Home > News and politics > ใต้กระแสรัฐประหาร, อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ใต้กระแสรัฐประหาร, อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ใต้กระแสรัฐประหาร

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

ผมเห็นว่าคุณอภิสิทธิ์พูดถูกอย่างหนึ่ง คือ การกล่าวทำนองว่าการรัฐประหารไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไร และปัญหาที่คาราคาซังอยู่ในปัจจุบัน ก็มาจากการรัฐประหารคราวที่ผ่านมานั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม กระแสรัฐประหารก็ยังคงครึกโครมอยู่อย่างต่อเนื่อง

เราจะเข้าใจกระแสรัฐประหารที่ไม่ว่าจะจริงหรือ ไม่นี้ได้อย่างไร อะไรเกิดขึ้นในสังคมไทย จึงทำให้ทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองต้องโผล่ที่ การรัฐประหารอยู่เรื่อยไป

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 คนจำนวนมากคิดและเชื่อกันว่า โอกาสเกิดการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยการรัฐประหาร น่าจะหมดไป แต่เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองลักษณะใหม่ในต้นทศวรรษ 2540 สังคมไทยก็หาทางออกอื่นๆ ไม่ได้ ชนชั้นนำก็หันกลับไปสู่การรัฐประหารอีกครั้งเมื่อ 19 กันยายน 2549

ความขัดแย้งทางการเมืองลักษณะใหม่ที่เกิดขึ้น ต้นทศวรรษ 2540 ลึกลงไปแล้วเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายได้ยึดเอาหลักคนละหลัก มาเป็นแกนกลางในการเคลื่อนไหวการเมือง ฝ่ายหนึ่งยึดและอ้างเอาหลักการอนุรักษนิยม เป็นประเด็นในการเคลื่อนไหว อีกฝ่ายหนึ่งยึดเอาหลักการประชาธิปไตยเป็นแกนหลัก ตัวละครบนเวทีการเมืองไม่ว่าจะเป็นกองทัพ, พธม., ทักษิณ, ผู้อยู่เบื้องหลัง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เล่นบทบาท ตามกระแสความเปลี่ยนแปลงและการแยกกลุ่มประชาชนสองกลุ่มนี้

ความขัดแย้งระหว่างประชาชนเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในทศวรรษ 2516-2519 แต่ในคราวนั้น อีกฝ่ายหนึ่งมีกำลังน้อยกว่ามาก จึงทำให้รัฐเอียงเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่งและ สามารถทำลายฝ่ายตรงกันข้ามลงไปได้ไม่ยากนัก แต่สำหรับขนาดของแต่ละฝ่ายในช่วงทศวรรษ 2540 นั้นใกล้เคียงกันมาก จนกล่าวได้ว่า การเอียงของรัฐกลับจะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นไปอีก เพราะฝ่ายที่รัฐไม่ได้เข้าข้างจะยิ่งเป็นปฏิปักษ์มากขึ้น

การรัฐประหาร พ.ศ.2549 สำเร็จได้ ก็เพราะเป็นการทำในจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันได้ตระหนักและเตรียมตัว (สำเร็จเฉพาะการยึดอำนาจรัฐเท่านั้น) แต่ก็เห็นได้ชัดว่าการเอียงของรัฐในคราวนั้น ได้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐชัดเจนและรวดเร็วมาก (ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย) และการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่รัฐไม่ได้เข้าข้าง ก็เข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ จนท้ายที่สุด ก็เกิดเหตุการณ์ที่ “เสมือนรัฐประหาร” อีกครั้งหนึ่งเมื่อเมษายนและพฤษภาคม 2553 ซึ่งก็ยิ่งทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองแหลมคมมากขึ้น

ความขัดแย้งระหว่างประชาชนที่ทวีเพิ่มขึ้น เพราะรัฐไม่ได้ทำหน้าที่พื้นที่กลางให้แก่ทุกฝ่ายได้เข้ามาต่อรองกัน ยิ่งทำให้การมองทางออกจากความขัดแย้งนี้ลดลง ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้คนทั้งสองฝ่ายรู้สึกได้ทันทีว่าภายใต้เงื่อนไขความขัดแย้งทางการ เมืองนี้ จะต้องนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งแน่ๆ จึงไม่น่าแปลกใจอันใดที่ทั้งกลุ่มสีเหลือและสีแดงต่างก็มองกันไปที่การ รัฐประหารเหมือนกัน แต่เป็นการมองด้วยความหวังที่แตกต่างกัน

กลุ่มสีแดงมอง “การรัฐประหาร” ด้วยความหวังว่าหากเกิดขึ้นก็จะเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ของ ประชาชนที่ไม่ใช่แค่กลุ่มสีแดงเท่านั้น และหวังต่อไปว่าการเคลื่อนไหวเพื่อต้านรัฐประหาร (ที่จะเกิดขึ้น) จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กลุ่มตนเองวาดหวังไว้ เช่น การทำให้เกิดประชาธิปไตยที่ไม่ใช่สองมาตรฐาน เป็นต้น

กลุ่มสีเหลืองมอง “การรัฐประหาร” ด้วยความหวังว่าหากเกิดขึ้น ก็ผลักดันให้อำนาจรัฐเอียงเข้าข้างตนเองมากขึ้น หลังจากที่ผิดหวังกับการรัฐประหารและผลที่ไม่ได้เอื้ออำนวยให้แก่การ เคลื่อนไหวของกลุ่มตนเอง

ชนชั้นนำไทยที่ยังกุมอำนาจอยู่ก็กำลังมองความ ขัดแย้งของประชาชนสองฝ่ายอย่างจริงจังมากขึ้น หลังจากที่ทำสิ่งที่ผิดพลาดไปในการรัฐประหารคราวที่ผ่านมา เพราะมองไม่เห็นพลังของอีกฝ่ายหนึ่ง และกระโดดลงไปสนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่งเต็มตัวมากเกินไปจนทำให้เสีย “ดุล” ไปอย่างไม่น่าให้อภัย

การเพ่งมองทำความเข้าใจความขัดแย้งระหว่าง ประชาชนของชนชั้นนำไทย ก็เพื่อที่จะแสวงหาทางที่จะทำให้กลุ่มตนครองอำนาจต่อไปได้ หมากตาหนึ่งที่ชนชั้นนำหยิบมาคิดคำนวณเสมอ ก็คือ การรัฐประหาร แต่การรัฐประหารครั้งใหม่ หากจะเกิดขึ้นก็จะต้องไม่ใช่การรัฐประหารลักษณะเดิมๆ อีกต่อไป

การรัฐประหารสองครั้งหลังนั้นเป็นการรัฐประหาร ที่มีมวลชนสนับสนุนอย่างล้นหลาม อย่างน้อยในช่วงแรก ไม่ใช่การรัฐประหารแบบที่ใช้แค่กำลังทหารเข้ายึดอำนาจรัฐเท่านั้น การรัฐประหารครั้งใหม่ของชนชั้นนำไทย ก็ต้องเดินไปในแนวทางของการหาเหตุผล ให้มวลชนเข้าร่วมอย่างมหาศาล เพื่อจะกดทับไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งลุกขึ้นมาต่อต้านได้ในทันที (อย่างน้อยก็กดทับไว้สักช่วงหนึ่ง)

ภายใต้เงื่อนไขของความขัดแย้งระหว่างประชาชน ชนชั้นนำไทยที่ต้องพยายาม “เล่น” บทบาทเพื่อรักษาอำนาจตนเอง ก็ต้องเพ่งมองว่าหนทางใดที่ตนเองเล่นแล้วจะได้เปรียบ การ “แทง” ม้าตัวเดียวอย่างที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีต่ออำนาจของตนเอง การ “แทง” ม้าหลายตัวอาจจะทำให้กำไรไม่มากนัก แต่ความเสียงกับการหมดตัวก็ลดลง การรัฐประหารครั้งใหม่ หากเกิดขึ้น ก็จะเห็นการสลับขั้วเปลี่ยนข้างอย่างน่าสนใจทีเดียว

ภายใต้เงื่อนไขของความขัดแย้งระหว่างประชาชน การเกิดรัฐประหารก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ก็จะทำให้สังคมไทยปั่นป่วนไปหลายปีทีเดียว

สุดท้ายนี้ หวังว่าสังคมไทยจะสามารถแสวงหาทางออกได้ดีกว่าการรัฐประหารครับ

กรุงเทพธุรกิจ, 4 กุมภาพันธ์ 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: