Home > News and politics > ปรองดองบนสองมาตรฐาน, สิริพรรณ นกสวน

ปรองดองบนสองมาตรฐาน, สิริพรรณ นกสวน

ปรองดองบนสองมาตรฐาน

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี, คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สองมาตรฐานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคน ไทยก็ว่าได้ เราทุกคนคงจะเคยเลือกปฏิบัติต่อคนอื่นๆ และเคยถูกคนอื่นเลือกปฏิบัติด้วยกันทั้งสิ้น แต่กระนั้นคำว่าสองมาตรฐานก็ไม่ใช่คำที่ทุกคนจะให้ความหมายตรงกัน

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ บอกว่ารัฐบาลของท่านไม่มีสองมาตรฐาน แต่ถ้าสถานการณ์ต่างกันจะปฏิบัติเหมือนกันไม่ได้ จึงมองว่าข้อกล่าวหารัฐบาลเป็น "สองมาตรฐานเทียม" ขณะที่อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล อธิบายสองมาตรฐานว่า "…ที่จริงแล้ว มันเป็นมาตรฐานชุดเดียวกัน กล่าวคือ กฎหมาย เหตุผล สิทธิ บำเหน็จรางวัลและโทษทัณฑ์ ตลอดจนระบบคุณค่าอื่นๆ นั้น ใช้กับคนตามฐานะชนชั้นของแต่ละคน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบ "สองมาตรฐาน" ที่เป็นอยู่นี้ คือ รูปแบบหนึ่งของระบบแบ่งแยกคนในสังคม" (จากบทความ "on the Red germs")

ในบทความนี้ จะกล่าวถึงแนวทางปฏิบัติสองมาตรฐานที่ประชาชนรู้สึก รับรู้ และพูดกันอย่างกว้างขวาง แม้รัฐบาลและนายกฯ อาจไม่เห็นด้วยก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนอุปสรรคทางความคิดที่อาจกั้นกางเส้นทางการปรองดองแห่งชาติ

ประการแรก สองมาตรฐานในการตรวจสอบความจริง ผู้เขียนเชื่อว่า (ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวจากประสบการณ์ในที่เกิดเหตุบน ถ.พระราม 4 การพูดคุยแลกเปลี่ยน และดูคลิปจำนวนมาก ที่มีคนส่งมาให้) มีกองกำลังติดอาวุธแอบแฝงอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุมจริง มีผู้ชุมนุมที่โกรธแค้น ลุแก่โทสะไปเผาบ้านเผาเมืองจริง และยอมรับว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ได้ล่วงละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในสังคมจริง ซึ่งในประการหลังนี้ การชุมนุมในระยะแรกไม่ได้ต่างไปจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย

แต่ยังมีคำถามสำคัญจำนวนมากที่รัฐบาลไม่ได้ตอบ และดูเหมือนจะทำหลงลืมไป หากไล่เรียงตามเหตุการณ์ คือ ปฏิบัติการ "ขอคืนพื้นที่" เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถ.ราชดำเนินนั้น เป็นการใช้กำลังสลายการชุมนุมของผู้ชุมนุม ที่ยังไม่มีการใช้อาวุธใช่หรือไม่ หากความขัดแย้งกันเองภายในกองทัพ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของนายทหารคนสำคัญอย่างที่ร่ำลือกัน การต่อสู้อย่างดุเดือดด้วยอาวุธสงคราม ปืนจริง กระสุนจริง เฮลิคอปเตอร์ปล่อยแก๊สน้ำตาจริง เจ็บจริง ตายจริงในวันนั้น ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามผู้ชุมนุม ที่หลังเหตุการณ์วันนั้นถูกเรียกขานรวมๆ ว่า "ผู้ก่อการร้าย"

จนถึงทุกวันนี้ กองกำลังชุดดำที่ปฏิบัติการผสมโรงตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม ยังไม่ปรากฏชัดว่าเป็นใครและทำงานให้ฝ่ายไหน การที่ ศอฉ.และกองทัพไม่สามารถจับตัวผู้ก่อการร้ายชุดดำ/ชุดพราง และมือเผากลางกรุง ได้แม้แต่คนเดียว บ่งบอกความไร้ประสิทธิภาพ หรือเพราะเหตุผลอื่นใดกันแน่ ภาพจากสำนักข่าวต่างประเทศชี้ว่า บุคคลถืออาวุธสงครามในชุดดำ/ชุดพราง นั้น มีทั้งที่อยู่ในแนวทหาร และแนวกลุ่มผู้ชุมนุม มีความพยายามพูดถึง "มือที่สาม" แต่มือที่สามนี้สัมพันธ์อย่างไรกับ "มือที่หนึ่ง" และ "มือที่สอง"

นอกจากนั้น ยังมีคำถามคาใจสังคม เช่น ทำไมประชาชนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ไม่มีอาวุธ และไม่ได้กำลังต่อสู้กับกองกำลังของรัฐ เกิดอะไรขึ้นในวัดปทุมวนารามซึ่งเป็นเขตอภัยทาน คำอธิบายว่าถูกยิงโดยผู้ก่อการร้ายและกองกำลังติดอาวุธฝ่ายผู้ชุมนุมเอง ฟังดูไม่สมเหตุสมผลพอให้เชื่อได้ โศกนาฏกรรมในเขตอภัยทานเป็นผลจากปฏิบัติการผิดพลาด หรือความจงใจ และของใคร

หากประเมินบนมาตรฐานเดียว ทั้งรัฐบาลและ นปช. ควรรับผิดชอบร่วมกันต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น แกนนำ นปช. ควรยอมรับข้อเสนอเลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายนและยุติการชุมนุม รัฐบาลเองมีทางเลือกที่จะป้องกันการสูญเสีย เช่น จัดการไม่ให้สถานการณ์บานปลาย หรือยุบสภาก่อนหน้านี้ หรือลาออก แต่ทางเลือกเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือก ที่น่าเศร้าใจ คือ จนถึงวันนี้ ยังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบใดๆ จากฝ่ายรัฐบาล หรือแม้คำขอโทษจากปากผู้นำประเทศ

ประการที่สอง สองมาตรฐานในการเยียวยา รัฐบาลได้ทุ่มเงินและกระหน่ำประชาสัมพันธ์เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ จากการชุมนุม ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควรต้องทำ แต่ที่เรียกว่าสองมาตรฐานเพราะไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนนอกกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะผู้มาชุมนุมโดยปราศจากอาวุธที่ (ถูก) สลายตัวไป ที่ผ่านมา ไม่มีการติดตามสอบถามจากฝ่ายรัฐบาลว่าคนเหล่านี้กลับถึงบ้านอย่างไร เหตุใดคนจำนวนมากจึงออกมาชุมนุม คนเหล่านี้เรียกร้องอะไร การเยียวยาข้างเดียวเช่นที่เป็นอยู่นี้ ไม่ช่วยให้สังคมเข้าใจได้ว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลเฉพาะของคนกรุงเทพฯ

อย่าลืมว่า กรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย หากการเยียวยาแบบสองมาตรฐานดำเนินต่อไป ชนบทอาจลุกขึ้นมาตัดขาดกรุงเทพฯ ด้วยความคับแค้นใจ เมื่อคนกรุงเทพฯ ไม่มีน้ำ ไม่มีข้าว ไม่มีคนงานก่อสร้าง และอื่นๆ จะอยู่อย่างไร

ประการสุดท้าย สองมาตรฐานในการสื่อสารกับสังคม การนำเสนอข้อมูลด้านเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านช่องทางสื่อสารของรัฐบาล พร้อมๆ กับปิดกั้นช่องทางสื่อสารของผู้ไม่เห็นด้วยเป็นแนวทางปฏิบัติของรัฐอำนาจนิยม หากจะแก้ตัวว่า รายการต่างๆ ที่เสนอความเห็นด้านเดียวในช่องทีวีที่เรียกในภาษาชาวบ้านว่าช่องหอยม่วง เป็นการเอาคืนรายการความจริงวันนี้ ของคุณวีระ คุณจตุพร และคุณณัฐวุฒิ ในสมัยรัฐบาลคุณสมัคร-คุณสมชาย แล้วละก็ ต้องบอกว่า ช่างน่าสงสารประเทศไทยจริงๆ ที่ต้องตกอยู่ภายใต้ผู้นำที่เห็นแก่ตัวไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะยุคใดสมัยไหน

แม้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลยังใจไม่กว้างพอที่จะซูมคลิปวีดิโอของฝ่ายค้านให้มีขนาดภาพและความ ชัดเจนเหมือนคลิปของฝ่ายตนเอง นอกจากนั้น รัฐบาลยังสองมาตรฐานกับอารมณ์ขันของคน ด้วยการปิดคลิปล้อเลียน "ศอฮ." ที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊ค (Facebook) ซึ่งไม่ได้มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลแต่อย่างใด ขณะที่คลิปชื่นชม ศอฉ. กลับถูกส่งต่อออกไปอย่างแพร่หลาย

การสื่อสารแบบสองมาตรฐานไม่ได้ทำให้สังคมโดยรวม เรียนรู้ที่จะแบ่งปันความทุกข์ยากและปัญหาของคนทั้งประเทศ ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้กับคนไม่เห็นด้วยได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี แนวทางปฏิบัติเช่นนี้เป็นการผลักให้คนที่เห็นต่างจากรัฐบาลในบางเรื่อง แต่ก็ไม่ได้นิยมคุณทักษิณ ไปยืนอยู่ในจุดตรงข้ามกับรัฐบาลอย่างเต็มตัว

ในสังคมที่รายได้ การศึกษา มาตรฐานการดำเนินชีวิต และวิธีคิดเป็นคู่ขนานอย่างประเทศไทย รัฐบาลมีภาระหนักอึ้งที่จะประสานความแตกต่าง ที่เป็นชนวนของความแตกแยก หากยังปล่อยให้สังคมส่วนที่ด้อยกว่า เสียเปรียบกว่า รู้สึกขมขื่น เคว้งคว้าง และสับสน อยู่เช่นนี้ รับประกันได้เลยว่าแผนปรองดองล้มเหลวตั้งแต่แกะกล่อง

กรุงเทพธุรกิจ, วันอังคารที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: