร และเขาก็เผาบัตรประจำตัว และในที่สุดเขาก็เปลี่ยนไปเป็นพลเมืองแคนาดาจนกระทั่งทุกวันนี้

– เลือกรัฐที่ตัวเองอยากไปอยู่

ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะมีคนแบบไม่เอาละสัญชาติไทย มันน่าตกใจ แม้เรามีพลเมือง 60 กว่าล้าน ถ้าเปลี่ยนไปสัก 5 คน 10 คนก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่ว่านัยของการแสดงออกอันนี้มันน่าตกใจ มันไม่ใช่เรื่องจำนวน แต่ผมคิดว่าเป็นนัย เป็นสัญลักษณ์ของการที่ไม่ยอมรับอำนาจรัฐไทย

– นอกจากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะเปลี่ยนเป้าจากสถานที่ราชการไปย่านธุรกิจแล้ว ฝ่ายรัฐบาลเองก็ควบคุมท่อน้ำเลี้ยงหรือ นักธุรกิจของผู้ชุมนุมด้วย

ก็บล็อกได้ในระดับหนึ่งนะครับ แต่ช้า ไปแล้ว

– การปรองดองอาจจะยากแต่อาจารย์หวังว่าจะได้เห็นหรือไม่

ผมคาดว่าจะมีมิราเคิล-miracle (ปาฏิหาริย์) แต่ว่ามิราเคิลก็ยังไม่เกิดขึ้น

– ทางออกทางลงไปสู่ชีวิตปกติของคนในเมืองไม่ต้องเจอเหตุจลาจลยังเป็นไปได้ไหม

สำหรับคนธรรมดาผมว่ายังไม่เท่าไหร่นะ แต่ผมว่าคนที่อยู่ระดับยอดของสังคมจะลำบาก คนซึ่งอยู่ในระดับเป็นอีลิต-elite (ชนชั้นนำ) มีตำแหน่งหน้าที่ การงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการเมืองนั่นแหละลำบาก เพราะพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ก็แคบลง พื้นที่ทางการเมืองก็แคบลง ผมคิดว่าคนที่เป็นนักการเมืองคงไปไหนมาไหนไม่สะดวกอีกต่อไปแล้ว คงไปไหนมาไหนโดยไม่ใส่เสื้อเกราะ ไม่มีรถหุ้มเกราะ ไม่มี รปภ.เป็นสิบ ๆ คงไม่มีแล้ว คนสุดท้ายอาจจะเป็นคุณสมัคร สุนทรเวช สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถจะไปเดินตลาดได้อย่างสบายอกสบายใจ แม้กระทั่งตอนกำลังจะถูกไล่ออกจากตำแหน่ง ผมสงสัยว่าคนสุดท้ายจะเป็นคุณสมัคร สุนทรเวช นอกจากนั้นจะทำไม่ได้แล้ว

ประชาชาติธุรกิจ, 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4213


อ่าน "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ก่อนหน้านี้ ได้ที่

ผู้ก่อการร้าย แปลว่า "ฆ่าได้" เหมือนอย่างที่เคยฆ่า ปรากฏการณ์ "ไพร่ทาสเฉื่อยงานกับข้าราชการเกียร์ว่าง"
http://mynoz.spaces.live.com/blog/cns!2AAF032065B8040B!850.entry

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: