Home > Economics & Finance > บริษัทมหาชนข้ามชาติและตลาดหุ้นแห่งแรกของโลก, อภิชาต สถิตนิรามัย

บริษัทมหาชนข้ามชาติและตลาดหุ้นแห่งแรกของโลก, อภิชาต สถิตนิรามัย

บริษัทมหาชนข้ามชาติและตลาดหุ้นแห่งแรกของโลก

โดย อภิชาต สถิตนิรามัย apichat@ecom.tu.ac.th

เมื่อ ค.ศ. 1602 กลไกสำคัญยิ่งชิ้นหนึ่งของระบบทุนนิยมสมัยใหม่คือ “บริษัทจำกัด” (joint-stock and limited liability) ถือกำเนิดขึ้น หลังจากนั้นไม่กี่ปี ตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของโลกถูกจัดตั้งเพื่อซื้อขายหุ้นของบริษัทนี้ ณ ตอนนั้น คงยากที่จะมีใครคาดการณ์ได้ว่า องค์กรธุรกิจรูปแบบใหม่นี้จะมีผลกระทบต่อระบบทุนนิยมโลกอย่างมหาศาล นอกจากนั้น กิจการของบริษัทนี้ยังได้เปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปตลอดกาลอีกด้วย

บริษัทอีสต์อินเดียของดัตช์  (United Dutch Chartered East India Company หรือ VOC ในชื่อย่อภาษาดัตช์) ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อแข่งขันการค้าเครื่องเทศทางทะเลกับกิจการของประเทศอังกฤษ โปรตุเกส และสเปน การค้าทางทะเลยุคนั้นเป็นกิจการที่ใช้ทุนสูงมาก มีช่วงเวลาคืนทุนยาวและเสี่ยงสูง ตัวอย่างเช่น เรือออกจากอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) สู่จาการ์ตาใช้เวลาเดินทางไป-กลับโดยเฉลี่ยมากกว่า 14 เดือน และเต็มไปด้วยอันตราย เรือจำนวน 22 ลำ ออกเดินทางในปี 1598 กลับถึงอัมสเตอร์ดัมเพียงแค่ 12 ลำเท่านั้น

ด้วยสาเหตุเหล่านี้เอง การจัดตั้ง VOC ซึ่งเป็นกิจการที่สาธารณรัฐแห่งดัตช์ในยุคนั้น (United Provinces) สนับสนุนและให้อำนาจผูกขาดการค้าด้านซีกโลกตะวันออก จึงระดมทุนโดยการขายหุ้นให้แก่มหาชนที่อาศัยในสาธารณรัฐนี้ ในแง่นี้ VOC จึงเป็นบริษัทแรกของโลกที่เสนอขายหุ้นให้แก่มหาชนโดยตรง และกลายเป็นบริษัทมหาชนแห่งแรกของโลก เฉพาะแค่เมืองอัมสเตอร์ดัมแห่งเดียว ผู้คนจากหลากชนชั้น ตั้งแต่พ่อค้า ศิลปิน ตลอดจนคนรับใช้จำนวน 1,443 คนลงชื่อซื้อหุ้น แน่นอนว่า “ขาใหญ่” มีไม่มาก (ผู้ซื้อหุ้นเกิน 10,000 guilders มีแค่ 80 คนเท่านั้น) รวมแล้วการระดมทุนครั้งนั้นได้เงินถึง 6.45 ล้าน ทำให้ บ.นี้กลายเป็น บ.ที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น (บ.อีสต์อินเดียของอังกฤษเล็กกว่ามาก ระดมทุนได้เพียง 8 แสนเศษเท่านั้น)

แม้ว่าหลักฐานการรับเงินค่าหุ้นที่ บ.ออกให้แก่ผู้ซื้อหุ้นจะไม่ใช่ “ใบหุ้น” ที่แท้จริงในความหมายปัจจุบันก็ตาม เพราะมันเป็นใบเสร็จรับเงินมากกว่า แต่หลักการจำกัดการรับผิดเพียงแค่มูลค่าหุ้นที่ตนออกก็ถือกำเนิดขึ้นแล้ว เนื่องจากรายชื่อผู้ซื้อหุ้นทุกคนถูกระบุอยู่ในสมุดบัญชีของบริษัท หลักการนี้สำคัญมากสำหรับกิจการขนาดใหญ่ในโลกธุรกิจสมัยใหม่ เพราะว่ามันจำกัดความเสี่ยงให้แก่นักลงทุนให้สูงสุดอยู่เพียงแค่มูลค่าหุ้นที่ตนถือเท่านั้น

ในกรณีที่ บ.ล้มละลายสินทรัพย์อื่นใดนอกเหนือจากค่าหุ้นที่ตนลงไปแล้วจะไม่เสียหายไปด้วย กลไกนี้เองที่ทำให้ผู้คนสามารถจัดสรรสินทรัพย์ของตนมาลงทุนตามเท่าที่ตนต้องการแบกรับความเสี่ยงได้ พูดอีกแบบก็คือมันอนุญาตให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงได้ เขาไม่จำเป็นที่จะต้อง “พนัน” สินทรัพย์ทั้งหมดของเขาในกิจการใดเพียงกิจการเดียว ดังเช่นในกรณีของกิจการที่มีเจ้าของคนเดียว หรือในกรณีของหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จำกัดความรับผิด กลไกนี้ก็ช่วยให้ บ.มีโอกาสระดมทุนได้ในมูลค่าสูงด้วย เพราะสามารถเข้าถึงทุนจากบุคคลจำนวนมากได้

ในขณะเดียวกัน หลักการจ่ายเงินปันผล (ผลตอบแทนจากการถือหุ้น) โดยไม่รับประกันรายได้ที่แน่นอนก็กำเนิดขึ้นด้วย หนังสือจัดตั้งบริษัทระบุเพียงว่า จะจ่ายเงินปันผลก็ต่อเมื่อ บ.มีกำไรเท่ากับ 5% ของทุนเรือนหุ้น

กำเนิดตลาดหุ้น (ตลาดรอง) แห่งแรกของโลกเกิดขึ้นไม่นานหลังจากการเสนอขายหุ้น VOC ให้แก่มหาชนเพียงแค่ 5 ปี หลังการจัดตั้งหุ้นจำนวน 1 ใน 3 ถูกขาย ออกจากผู้ซื้อดังเดิม ในตอนแรกการซื้อขายหุ้นทำกันกลางแจ้งและคึกคักมาก จนกระทั่งมีการตัดสินใจสร้างอาคารขึ้นสำหรับการซื้อขายนี้ในปี 1608 นี่ก็คือจุดกำเนิดของตลาดหุ้นแห่งแรกของโลก ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดซื้อขายหุ้นล่วงหน้า (forward market) ได้เกิดขึ้นด้วย เนื่องจากบริษัทเปิดสมุดจดทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกๆ สามเดือน ผู้ซื้อขายจึงตกลงซื้อขายหุ้นล่วงหน้า (ส่งมอบในอนาคต) ไปด้วย

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกเช่นกัน ที่ Amsterdam Exchange Bank ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นธนาคารกลางแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นในปี 1609 ต่อมาธนาคารก็เริ่มยอมรับหุ้นของ VOC เป็นหลักประกันเงินกู้ และขั้นต่อมาก็ยอมปล่อยเงินกู้ให้แก่นักลงทุนสำหรับการซื้อหุ้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของกลไกการเงินทุนนิยมสมัยใหม่ อันประกอบด้วย บริษัท ตลาดหลักทรัพย์ และธนาคาร

ในฐานะบริษัทข้ามชาติซึ่งค้าขายโดยพร้อมใช้เรือปืนทุกเมื่อ ดังที่ governor-general คนแรกของ บ.VOC กล่าวว่า “We cannot make war without trade, nor trade without war” VOC ยึดจาการ์ตาในปี 1619 และที่อื่น ๆ หลายแห่ง รวมทั้งมะละกา ศรีลังกา ชายฝั่งของอนุทวีปอินเดีย นอกจากการยึดครองพื้นที่แล้ว VOC ก็พร้อมเสมอที่จะใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับคู่แข่งและคนพื้นเมือง

อาจกล่าวได้ว่านโยบายเลือดและเรือปืนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เช่นในทศวรรษ 1650s VOC ก็สามารถผูกขาดการค้าเครื่องเทศ ทั้งกานพลู ลูกและดอกจันทน์เทศ ซึ่งได้กำไรสูงมาก รวมทั้งเป็นตัวกลางในการค้าภายในภูมิภาคเอเชีย ตั้งแต่เครื่องเงินและทองแดงของญี่ปุ่น สิ่งทอของอินเดีย เครื่องทองและไหมของจีน นี่ไม่รวมการค้ากับอยุธยา ซึ่งไม่สำคัญต่อบริษัทเท่าไรนัก

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ราคาหุ้น (par value) ของ VOC ซึ่งเริ่มที่ 100 ในปี 1602 จะขึ้นสูงสุดที่ 786 ภายในปี 1733 แล้วค่อย ๆ ลดลงเหลือ 120 ในปี 1798 ในแง่นี้ ราคาหุ้นของ VOC จึงสอดคล้องกับหรือสะท้อนภาพความรุ่งโรจน์และ ความตกต่ำของเจ้าอาณานิคมดัตช์ได้ดี

ประชาชาติธุรกิจ, คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา, 13 มกราคม 2554

ประวัติ
อภิชาต สถิตนิรามัย (Apichat Satitniramai)
อาจารย คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

การศึกษา
ปริญญาตรี พาณิชยศาสตรและการบัญชี, มธ. ป พ.ศ. 2531
ปริญญาโท เศรษฐศาสตร (ภาคภาษาอังกฤษ), มธ. ป พ.ศ. 2535
ปริญญาเอก Development Studies, University of Wales, Swansea ป พ.ศ. 2545

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: