Home > News and politics > เมื่อข้าพเจ้าเสียจริต, คำ ผกา

เมื่อข้าพเจ้าเสียจริต, คำ ผกา

เมื่อข้าพเจ้าเสียจริต, คำ ผกา

“การขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทย ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า ควรให้ทำพร้อมกัน 10 เรื่อง คือ การสร้างจิตสำนึกใหม่คนไทย, สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่,ทำให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง, สร้างระบบการศึกษาที่พาชาติออกจากวิกฤต, สร้างธรรมาภิบาลการเมืองการปกครอง, สร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ก้าวหน้า, สร้างดุลยภาพสิ่งแวดล้อมและพลังงาน, ปฏิรูประบบสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล, ทำการวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ และทำระบบการสื่อสารที่ผสานการพัฒนาทั้งหมด” http://www.thaireform.in.th/news-communications/1464–8-.html

พักนี้เวลาฉันเครียดๆ จะเข้าไปหาอ่านความคิดของหมอประเวศน์ อ่านทีไรอมยิ้ม คิกคัก อารมณ์ดีทุกที

รัฐบาลเราท่านก็ช่างใจดีจริงๆ คงรู้ว่าช่วงนี้ไพร่ เอ๊ย ประชาชนคนไทยออกจะเครียดกันอยู่หลายเรื่อง ทั้งข้าวแพง ไข่แพง แรงงานถูก

อดีตคนเสื้อแดงที่เคยออกไปต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซมซานกลับบ้านพร้อมบาดแผลทั้งทางกายและใจก็มาโดนคนชั้นกลางมีการศึกษากระทืบซ้ำว่าเป็นพวกพรมเช็ดเท้าบ้าง เป็นพวกโรคจิต ขี้หงุดหงิด ขี้อิจฉา เป็นพวกก้าวร้าว รักความรุนแรงบ้าง เป็นพวกเด็กกระทืบเต้นเอาแต่ใจตนเองบ้าง

อ่านแล้วเครียดนะนั่น

ชะรอยรัฐบาลจะเห็นใจว่าประชาชนเครียด เลยปล่อยมุขขำๆ ออกมาเป็นข่าวกันหลายมุข นอกเหนือไปจากการ ปิดถนนขายของ จัดคอนเสิร์ต จัดงานแบบ “ฝันกลางไฟ” แหม ชอบชื่องานนี้จัง ลองนึกภาพกรุงเทพฯตกอยู่ในทะเลเพลิงแล้วพวกเราจะไม่มีวันหยุดฝัน ไม่มีวันท้อ (ดูเอเอฟมากไปหรือเปล่าน๊า) เราจะเกาะกุมมือกันฝ่าฟันเปลวไฟ เราจะฝันถึงวันคืนแสนงามที่รอเราอยู่ข้างหน้า

ไม่ให้ขำได้อย่างไรอยู่ๆ ก็ออกมาแถลงเรื่อง ไซเบอร์ สเกาต์ อ่านแว่บแรกนึกว่าเป็นเด็กพันธุ์ใหม่น้องชายสะก๊อยอะไรอย่างนั้น เอามือเคาะหัวตัวเองอีกรอบถึงนึกขึ้นได้ว่าหมายถึงลูกเสือไซเบอร์ ที่จะสอดส่องสังเกตตรวจตราเว็บไซต์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

อ่านแล้วร้อง อู๊ววว

อยากเอาหัวไปโขกกำแพงสักสามสี่ทีเพื่อจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วมั่นใจว่าตนเองไม่ได้อยู่ในนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออเวล ชะรอยที่หนังสือพิมพ์เกาหลีแซวพี่มากของเราว่าในชั่วโมงเรียนเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่อ๊อกสะฝอดนั้น นายมากของเราคงนั่งหลับเป็นแน่แท้

แต่ละไอเดียโปรเจ็กต์ของท่านจึงชวนให้เชื่อว่าท่านไปฝึกตนและรับประกาศณียบัตรมาจากคณะกายกรรมเปียงยางมากกว่ามหาวิทยาลัยอ๊อกสะฝอด

ฉันคงไม่จำเป็นต้องเขียนไปในที่นี้นะว่าทำไมถึงขำ?

ไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนบอกว่าตัวเองเป็นประเทศประชาธิปไตยภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และแน่นอนว่าไม่มีประเทศประชาธิปไตย ที่เคารพในสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมืองออกไประดมเยาวชนให้มาเป็นกลุ่มล่าแม่มดสังเวยรัฐบาลภายใต้ชื่อ “ลูกเสือ”

สำคัญที่สุด ไม่มีรัฐบาล ประชาธิปไตยที่ยืนอยู่บนฐานการรับรองความชอบธรรมจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจะปอดแหก ขี้ขลาดกับการล้อเลียน วิพากษ์ วิจารณ์ไปจนถึงการปลดปล่อย สำเร็จความใคร่ทางอารมณ์ (ตามประสาพลเมืองผู้เก็บกดอันมีอยู่ทั่วไปในโลกไซเบอร์ทั่วจักรวาล) จนถึงขั้นจัดตั้งเยาวชนมาเป็นสายสืบของฝ่ายความมั่นคง

เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลนั้นรู้ดีว่า “อำนาจ” ที่ตนถือครองอยู่ไม่มีเสียงของ “ประชาชน” รองรับ อำนาจจึงเปราะบาง โงนเงน

สุดท้ายไปจบลงที่อาการปอดแหก เป็นนายกฯ แทนที่จะตั้งหน้าตั้งบริหารบ้านเมือง แต่วันๆ มานั่งจับประชาชนเข้าคุกหรือกวาดล้างคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐ

และเวลาที่เหลือก็เอาไปเขียนจดหมายรัก ออดอ้อนแฟนคลับที่กระหายรักพอๆ กันใน Facebook ไปวันๆ

ขำเรื่องลูกเสือไปแล้วมาเจองานอีเว้นท์ “6วัน 63 ล้านความคิด”

เจอแล้วร้องอู๊ววว แบบเกือบถึงจุดสุดยอดอีกรอบ เสียวนะคะ ในทางวัฒนธรรมศึกษาเขาว่ากันว่าเสียงที่กระซิบอยู่ข้างหูเป็นอะไรที่อีโรติก intimate ม้ากมาก (ในเชิงมารยาทเค้าถึงไม่ให้โทร. หาใครต่อใครพร่ำเพรื่อถ้าไม่ใช่ญาติสนิท มิตรสหาย)

ให้อภัยหญิงลามกจกเปรตอย่างฉันเถอะ เพราะนึกภาพการระดมดารา นักร้อง รวมทั้งเกณฑ์นักการเมือง รมต. ขวัญใจสาวๆ มารอรับโทรศัพท์จากประชาชนแบบนี้

ฉันไม่อาจคิดเป็นอื่นได้เลยนอกจากมหกรรมรวมรักทางโทรศัพท์ของประชาชาติไทย ที่หวังผลปรองดองทางอารมณ์อย่างลึกซึ้ง

ฉันขำเรื่องสองเรื่องนี้ยังไม่หนำใจต้องไปคว้าแผนปฏิรูปประเทศของหมอประเวศน์มาขำต่ออีกหนึ่งดอกอารมณ์จึงจะพีคและ “ถึง” จริง

คุณหมอก็ช่างพล่ามไปได้เรื่อยเนอะ เราต้องทำสิบเรื่องพร้อมกันอย่างงี้อย่างงั้น แล้วเข้าไปดูเว็บไซต์ปฏิรูปประเทศไทยก็มีแต่หัวข้อในทำนองว่า

“ชู 8 แนวทางสื่อมวลชนพาชาติออกจากวิกฤติ”,

ยุทธศาสตร์ 3 ปี สสค. ปูทางประเทศสู่สังคมกากรเรียนรู้,

เผยรายชื่อ ระดมนักวิชาการ สื่อมวลชน ปฏิรูปสื่อภาครัฐฯ, ตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เดินหน้าลดความเหลื่อล้ำ

แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งประเทศไทยโดย สว.รสนา

(แผนพัฒนาความซื่อตรง!? พระเจ้าในโลกนี้มีอะไรอย่างนี้ด้วยหรือ ซับซ้อนถึงขั้นแบ่งเป็นสามระดับคือ ระดับชุมชน สังคม องค์กร โห…เป็นสามระดับที่ไม่มีใครคิดได้เลย ลึกซึ้งมาก ไม่ใช่สมองระดับสว.คิดไม่ออกนะเนี่ยะ ใช้เงินระดมสมอง ประชุมกันไปเท่าไหร่ไม่รู้เพื่อจะได้สามระดับการพัฒนาความซื่อตรงอันนี้ ต้องการไม้บรรทัดเพิ่มไม๊คะ?)

อ่านแล้วเหนื่อยไหม?

ไหนจะทำ 10 อย่างพร้อมกัน ไหนจะชู 8 แนวทาง ไหนจะสร้างสังคมการเรียนรู้ ไหนจะทำโร้ดแมปปฎิรูปงานตำรวจ ไหนจะยุทธศาสตร์ 3 ปี

(คราวนี้ฉันเลยได้รับคำเฉลยว่าชะรอยนี่เป็นมรดกของคนทำงานทุกภาคส่วนของภาครัฐ โครงการเชียงใหม่เอี่ยมอันโด่งดังถึงตั้งธง ทำเชียงใหม่ให้น่าอยู่ภายใน 99 วัน โฮะ โฮะ พวกเค้าชอบกำหนด “ตัวเลข” กันอย่างเอาจริงเอาจังมาก วันหลังคงไปรับจ๊อบกองสลากได้)

ฉันมีคำถามง่ายๆ ถึงโครงการปฏิรูปประเทศไทยว่า “จะปฏิรูปไปไหน?”

ไอ้ แปดข้อ สิบประการของหมอประเวศน์นั้นเราจะเรียกด้วยภาษาชาวบ้านว่าอะไรมิทราบ?

นโยบาย?

ข้อเสนอแนะ?

ข้อคิดเตือนใจจากผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน?

ความปรารถนาดีจากราษฎรอาวุโส (เป็นสถานะทางสังคมที่ประหลาดมาก)?

ถ้าคุณหมอเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล ก็พล่ามพูด หรือเขียนให้รัฐบาลไป ไม่เห็นมีอะไรใหม่น่าตื่นเต้นต้องเป็นข่าวหรือต้องนำมาเป็นโครงการยิ่งใหญ่จนต้องเรียกว่า “ปฏิรูป” ที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลที่ส่วนใหญ่คงหมดไปกับค่าเครื่องบิน ค่าเอกสาร ถ่ายอาหาร จัดเลี้ยง สัมนา และประชุมกันไปมา จบด้วยแจกเอกสาร วนเวียนกันไปอย่างนี้ไม่ที่สิ้นสุด

(ภาคส่วนที่จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้มากที่สุดคือ บริษัทสายการบิน โรงแรม ธุรกิจเคเตอริ่งของว่าง บุฟเฟต์ ธุรกิจเครื่องเขียน ขายกระดาษ แฟ้ม ธุรกิจเครื่อถ่ายเอกสาร คนทำถุงผ้าที่ระลึกงานสัมนา หมึกพิมพ์ปรินเตอร์ กระดาษ และโรงพิมพ์)

จะ 8 ข้อ หรือ สิบประการของหมอประเวศน์ล้วนแต่เป็นสามัญสำนึกสามัญพื้นฐานที่สุดที่รัฐบาลของประเทศ “ดีๆ” ในโลกนี้พึงรู้พึงทำมิพักต้องคอยบอก เหมือนตื่นเช้าต้องแปรงฟันแล้วนั่งขี้ สุขภาพจึงดีถ้วนหน้า ทำนองนั้น

ที่เพ้อมาทั้งหมดนี้ (แบบว่าเสียสติมาตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. ถูกทุบกบาลซ้ำด้วยอาการยิ้มร่าท้าพรก.ฉุกเฉินของคนไทยที่ไม่มีใครเดือดเนื้อร้อนใจกับมันเลยมา 3 เดือนเต็มแถมยังแถว่า together we can -อยากจะต่อว่า yes, we can live under totalitarian dictatorshipไง.)

เพื่อจะย้อนจากข้อ 3 เรื่องปฏิรูปฯ ไปหาข้อ2 เรื่อง 6 วัน 63 ล้านเสียงไปถึงข้อ 1 เรื่องลูกเสือไซเบอร์ว่า ประเทศไทยเรามันเข้าข่ายประเทศขำขันจนยากจะถ่ายถอน

ประการแรก ท่านๆ ที่มาร่วมสร้างสรรค์การปฏิรูป ประเทศไทยทั้งหลาย (องค์กรที่เรียกตัวเองว่าภาคประชาชนทั้งหลาย ที่ทำท่าออกสตาร์ทรอขม้ำเหยื่อรอเข้าร่วมงาบกินงบฯ ก้อนนี้โปรดอย่ากระพริบตา) ฉันมีคำถามง่ายๆ ว่า ท่านควรถามตนเองให้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ท่านเป็นใครมาจากไหนจึงจะโยนแผนปฏิรูปใส่หน้าประชาชนคนไทยทั้งประเทศ อำนาจที่จะมากำหนด 8 ข้อ สิบประการฯลฯ ของท่านมาจากการทำสัญญากับประชาคมที่ไหน อย่างไร?

ถามแบบบ้านๆ ว่า “พวกท่านถืออำนาจใดมาลงมือปฏิรูป?”

พื้นฐานที่สุดของประชาธิปไตย “อำนาจ” ย่อมมากจากการที่ ประชาชนไว้วางใจเลือกผู้แทนของพวกเขาเข้ามาทำหน้าที่ในกระบวนการนิติบัญญัติและบริหาร สิ่งที่ผู้มีสติพึงทำในเวลานี้คือ ใคร่ครวญถึงที่มาของรัฐบาลชุดปัจจุบันและ “เลือด” ที่เปรอะไปทุกหนทุกแห่ง มิใช่การเข้าสังฆกรรมปฏิรูปและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของคนไทยด้วย

การบอกว่า “เพราะเขาจนเขาจึงต่อต้านรัฐบาล เราต้องเกลี่ยผลประโยชน์ไปให้เขาบ้าง เขาจะได้ไม่ลูกมาท้าทายเราอีก” เพราะพวกเขาไม่ได้สู้เพราะความจน แต่พวกเขาลุกขึ้นสู้เพื่อทวงศักดิ์ศรีของพลเมือง ประชาชนไม่ได้อยากได้เงิน ณ ขณะนี้พวกเขาต้องการ สิทธิของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้ว จึงจะไปต่อรองเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องอื่นๆ

หญิงเสียจริตอย่างฉันอยากบอกว่า ในสังคมประชาธิปไตยไม่มีใครมีอาญาสิทธิมาตั้งตนเป็น “ผู้รู้” เหนือกว่าผู้อื่น ท่านจะอาวุโส จะหนุ่ม จะแก่ จะจบป.หนึ่ง หรือจบอภิมหาปริญญา ท่านจะเป็นใครท่านก็คือประชาชนเท่ากับคนอื่นๆ

ดังนั้น จึงไม่มีสิทธิมาทำหน้าเปื้อนยิ้มบอกประชาชนว่าเรามาทำอย่างนี้กันเถอะ เรามาทำอย่างนั้นกันเถอะ เชื่อผมสิ ผมเป็นคนดี ผมหวังดี เอางบประมาณมาให้ผมสิ!!! (???)

อย่างมากที่สุดที่พวกท่านจะเป็นกันได้คือ “ที่ปรึกษา” ของฝ่ายบริหาร และคงไม่แปลกเท่าไรถ้าท่านเป็นทีมที่ปรึกษาของฝ่ายบริหารของรัฐบาลเข้าตามตรอกออกทางประตู

แต่เมื่อมันไม่ใช่มิหนำซ้ำรัฐบาลที่ท่านสังฆกรรมด้วยยังมีส่วนในการ “ทำร้าย” ประชาชนอย่างสาหัส พวกท่านจึงขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง

ขอให้ใคร่ครวญเรื่องนี้ให้จงหนักเพราะประวัติศาสตร์ย่อมทำหน้าที่ของมัน พวกท่านคงไม่อยากถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะของ…(ขอเว้นให้เติมเองเพราะฉันเชื่อว่าพวกท่านย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจตน)

ไม่เห็นแก่ใครก็โปรดเห็นแก่ “หน้า” ของลูกหลานของพวกท่านเองในภายภาคหน้า

เฉกเดียวกับงานอีเวนต์รับโทรศัพท์ระดมความคิด เอิ่ม…เป็นเวลากว่าสองศตวรรษมาแล้วที่ทั่วโลกยอมรับกว่าการระดม “เสียง” ของประชาชนในประเทศนั้นกระทำได้โดยผ่าน “การเลือกตั้ง” ค่ะ ทั่นผู้ชม!

การให้พลเมืองของรัฐทุกคนออกมาพูดความคิดของตนเองนั้น คาดว่าลองผิดลองถูกกันมา ตั้งแต่สมัยกรีกประชาธิปไตย

ทางตรงกันแล้วป่าวค๊า? (ทำหน้าปัญญาอ่อนหน่อยๆ ตอนถาม)

ทีนี้ก็เลยไม่เข้าใจว่าอีตอนที่ใครๆ เค้ามาขอเพียง “เลือกตั้ง” ใหม่ให้หายสงสัยนั้นทำไมไม่ทำ?

ดันกลับตาลปัตรมาทำ 63 ล้านเสียง “โทร.เข้ามาครับพี่น้อง เร่เข้ามาครับพี่น้อง”

ตลกจัง! – พวกท่านกำลังหน้าที่ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ดีเจสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันนะฮ้า เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ฮัลโหล ฮัลโหล เทสต์ เทสต์!!! –

ฝ่ายพีอาร์และบริษัทจัดอีเวนต์ที่รัฐบาลจ้างโปรดทราบ มุขนี้ไม่สร้างสรรค์อย่างแรง ประชาชนรู้ทัน โปรดคิดมุขใหม่ให้เนียนและเป็นมืออาชีพกว่านี้หน่อยได้นะฮ้า (ควรมีพื้นความรู้ทางรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาการเมืองมาบ้างในการคิดแคมเปญให้รัฐบาลด้วยฮ่ะ)

ที่สำคัญคือ เอิ่ม …เดี๊ยนยังไม่อยากสำเร็จความใคร่จากเสียง

ขำขันสุดท้าย ลูกเสือไซเบอร์ เอาหัวโขกกำแพงเป็นครั้งที่ร้อยเพื่อความมั่นใจว่านี่มิใช่ เยาวชน Oceonia สังกัดกระทรวงแห่งความจริง (Ministry of Truth) ในนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวล

เมื่อเรามีคณะปฏิรูปที่มาจากฉันทานุมัติของใครไม่ทราบแสดงตนเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้บรรลุถึงความปรารถนาของมวลชนคนไทยทั้งชาติกระสันจะปฏิรูป เมื่อเรามีฝ่ายบริหารที่เข้าใจการทำงานคือการสนอง need ประชาชนทางโทรศัพท์ เป็นไปถึงเพียงนี้แล้วจะแปลกอะไรถ้าเราจะเพิ่ม ลูกเสือไซเบอร์มาเป็นเครื่องประดับอีกสักชิ้นสำหรับประเทศเผด็จการภายใต้พรก.ฉุกเฉิน

เอ๊ะ หรือเราอยู่ในนิยายเรื่อง 1984 จริง?

( คำ ผกา, มติชนสุดสัปดาห์ 9-15 กรกฎาคม 2553 )

มติชนออนไลน์, 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: