Home > Economics & Finance > ทำไมอเมริกาจึงรุ่งแต่อาร์เจนตินาร่วง, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ทำไมอเมริกาจึงรุ่งแต่อาร์เจนตินาร่วง, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ทำไมอเมริกาจึงรุ่งแต่อาร์เจนตินาร่วง

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ปกติผมจะเขียนเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ครั้งนี้ผมเห็นว่าบทแรกของหนังสือ False Economy โดย Alan Beattie ที่เขียนถึงประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจของอเมริกาและอาร์เจนตินา มีข้อคิดที่น่าสนใจ ผมจึงขอนำสรุปให้อ่านกัน พร้อมกับการสวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ

ทำไมอเมริกาจึงประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง แต่ประเทศใกล้เคียงคืออาร์เจนตินาจึงประสบแต่ปัญหาและความถดถอยในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าเราคงจะจำเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ที่ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินไปพุ่งชนตึก World Trade Center ได้เป็นอย่างดีและถือว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นวิกฤติร้ายแรงที่สุดครั้ง หนึ่งที่สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญ แต่น้อยคนจะจำได้ว่าประมาณ 3 เดือนหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ประเทศอาร์เจนตินาต้องประกาศพักชำระหนี้อีกครั้งหนึ่ง ตลอดจนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเงินการธนาคาร เหตุที่วิกฤติเศรษฐกิจของอาร์เจนตินามีการรับรู้กันในวงจำกัดก็เพราะ อาร์เจนตินาถือได้ว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ค่อยมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ โลกและเทียบไม่ได้เลยกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการ เมือง

แต่เมื่อ 120 ปีที่แล้วอเมริกากับอาร์เจนตินามีสถานะและศักยภาพทางเศรษฐกิจเท่าเทียมกัน โดยอาร์เจนตินานั้นถือได้ว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง และสามารถพูดได้เต็มปากว่าอาร์เจนตินาเป็นประเทศโลกที่ที่หนึ่งมาโดยตลอดจน กระทั่ง 60 ปีที่ผ่านมา บทความของนาย Beattie มุ่งชี้ให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายและการตัดสินใจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ แตกต่างกันระหว่างอาร์เจนตินากับอเมริกาในช่วง 120 ปีที่ผ่านมา เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศหนึ่งพัฒนาไปเป็นประเทศมหาอำนาจ แต่อีกประเทศหนึ่งพลิกผันกลายเป็นประเทศโลกที่สาม

1. อเมริกากระจายทรัพยากร แต่อาร์เจนตินาเน้นการกระจุกตัว

ทั้งอเมริกาและอาร์เจนตินามีพื้นเพมาจากการเป็น ประเทศเมืองขึ้น (colony) โดยอเมริกาต่อสู้กับอังกฤษจนได้รับเอกราชในปี 1776 และประกาศเอกราชปี 1789 ขณะที่อาร์เจนตินาต่อสู้กับรัฐบาลสเปน จนได้รับชัยชนะในปี 1810 และประกาศเอกราชในปี 1816 แต่หลังจากนั้นแนวคิดและนโยบายของทั้งสองประเทศก็เริ่มแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยอเมริกาซึ่งเป็นประเทศใหญ่ที่มีทรัพยากรมากมายตัดสินใจชักจูงแรงงานจาก ต่างประเทศให้อพยพเข้ามา โดยให้แรงงานรายย่อยสามารถเข้ามาจับจองผืนแผ่นดินเพื่อทำมาหากินอย่างเปิด กว้าง แต่อาร์เจนตินานั้นเลือกที่จะมอบที่ดินจำนวนมากให้ครอบครัวที่ร่ำรวยไม่กี่ ครอบครัวซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำที่มีอำนาจในประเทศ (elite) ดังนั้นอเมริกาจึงมีชาวนาที่เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมาก ขณะที่อาร์เจนตินามีครอบครัวร่ำรวยไม่กี่ครอบครัวที่ครอบครองที่ดินเกือบ ทั้งประเทศ

ผลที่ตามมาคือ อเมริกาสามารถชักจูงแรงงานที่มีความกระตือรือร้นสูง ต้องการตั้งรกรากและสร้างอนาคตให้อพยพเข้ามาในประเทศได้เป็นจำนวนมาก ทำให้มีการกระจายและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างกว้างขวาง ในทศวรรษ 1850 มีแรงงานไหลเข้าอเมริกาประมาณ 250,000 คนต่อปีและมีการกระจายทรัพยากรและอำนาจไปในแนวทางประชาธิปไตย คือกระจายให้กับประชาชนโดยทั่วกัน ขณะที่อาร์เจนตินาไม่สามารถชักจูงแรงงานเข้าประเทศได้มากเท่าอเมริกาและผู้ที่อพยพไปตั้งรกรากในอาร์เจนตินาจะเป็นผู้ที่มีฝีมือต่ำ (low-skilled) จากอิตาลีและไอร์แลนด์ โดยอพยพเข้ามาช้ากว่าอเมริกาหลายสิบปี อาร์เจนตินาจึงประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานมาโดยตลอด

2. การนำเอารายได้ไปใช้บริโภคแทนการลงทุน

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งอเมริกาและอาร์เจนตินาขยายการผลิตสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่องและทั้งสอง ประเทศได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันด้านการเกษตรสูงทัด เทียมกัน แต่ในกรณีของอาร์เจนตินานั้นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ส่วนใหญ่คือเจ้าของ ที่ดินจำนวนน้อยที่ร่ำรวย ซึ่งนำกำไรไปใช้จ่ายในการซื้อสินค้าบริโภคฟุ่มเฟือยหรือซื้อที่ดินเพิ่มเติม เป็นหลัก คนกลุ่มดังกล่าวจะมีรสนิยมเป็น “ผู้ดี” ไม่ทุ่มเทกับการทำงาน เน้นกิจกรรมทางวัฒนธรรมสังคมกีฬา (เช่น โปโล) มุ่งเน้นส่งลูกหลานไปเรียนที่มหาวิทยาลัยชั้นสูงในยุโรป โดยเรียนด้านภาษาและประวัติศาสตร์มากกว่าการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการ ผลิต ขณะที่อเมริกานำเอาผลกำไรที่ได้รับจากการขายสินค้าเกษตรไปลงทุนพัฒนา อุตสาหกรรมพร้อมกับการเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตรกรรม และแม้อเมริกาจะพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างประเทศ (กู้เงิน) แต่ก็เป็นสัดส่วนเพียง 10-15% ของการลงทุน แต่อาร์เจนตินานั้นเน้นการบริโภคและกู้เงินต่างประเทศมาลงทุนเป็นสัดส่วน กว่าหนึ่งในสามของการลงทุนทั้งหมด นอกจากนั้นภาคการเกษตรและการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมก็มีโครงสร้างที่เป็นการผูกขาดโดยชนชั้นสูงน้อยราย มากกว่าการแข่งขันโดยเสรี ผลที่ตามมาคือการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคการเงินที่ดำเนินไปอย่าง เชื่องช้าไม่ทันพัฒนาการในอเมริกา

3. การพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในกรอบทุนนิยม

ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้นถือได้ว่า อเมริกาสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ในขณะที่อาร์เจนตินาพลิกวิกฤติเป็นความตกต่ำ ในช่วงสงครามนั้นเงินทุนที่เคยไหลเข้าอเมริกาและอาร์เจนตินาก็หยุดลง แต่อเมริกาสามารถทดแทนความขาดแคลนดังกล่าวโดยการส่งออกอาวุธสงครามและสินค้า อุตสาหกรรม เมื่อสงครามเสร็จสิ้นและยุโรปอยู่ในสภาวะต้องฟื้นฟู อเมริกาก็กลายเป็นประเทศที่มีเงินทุนสามารถเข้าไปซื้อสินทรัพย์และกิจการใน ยุโรป แม้ว่าอเมริกาจะเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เรียกว่า the great depression ในช่วง 1929-1935 และได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่อเมริกาก็ยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและมุ่งเน้นที่จะรักษาระบบทุนนิยมไว้ แต่แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ของระบบทุนนิยม อาทิเช่นการนำเอาทฤษฎีของเคนส์มาใช้เป็นประเทศแรก กล่าวคืออาศัยการทุ่มเทจากภาครัฐในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ในที่สุด เห็นได้จากการเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศภายใต้นโยบาย New Deal และการจัดตั้งระบบประกันสังคมเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของระบบทุนนิยม

แต่อาร์เจนตินานั้นเมื่อไม่มีทุนไหลเข้าก็ประสบปัญหาอย่างมากเพราะภาคอุตสาหกรรมไม่ได้พัฒนามาก และพึ่งพาการลงทุนของต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ผลคืออาร์เจนตินาได้รับแต่ผลกระทบในเชิงลบจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้นำจึงสรุปว่าการเปิดเสรีและพึ่งพาตลาดโลกเป็นภัยอันตราย ทำให้ต้องการลดการพึ่งพาต่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็มองว่าระบบทุนนิยมนั้นพึ่งพาไม่ได้ จึงเน้นนโยบายที่ให้ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงและทดแทนกลไกตลาด ซึ่งนาย Beattie มองว่าขณะที่อเมริกาพยายามเกื้อกูลกลไกตลาด (save market economics) อาร์เจนตินาพยายามฝังกลไกตลาด (bury market economics) นอกจากนั้นความตกต่ำทางเศรษฐกิจยังนำอาร์เจนตินาไปสู่การทำปฏิวัติรัฐประหาร ล้มระบอบประชาธิปไตยไปสู่ระบอบเผด็จการในปี 1945 โดยนายทหาร Juan Peron ตามแบบเผด็จการฟาสซีส ที่เน้นการรักชาติ มีวินัยและการพึ่งพาตนเอง (nationalism, discipline and self sufficiency)

4. การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบเปิดกับแบบปิด

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานั้นคงไม่ต้องกล่าวถึงอเมริกามากนักเพราะเป็นยุครุ่งเรือง ของอเมริกาทั้งในด้านของการผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในทุกๆ ด้าน เช่น เป็นแกนนำของระบบทุนนิยม เป็นผู้นำด้านการทหารและเทคโนโลยีและเงินดอลลาร์กลายเป็นเงินสกุลหลักของโลก พร้อมกับบริษัทใหญ่ๆ ของสหรัฐ ซึ่งกลายเป็นบริษัทข้ามชาติ แต่สำหรับอาร์เจนตินานั้นมีแต่ความตกต่ำทางการเมืองเพราะการยึดมั่นกับระบบเผด็จการหลายสิบปี กว่าจะกลับมาเข้าสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง เศรษฐกิจก็พัฒนาอย่างลุ่มๆ ดอนๆ เพราะมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบปิดกั้นการนำเข้าและการแข่งขัน (industrialization through import substitution) ควบคุมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยรัฐวิสาหกิจและนโยบายประชานิยมที่บิดเบือนกลไกตลาดและให้เงินอุดหนุนมากมาย ทำให้รัฐบาลและเศรษฐกิจตกต่ำไปเรื่อยๆ แต่ชนชั้นนำก็ยังมีความเชื่อว่าปัญหาส่วนใหญ่ของอาร์เจนตินานั้นเกิดจากถูกระบบนายทุนเอาเปรียบ มากกว่าเกิดจากการตัดสินใจและนโยบายของรัฐบาล

ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจอาร์เจนตินาสามารถขยายตัว เพียง 2-3% ต่อปี ทำให้รายได้ต่อหัวของประชาชนอาร์เจนตินาถดถอยลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่นในปี 1950 รายได้ต่อหัวของชาวอาร์เจนตินาสูงกว่ารายได้ต่อหัวของชาวสเปนเท่าตัว แต่ในปี 1975 รายได้ต่อหัวของชาวสเปนสูงกว่าอาร์เจนตินาในช่วงเดียวกัน และเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นรายได้ต่อหัวของอาร์เจนตินาสูงกว่าญี่ปุ่น 3 เท่าในปี 1950 แต่กลายเป็น 1/3 ของญี่ปุ่นในปี 1985 ครับ

กรุงเทพธุรกิจ, 3 มกราคม พ.ศ. 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: