Home > News and politics > ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมในสังคมไทย

ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมในสังคมไทย

ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมในสังคมไทย

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ถึงวันนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นรากฐานของความขัดแย้งในสังคมไทย เพียงแต่ว่ามุมมองของความเหลื่อมล้ำนี้ แตกต่างกันไปตามสถานะและชนชั้น

ชนชั้นนำและชนชั้นกลางที่ได้รับผลประโยชน์จาก ความเหลื่อมล้ำนี้ จะเห็นว่าสังคมไทยรับรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว และรัฐก็พยายามช่วยเหลืออยู่ และมักจะสรุปว่าสภาพความเหลื่อมล้ำก็ดีกว่าเดิมมาก แม้ว่ากลุ่มนี้จะมีความปรารถนาดีต่อคนจนอยู่ แต่ก็เป็นลักษณะของการ "มองลงต่ำ" หรือเป็นการเห็นและช่วยคนจนในรูปแบบของการ "ก้มตัว" ลงไปช่วยเหลือเป็นหลัก รูปแบบการ "ก้มตัว" ลงไปช่วยเหลือคนจนปรากฏ ก็คือ การ "สงเคราะห์" เป็นครั้งเป็นคราวไป

ในอดีต การ "สงเคราะห์" อาจจะส่งผลดีทางอารมณ์ความรู้สึก ทั้งผู้ "สงเคราะห์" และ "ผู้รับการสงเคราะห์" เพราะนอกจากช่วงเวลาแวบเดียวของการรับการสงเคราะห์แล้ว ชีวิตของ "ผู้รับการสงเคราะห์" ไม่ได้พ้องพานเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรกับ "ผู้สงเคราะห์" เลย ดังนั้น การเป็นคนไร้ศักดิ์ศรีรอรับของบริจาค จึงเป็นเรื่องที่รับได้ รวมทั้ง "ผู้รับการสงเคราะห์" ก็รู้สึกได้ถึงวาระพิเศษที่ได้รับการสงเคราะห์

ที่สำคัญ ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ คือ ลักษณะเด่นหนึ่งในความเป็นไทยที่ปลูกฝังกันมา ที่ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน และเป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบบ "ผู้ใหญ่-ผู้น้อย"

ในช่วงเวลาสามสิบปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในชนบท ก่อให้เกิดการประกอบอาชีพในลักษณะใหม่ ซึ่งทำให้มาตรฐานการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ความสามารถในการครอบครองสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป หากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสไปเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ต่างจังหวัด จะพบเห็นถึงความสามารถในการครอบครองสินค้าอุปโภค-บริโภคขยายตัวมากขึ้นอย่าง มากมาย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมห้างสรรพสินค้า และ ซูเปอร์มาร์เก็ตจึงขยายตัวออกหัวเมืองไกลมากขึ้นตามลำดับ

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้ ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างลึกซึ้งด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของการให้ความ "สงเคราะห์" ลักษณะเดิมกลายเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นและการรับของสงเคราะห์เป็นเรื่องของ การไร้ซึ่งศักดิ์ศรีไป

หากสำรวจกันจริงๆ ในเขตพื้นที่ที่มีความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเข้มข้นนั้น หากมีพิธีการให้การสงเคราะห์ จะพบว่าจำนวนผู้ที่เข้ารับการสงเคราะห์นั้นน้อยลง และมักจะเป็นการเกณฑ์หรือขอร้องจากเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ มากขึ้น แม้ว่าคนในพื้นที่นั้นๆ อาจจะยังคงมีความยากจน หรือมีรายได้ไม่สูงมากนักก็ตาม ยกเว้นว่าในเขตห่างไกลมากๆ หรือในช่วงเวลาวิกฤติภัยธรรมชาติ การรับของแจกจึงไม่ใช่เรื่องพิเศษที่ควรจะรำลึกถึงบุญคุณผู้ให้อีกต่อไป หากแต่เป็นเรื่องไร้ความหมายมากขึ้นๆ ที่สำคัญ นอกจากไร้ความหมายแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกว่าถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีอีกด้วย

กล่าวได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ได้ทำให้เปลี่ยนแปลงลักษณะของความยากจน จากความ "ยากจน-สมบูรณ์" มาสู่ความ "ยากจนเชิงสัมพัทธ์" และความเปลี่ยนแปลงนี้ ได้ทำให้ความคิดทางด้านความสัมพันธ์ทางสังคมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ความ "ยากจน-สมบูรณ์" ต้องการและยอมรับการสงเคราะห์ แต่ความ "ยากจนเชิงสัมพันธ์" ต้องการโอกาสและความเท่าเทียมกัน

ในเขตพื้นที่ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ระบบอุปถัมภ์ในชนบทที่ครั้งหนึ่ง เคยเป็นการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมเชิงผู้ใหญ่-ผู้น้อยและเป็นเชิงสงเคราะห์ ก็ต้องปรับเปลี่ยนอย่างลึกซึ้ง จากเดิมที่สามารถเรียกร้องความจงรักภักดีได้ยาวนาน ก็เป็นเพียงแลกเปลี่ยนความจงรักภักดีกันเป็นครั้งๆ ไป จนอาจจะกล่าวได้ว่าได้สูญเสียลักษณะสำคัญของระบบอุปถัมภ์ไปหมดแล้ว

ที่น่าตกใจ ก็คือ รัฐบาล ชนชั้นนำ และชนชั้นกลางจำนวนมาก ไม่แยแสต่อความเปลี่ยนแปลงอันไพศาลนี้ แม้ว่าการอธิบายการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง (โดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2549) ว่า มีสาเหตุมาจากความเหลื่อมล้ำ แต่ก็มักจะกล่าวไปในทำนองว่าเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้นมีมานานแล้ว และรัฐบาลก็ให้ความช่วยเหลือตลอดมา แต่หากพิจารณาดูแล้วจะพบว่ากรอบการอธิบายนั้นแฝงไว้ด้วยความคิดของการช่วย เหลือในลักษณะของการ "สงเคราะห์" ต่อไป โดยมองว่าคนจนที่เข้ามาเคลื่อนไหวนั้นไม่รู้เรื่องอะไร หากแต่มาเพราะถูกชักจูงให้หลงผิด

หากเปรียบเทียบนโยบายประชานิยมของทักษิณกับ อภิสิทธิ์ จะพบความแตกต่างที่สำคัญ ได้แก่ นโยบายประชานิยมของทักษิณเป็นการโอนเงินลงไปให้ชาวบ้านตัดสินใจกันเองว่าจะ ใช้จ่ายเงินนั้นไปทางไหนและจะใช้อย่างไร แต่ประชานิยมของอภิสิทธิ์กลับเป็นการให้หน่วยราชการเป็นผู้ตัดสินใจใช้เงิน ที่โอนไปให้แก่ชาวบ้าน

แน่นอนว่า นโยบายประชานิยมทั้งสองแบบมีความไม่โปร่งใสและรั่วไหลด้วยกันทั้งนั้น แต่ประชานิยมแบบทักษิณ ชาวบ้านมีศักดิ์ศรีเพราะได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่ประชานิยมของอภิสิทธิ์กลับเป็นตรงกันข้าม ชาวบ้านเป็นเสมือนผู้รอรับ "การสงเคราะห์" จากการตัดสินใจของข้าราชการ

ชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง ที่มีอำนาจอยู่ในตอนนี้ จำเป็นต้องเข้าใจระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ ทางสังคมนี้ให้ชัดเจน และต้องช่วยกันสร้างระบบความสัมพันธ์ทางสังคมชุดใหม่ ที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันให้มากขึ้น

การปฏิรูปการศึกษาจำเป็นต้องเกิดขึ้นในเร็ววัน และจำเป็นที่จะต้องเป็นการเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้มากกว่าการ เรียนรู้ลักษณะไทยแบบเดิม เพื่อที่จะทำให้ทุกคนในสังคมได้จัดวางตนเองอย่างเหมาะสมต่อไป

เรามาถึงทางแยกของความเปลี่ยนแปลงครับ เราไม่มีทางจะรักษาจินตนาการสังคมแบบเดิมไว้ได้ภายใต้พลังความเปลี่ยนแปลง นี้ เราต้องช่วยกันสร้างจินตนาการสังคมลักษณะใหม่ ที่จะทำให้เราเดินต่อไปข้างหน้าได้

กรุงเทพธุรกิจ, วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553


อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: