Home > News and politics > นเดช แสงวัฒนกุล “ใคร” ผูกขาดระบบการค้าไข่ไก่

นเดช แสงวัฒนกุล “ใคร” ผูกขาดระบบการค้าไข่ไก่

นเดช แสงวัฒนกุล "ใคร" ผูกขาดระบบการค้าไข่ไก่

สัมภาษณ์ : นเดช แสงวัฒนกุล (อุดมชัยฟาร์ม)

ท่ามกลางความร้อนแรงของกระแสข่าว "ไข่มาร์ก" มีราคาแพงถึงฟองละ 5 บาท ส่งผล ให้เกิดการตั้งคำถามจากสาธารณชนผู้บริโภคไข่ไก่ขึ้นมาว่า ทำไม ไข่ไก่มีราคาแพง และจะแก้ไขปัญหานี้ ได้อย่างไร ? ตามมาด้วยการเปิดโปง "พฤติกรรม" ของบริษัทผู้นำเข้าแม่พันธุ์ ไก่ไข่ ซึ่งได้รับการจัดสรรโควตานำเข้าจากคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board เพียง 9 รายคิดเป็นจำนวนแม่พันธุ์ทั้งหมด 405,721 ตัว

ในจำนวนผู้ได้รับการจัดสรรทั้ง 9 ราย นั้น ปรากฏชื่อของ หจก.อุดมชัยฟาร์มตกเป็นจำเลยของสังคมอยู่ด้วย "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์นายธนเดช แสงวัฒนกุล ผู้จัดการ หจก.อุดมชัยฟาร์ม กล่าวถึงปัญหาไข่ไก่มีราคาแพง พร้อมกับแสดงถึงวิธีปฏิบัติในการจัดการกับโควตานำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่จำนวน 3,360 ตัวว่า "แตกต่าง" กับวิธีปฏิบัติของบริษัททุนใหญ่อย่างไร

– ปัญหาไข่ไก่มีราคาแพงเกิดจากอะไร

ปัญหาหลักของราคาไข่แพงเกิดจาก 4 ประเด็นคือ

1) อากาศร้อน แม่ไก่ออกไข่ ลดลง

2) ภาวะเศรษฐกิจแย่ ส่งผลให้คนบริโภคไข่กันมากขึ้น เพราะไข่เป็นอาหารราคาถูกเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์

3) ระบบการค้าไข่ไก่ และ

4) การกระจายตัวของเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงไข่ไก่ที่ผ่านมาหายไปจากระบบ เพราะถูกบีบเรื่องพันธุ์สัตว์ การกระจายพันธุ์สัตว์ไม่ใช่กระจาย โดยไปเพิ่มโควตาหรือนำเข้าแม่พันธุ์แบบเสรีอย่างที่เรียกร้องกัน เพราะก่อนที่จะมีระบบโควตานำเข้าแม่พันธุ์ เราเคยปล่อยให้นำเข้าเสรีมาแล้ว สุดท้ายไข่ไก่ล้นตลาด เกษตรกรก็อยู่ไม่ได้

ความจริงไม่ว่าจะใช้ระบบใด ผู้เลี้ยงไก่ไข่เป็นฝ่ายถูกกระทำมาโดยตลอด เนื่องจาก ที่ผ่านมาผู้ประกอบการปศุสัตว์ที่มีทุนใหญ่ สามารถเลี้ยงและทุ่มหรือเทตลาดไข่ไก่ได้ซึ่งในต่างประเทศการกระทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย แต่บ้านเรากฎหมายไปไม่ถึง เลยทำให้ผู้เลี้ยงถูกกระทำ ขาดทุนมาตลอด เป็นสูตรเลยในสมัยก่อน เลี้ยงไก่ไข่ขาดทุน 9 เดือน กำไร 3 เดือน พออยู่ได้ คิดกันอย่างนั้น แต่ ณ วันนี้ไม่ได้ บางทีขาดทุน ถึงปีกว่า เคยคิดกันว่า ขาดทุน 2 ปี กำไร 1 ปีพออยู่ได้ คิดกันถึงขั้นนั้น ตอนหลัง หันมาร่วมมือกัน ผลิตลูกไก่ออกมาขายพ่วงอาหารสัตว์ และนี่คือเสรี ให้ความหมาย ของทุนยักษ์ใหญ่ทางด้านปศุสัตว์

– ระบบโควตานำเข้าปัจจุบัน

ถูกจัดสรรโควตานำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่โดย Egg Board ให้กับผู้ประกอบการ 9 ราย จำนวนรวม 405,721 ตัว (รวมกรมปศุสัตว์ 4,800 ตัว แต่ไม่มีการนำเข้าจริง) ผมก็ ได้รับการจัดสรรด้วยในจำนวน 3,360 ตัว หรือน้อยที่สุดในจำนวนผู้นำเข้าทั้ง 9 ราย ระบบนี้ถูกคิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มเกษตรกร ผู้เลี้ยงไก่ไข่มาร้องว่าไข่ล้นตลาด ราคาตกต่ำในปี 2547 กรมปศุสัตว์ก็ทดลองใช้ระบบนี้มา 3 ปี (2547-2553) โควตาที่ปรับลดปรับเพิ่มทดลองใช้กันอยู่นี่ 405,721 ตัว ปรากฏเป็นโควตาที่เหมาะสม เนื่องจากการผลิตและการบริโภคอยู่ในภาวะสมดุลของการผลิต มีเสถียรภาพสำหรับผู้ผลิต ราคาไข่ผู้บริโภครับได้

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การกระจายตัวของลูกไก่ไข่ไม่ดี การจัดสรรโควตา ถูกกีดกัน ทำให้ผู้ได้รับการจัดสรรโควตาบางกลุ่มได้รับประโยชน์ สามารถผูกขาดระบบไข่ได้ครบวงจรเหมือนกับที่เกิดขึ้นอยู่ใน ขณะนี้ ความจริงระบบจัดสรรโควตา นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เป็นเรื่องดี ช่วยควบคุม ไม่ให้มีปริมาณแม่ไก่ไข่มากเกินไป ไข่ก็ไม่ล้นตลาด แต่ที่เป็นปัญหาอยู่เพราะผู้นำเข้าแม่พันธุ์ระดับยักษ์ใหญ่ ทุนใหญ่ ขาดคุณธรรม บีบให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไม่มีทางเลือกอื่น ร่วมมือกันผูกขาดการค้าไข่ไก่ทั้งระบบ

– เกณฑ์ในการจัดสรรโควตา

บริษัทที่ได้โควตานับจากจำนวนเกษตรกร ที่ขายลูกไก่ให้อยู่ขณะนี้ นำเข้าไปขอโควตา เพราะฉะนั้นการดึงโควตามาทำเองจึงไม่ผิด เหมือนกับเกษตรกรเขาฝากชีวิตไว้กับ บริษัทหนึ่ง แต่บริษัทกลับทำอาหารเสร็จแล้วไม่ยอมให้ ต้องมีเงื่อนไขในการให้มีการบังคับจิตใจกันทางกาย-วาจา-ใจ กายก็คือ อึดอัดเหลือเกิน เวลาเลี้ยงไก่ไข่ตกเป็นเบี้ยล่างทุนใหญ่มาตลอด ใจก็คือ ถูกบีบบังคับให้ซื้อลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์ และวาจา คนขายพูดจาดูถูกเกษตรกร ถ้าอยากได้ของถูกก็ต้องไปผลิตเอง ผมถามว่า จะทำได้อย่างไรในเมื่อโควตานำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่อยู่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่รวมหัวกัน

สมัยก่อนบริษัทผู้นำเข้าแม่พันธุ์อาจจะไม่คิดจะทำคอนแทร็กต์ฟาร์ม (contract farm) หรือถ้ารวบรวมแม่พันธุ์ ไว้เพื่อผลิตเอง ก็ยังมีความเป็นธรรมบ้าง ในอดีตบริษัทไม่เลี้ยงไก่ไข่เลย เพียงแต่ ขายลูกไก่เท่านั้น ไม่เป็น contract farm ด้วย รายย่อยก็ซื้อลูกไก่ได้ ยังมีจริยธรรมอยู่ หลังจากมีโควตาก็มีความอำมหิตขึ้นมาทันที บังคับเกษตรกรต้องซื้ออาหารก่อน จึงจะขายลูกไก่ให้ ตัวเองก็เลี้ยงไก่ไข่ผลิตออกมาขายแข่งกับเกษตรกรด้วย สุดท้ายเกษตรกรก็เลี้ยงไม่ไหว เพราะต้องซื้อลูกไก่ ซื้ออาหารจากเขา ถึงผลิตอาหารเองได้ แต่เขาไม่ขายลูกไก่ให้ก็ทำไม่ได้

สุดท้ายขาดทุน ฟาร์มอิสระรายเล็ก รายกลางตายหมด ใครอยากเลี้ยงต้อง ทำโรงเรือน ทุนใหญ่ลงทุนให้ก่อน เอาลูกไก่ไป เอาอาหารสัตว์ไป ชวนมาเป็น contract farm บีบกันมาตั้งแต่ต้น พูดง่าย ๆ ณ วันนี้การเลี้ยงไก่ไข่โดยรายย่อยค่อย ๆ หายไป ไซซ์ใหญ่ขึ้นกลายเป็นลูกเล้าของยักษ์ใหญ่ผู้นำเข้าแม่พันธุ์

– อุดมชัยฟาร์มเข้ามาได้อย่างไร

เป็นโชคของผม ในปี 2542 ผมซื้อบริษัท เซนทาโก ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตลูกไก่ขายแข่งกับบริษัททั่ว ๆ ไปที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ตอนหลังขาดทุน เลิกผลิตลูกไก่ไข่ ตอนนั้นผมเป็นลูกค้าชั้นสาม มีศักยภาพในการผลิตอาหารสัตว์เอง มีโรงเรือนเป็นของตัวเอง มีตลาด พอซื้อเซนทาโกมาแล้ว ผมต้องมาขออนุญาตนำเข้าแม่ไก่ไข่ในช่วงปี 2542 ต่อมาอีก 3 ปีเกิดปัญหาไก่ไข่ล้นตลาดผู้เลี้ยงไก่ไข่ทางกลุ่มชลบุรีมาขอให้รัฐบาลช่วยจัดการแก้ปัญหาด้วยกำหนดการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ผมเลยโชคดีจากการมีประวัตินำเข้าแม่พันธุ์มาก่อน ก็ได้รับการจัดสรรโควตาได้มาเพียง 3,360 ตัวน้อยที่สุด

ในจำนวนนี้ผลผลิตลูกไก่ไข่ไว้ใช้เองส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งผมไปร่วมมือกับเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยผ่านทางสมาคมส่งเสริม การเลี้ยงไก่ในพระบรมราชูปถัมภ์

ผมบอกเลย เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสมาคมเดือดร้อนพันธุ์สัตว์ ไม่สามารถหาลูกไก่ได้เพราะทุนใหญ่เขาไม่ยอมขายต้องพ่วงอาหารสัตว์ด้วย ตรงนี้ผมยินดีส่งให้ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากกรมปศุสัตว์

– ไข่ไก่แพงแบบนี้จะแก้อย่างไร

1) รัฐบาลต้องเข้ามาตรวจสอบฟาร์ม เช็กที่มาที่ไปของผู้ผลิตพันธุ์สัตว์ (ลูกไก่ไข่) ขอให้แจ้งจำหน่ายที่ไหน เลี้ยงกี่ตัวในฟาร์มนั้น ความจริงเรื่องนี้มีการคุยกันใน Egg Board มาก่อนหน้าที่มันจะขาดแล้ว แต่ทำไม่ได้ เพราะทุนใหญ่ไม่ยอม หมกเม็ดไว้ ณ วันนี้ถ้าเคลียร์ให้โปร่งใสก็คือ ขายให้ใครไป คุณต้องมีหลักฐานไม่งั้นโควตาถูกตัด ทำอย่างนี้จะรู้ว่าคุณกักตุนไข่ไก่ไว้ในห้องเย็นหรือไม่ คุณเลี้ยงเองไว้กี่ตัว ผลิต ไข่ไก่ได้ เท่าไหร่ มันจะฟ้องออกมาหมดว่า ใครผูกขาดตลาดไข่ไก่

2) กระจายพันธุ์สัตว์ใหม่ อย่าให้แม่พันธุ์กระจุกตัวอยู่กับทุนใหญ่เพียง 4-5 ราย ต้องแบ่งให้กับเกษตรกรที่เดือดร้อน วิธีการก็คือ คงปริมาณจัดสรรที่ 405,721 ตัวไว้แล้วไปเช็กดูว่า เกษตรกรซื้อลูกไก่ไข่ จากใคร เท่าไหร่ คุณก็ไปคำนวณกลับเป็นแม่พันธุ์แล้วเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายนั้นนำเข้าแม่พันธุ์ไก่เอง โดยไปหักจากโควตาของบริษัทที่คุณเคยซื้อลูกไก่เขา

3) เรื่องสูตรอาหารสัตว์ กรมการค้าภายในต้องคิดให้ทันทุนใหญ่ที่มีโรงผลิตอาหารสัตว์ใหญ่โต ทำไมต้องขอปรับราคาอาหารสัตว์ ข้าวโพดถึงปรับขึ้นราคาในช่วงสั้น ๆ ต้นทุนอาหารสัตว์ของทุนใหญ่เท่าไหร่กันแน่ อย่างตอนนี้เขาขายอยู่ที่ ก.ก.ละ 13 บาท ของผมฟาร์มขนาดกลางผลิตอาหารสัตว์เอง สเกลไม่มากเท่ากับเขาผมยังทำได้ 9-10 บาท/ก.ก. อย่างนี้หมายความว่าอะไร

4) ต้องให้เขาไปจัดการกับเรื่องการขายลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์ มันเลวร้ายมาก เรื่องนี้ไม่มีใบเสร็จหรอก ใครเขาจะออกให้ แต่ในความเป็นจริงที่ทุกคนรู้ดีก็คือ ถ้าคุณ ไม่ยอมซื้ออาหารสัตว์ของเขา เขาก็ไม่ขายลูกไก่ให้คุณ แบบนี้คุณก็ตายแล้ว เรื่องสืบหาบริษัทที่มีพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรแบบนี้ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับคุณจะ ทำหรือไม่ รวมไปถึงเข้าไปจัดระบบขายไก่ไข่จากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคใหม่ ต้องไม่บวกกำไรแบบฉวยโอกาสกันทีละ 50-90 สตางค์จนเกินไป

5) ต้องรื้อโครงสร้าง Egg Board ใหม่ ทุกวันนี้มีกรรมการเป็นนอมินี บริษัททุนใหญ่ทางด้านปศุสัตว์ ยอมตัวเป็นนอมินีให้กับผู้นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่จัดสรรกี่ทีๆ มันจะมีความเป็นธรรมได้อย่างไรในเมื่อบอร์ดเกือบทั้งหมดเป็นคนของเขา

ประชาชาติธุรกิจ, 08 กรกฎาคม 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4225 

Categories: News and politics
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: