Home > News and politics > คุยกับ “คำ ผกา” ตอน คนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก…?

คุยกับ “คำ ผกา” ตอน คนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก…?

คุยกับ “คำ ผกา” ตอน คนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก…?

“คำ ผกา”

ณ ร้าน “ก็องดิด” ห้องแถวริมถนนตะนาวเปิดขายหนังสือเครื่องดื่มพร้อม ตั้งอยู่ใกล้ๆสี่แยกคอกวัว หลังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ร้านเล็กๆที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือเนื้อหาหนักๆ เคล้าเครื่องดื่มเบาๆ เปิดร้านเชิญ “คำ ผกา” คอลัมนิสต์สาวชื่อดังที่ร้อนแรงและจัดจ้านที่สุดแห่งปี มาพูดคุยเรื่องเบาๆไปจนถึงเรื่องหนักๆ ที่ยินดีมาตอบทุกคำถาม วิจารณ์ได้ทุกเรื่อง แบบฉบับ “คำ ผกา” ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีคารมคมคายในงานเขียนและมีฝีปากที่เผ็ดร้อนไม่แพ้กัน เมื่อผสมกับลีลาท่าทางด้วยแล้ว ชวนให้น่าติดตาม ไม่ต่างจากตัวอักษรที่เธอทำให้ใครหลายๆคน ทั้งชอบ หลงรัก หมั่นไส้และเกลียดชังในคราวเดียวได้

แต่สิ่งที่เธอถ่ายทอด คือ ความรู้สึกนึกคิดที่ผู้หญิงคนหนึ่งสะท้อนออกมาในยุคสลัดผ้าซิ่นทิ้ง แล้วมาสวมกางเกงกระโปรงใส่ส้นสูง จึงไม่มีอะไรต้องเหนียมอายดัดตัวเองให้เสียจริต คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น เห็นอย่างไรทำอย่างนั้น ไม่ว่าจะอ่านหรือจะฟัง “คำ ผกา” ก็คือ “คำ ผกา”

แฟนคลับเริ่มมาจับจองที่นั่งกันก่อนเวลาสนทนาจะเริ่มขึ้น ร้านหนังสือเล็กๆผู้คนล้นทะลัก จนแทบจะต้องต่อกล้องวงจรปิดออกไปนอกร้าน ขยับอยู่หลายรอบกว่าจะเขย่าคนให้มีพื้นที่ได้ฟังกันทุกคน สำรวจดูบรรดาแฟนคลับ “คำ ผกา” ไม่ใช่สาวน้อยที่มากรี๊ดดารา แต่มีคนหลากหลายกลุ่ม หนึ่งในนั้นมีกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีผมหงอกงอกให้เห็น ชวนกันมานั่งพับเพียบกับพื้นเพื่อฟัง “คำ ผกา” และปราศรัยกลุ่มย่อยกันระหว่างรอและในช่วงพักเบรกขายเครื่องดื่ม

“ชูใจ ห่วงใยมานี” แฟนคลับตัวยง ชวนนำคุย เริ่มต้นกับคำถามว่าด้วย ” ′แดงเหลือง′ ที่ทำหน้าที่ในสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพราะระยะหลังมีแกนนำใส่เสื้อแดงขึ้นเวทีเหลืองบ่อยครั้ง”

“คำ ผกา” ถามขึ้นทันทีว่า “เป็นแดงด้วยเหรอ ไม่ใช่แดงแต่เป็นเหลือง” แต่ทั้งหมดเราไม่มีสิทธิ์ไปพูดถึงยุทธศาสตร์ของใคร สิ่งที่จะบอกได้ คือ อุดมการณ์ของพันธมิตรฯกับคนเสื้อแดง ยืนอยู่บนอุดมการณ์คนละชุดอยู่แล้ว ไม่มีวันที่จะมาร่วมเป็นขบวนการเดียวกันได้ แม้ว่าเขาจะพยายามดึงเอาเรื่องชาติมาชู ต่อสู้เพราะความรักชาติ เพื่อคนไทยที่ถูกจับในเขมร

“การเคลื่อนไหวของพันธมิตร ไม่ได้ยืนอยู่บนฐานอุดมการณ์ทางการเมือง ที่เป็นของประชาชนจริงๆ ไม่เหมือนขบวนการของคนเสื้อแดง ที่มันเติบโตด้วยตัวของมันเอง แต่อันนี้เห็นชัดเจนว่าเป็นการจัดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “แดงเหลือง” ที่พยายามสื่อสารถึงพี่น้องคนเสื้อแดง ใส่เสื้อสีแดงขึ้นเวทีแล้วบอกว่า เราลุกขึ้นมาปกป้องชาติบ้านเมือง ยังไงก็ปลุกไม่ขึ้น เพราะความหมายของของคำว่า ชาติของคนเสื้อแดง กับความหมายของคำว่า ชาติของพันธมิตรเป็นชาติคนละชุดอยู่แล้ว” คำ ผกา อธิบาย

เมื่อถามต่อว่าแล้วความแตกต่างที่คิดว่าเราเป็นแบบเขาไม่ได้เพราะอะไร

“คำ ผกา” อธิบายเพิ่มเติมว่า ความคิดเรื่อง “ชาตินิยม” เป็นปัญหามาก เรายังไม่รู้เลยว่าชาตินิยมแปลว่าอะไร เพราะสิ่งที่พันธมิตรปลุกขึ้นมาไม่ใช่ขบวนการชาตินิยม อาจจะเรียกว่าเป็นปลุกความรู้สึกขึ้นมาให้รักชาติบ้านเมือง ซึ่งเรื่องนี้ตกยุคไปแล้ว ขบวนการชาตินิยมในหลายๆที่ โดยมาก เป็นขบวนการของประชาชน ส่วนตัวมองว่าขบวนการเสื้อแดงต่างหากที่เป็นขบวนการ “ชาตินิยม”

“อย่าลืมว่าการช่วงชิงความหมายของ คำว่า ชาติ ในประวัติศาสตร์ไทย มันชิงความหมายกันมาหลายยก แต่ตอนนี้การเคลื่อนไหวขบวนการชาตินิยม ของคนไทยขณะนี้ ขบวนการของคนเสื้อแดงกำลังทำตรงนั้นเพื่อช่วงชิงเอาความหมายของ คำว่า “ชาติ” มาเท่ากับ “ประชาชน” เรากลับไปในสมัยรัชกาลที่ 6 ตอนที่ ชาติ ยังยึดโยงกับ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ แล้วชาติมาเปลี่ยนความหมายเป็นประชาชน หลังปี พ.ศ. 2475 เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้วในปี พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา คำว่า “ชาติ “ก็กลับไปมีความหมายแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง

การต่อสู้ของคนเสื้อแดงเพื่อให้ชาติเท่ากับประชาชน นี่คือ การเปลี่ยนจิตนาการความหมายของ คำว่า ชาติที่สำคัญที่สุด แต่ขบวนการชาตินิยมนี้จะนำไปสู่อะไรไม่มีใครทราบได้ อาจจะนำมาซึ่งสิ่งที่ล้าหลังที่สุด สมมุติว่า ถ้าขบวนการต่อสู้ของเสื้อแดงชนะ นำมาซึ่งความรักชาติบ้านเมืองแบบล้าหลัง อีกแบบหนึ่งก็ได้ ไม่มีใครตอบได้ ”

@ ถ้ามีเพื่อนที่เป็นเสื้อสีต่างจากเราแต่เขาเป็นคนน่ารักนิสัยดีจะทำอย่างไร

“คำ ผกา” ให้คำแนะนำว่า เป็นเพื่อนกันได้ เพราะเห็นไม่ตรงกันได้ คนหนึ่งเห็นว่า “ชาติ” มีความหมายตามความคิดกระแสหลักในสังคม อีกคนเห็นว่า “ชาติ” คือ ประชาชน ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทุกคนมีสิทธิคิด มีสิทธิเชื่อแบบนั้น หากออกมาต่อต้านว่าทำไมเสื้อแดงต้องออกมาปิดถนนก็ต้องเถียงออกไปเลย

@ แล้วอธิบายกับเพื่อนอย่างไร

“คำ ผกา” บอกว่า มันง่ายมาก เพราะเขามาเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อไม่ได้แล้วมีคนตายเกือบร้อยคน จะให้ทำอย่างไร คนอยู่เฉยๆคงเสียสติ เหมือนที่ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เจ้าของสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัม บอกว่า กระบวนการฟ้องร้องจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ศาล แต่สิ่งสำคัญ คือ เมื่อมีหลักฐานที่เปิดเผยออกมาเป็นระบบขนาดนี้ คนไทยยังยืนอยู่แล้วทนเห็นอภิสิทธิ์(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) เป็นนายกฯได้อย่างไร นี่คือ สิ่งที่คนไทยควรกลับมาถามตัวเองว่า เรานั่งอยู่ได้อย่างไร ไม่ใช่เรื่องว่าจะฟ้องศาลได้หรือไม่ได้ ศาลจะตัดสินออกมาอย่างไร เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม แต่ในเมื่อหลักฐานถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ทุกคนนั่งอยู่ตรงนี้ แล้วมาตั้งคำถามว่านายอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษจริงหรือไม่ใช่คำถามที่สำคัญ แต่คำถามที่ว่า ความเป็นมนุษย์ของพวกคุณอยู่ที่ไหนต่างหาก เป็นสิ่งที่ไม่เข้าใจว่าคนไทยยังเป็นคนกันอยู่หรือเปล่า ทำไมเราต้องไปนั่งถามกันอีกว่า ตกลงฟ้องอภิสิทธิ์ได้หรือไม่

“ถ้าเปิดหู เปิดตา เปิดสมอง อีกนิดจะต้องรู้ แต่ที่ไม่รู้เพราะว่าไม่ยอมเปิดไม่ยอมรับรู้ สมองพิการไปแล้ว เมื่อนั่งดูโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเหมือนสมัยที่มีโฆษณา ยาแก้ปวด โฆษณาว่า ปวดหาย ปวดหาย กินแล้วหายปวดหัว เป็นการโฆษณาอะไรที่ไม่แนบเนียนเลย เป็นกลยุทธ์ที่ไม่แนบเนียนที่สุด โฉ่งฉ่างที่สุด ไร้รสนิยมที่สุด มันควรไม่มีใครเชื่อ ต้องมาตั้งคำถามกัน ว่า คนที่เชื่อเกิดอะไรขึ้น

หน้าที่ของเรา คือ เขียนต่อไป พูดต่อไป ปล่อยให้สลิ่มแก่ตายไป เนื่องจากยากเกินจะเยียวยา เพราะเจอยากล่อมประสาทที่ไม่สามารถกลับมาเป็นผู้เป็นคนหรือคิดได้อีกต่อไปแล้ว ก็ให้คนพวกนั้นตายไปในอีก 2-3 รุ่นข้างหน้า แล้วเราก็สื่อสารกับคนรุ่นใหม่เรื่อยๆ”

@ สิ่งที่นำเสนอในบทความนอกจากความรู้สึกความคิดของตัวเองมีการอ้างอิงจากงานวิชาการความรู้จากที่อื่นบ้างหรือไม่

“คำ ผกา” ชี้แจงในประเด็นความรู้ว่า จริงๆแล้ว สิ่งที่เขียนออกมาทุกวันนี้ แทบไม่ต้องใช้ความรู้อะไรเลย เพราะปัญหาการเมืองไทยเป็นปัญหาประชาธิปไตยชั้นประถมศึกษา เคยเขียนว่าทำไม การเลือกตั้งอยู่ไม่ได้ พรรคการเมืองอยู่ไม่ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่คำถาม หรือ ปัญหาความขัดแย้งของสังคมที่ต้องใช้ทฤษฎีหรือความรู้อะไรมากมาย มันกลับมาศตวรรษที่ 18 ใช้แค่การเชื่อในระบอบเสรีนิยมแล้วจะทำอะไร ทำไมนั่งมองคนโยนระบบเลือกตั้งทิ้ง นั่งมองคนทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ บอกนักการเมืองเลวหมด แล้วต้องการการปกครองแบบไหนกัน

@ กรณีการประท้วงจนเกิดความรุนแรงในประเทศอียิปต์ฉายภาพว่า หลายคนไม่เคยสนใจเรื่องในประเทศ แต่ไปให้ความสำคัญติดตามข่าวประณามการใช้ความรุนแรงของประเทศอื่น มองเรื่องนี้อย่างไร

“คำ ผกา กล่าวพร้อมยิ้ม (ปากกว้าง) ว่า เราเชื่อว่าประเทศเราเป็นหนึ่งเดียวมีความพิเศษไม่เหมือนใครในโลกนี้ มีสถาบันที่จะทำให้ประเทศเราเรืองรองผ่องอำไพ จึงไม่คิดจะเอาประเทศเราไปเปรียบเทียบกับประเทศไหน เราสู้เพื่อ อองซาน ซูจี สู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า แต่ของไทยเราไม่เป็นไรสบายดี สลิ่มยังเชื่อว่า ประเทศไทยสบายดี เพราะตราบใดที่ยังมีหลักยึดสำคัญดำรงอยู่ประเทศไทยก็จะสบายดีไปเรื่อยๆ

@ แล้วคนไทยไม่เหมือนชาติอื่นจริงหรือไม่ เพราะอะไร

“ไม่จริง คือ การที่คนไทยเชื่อว่าประเทศตัวเองไม่เหมือนคนอื่น นี่คือ สิ่งที่คนไทยไม่เหมือนชาติอื่นในโลก ซึ่งอุดมการณ์ที่บอกว่าไทยไม่เหมือนใคร เป็นผลผลิตของชนชั้นนำ หลัง พ.ศ. 2500 ไปหยิบความคิดของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นำมาจับยำเป็นแกงโฮ๊ะ ทำให้เละกว่าเดิม แล้วยังมาผลิตเป็นองค์ความรู้ว่า เป็นข้อเด่นของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ประสานผลประโยชน์ ประนีประนอม และไม่เหมือนใคร มีรอยยิ้ม โอบอ้อมอารี มีผู้นำที่ดี มีความรู้รักสามัคคี เราอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องมีระบบการปกครอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร เป็นผลผลิตไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี่เอง เพราะมันอยู่ในระบบการศึกษา และพิธีกรรมหลายๆอย่างในชีวิตประจำวัน ซึ่งรัฐผลิตและมีเครื่องมีเป็นประชาชนที่จะทำให้อุดมการณ์ชุดนี้ทำงานอยู่และมีความหมายสื่อความหมายได้ จนกลายเป็นความจริงแล้วพูดต่อซ้ำไปซ้ำมา”

@ ชนชั้นนำพยายามจะบอกว่าประเทศไทยยังไม่เหมาะกับประชาธิปไตย แล้วกลุ่มคนที่จะเคลื่อนไหวจะต้องทำไปในทิศทางใดบ้างเพื่อสื่อสารให้คนอื่นรู้ว่าประเทศเราเหมาะกับประชาธิปไตย

“คำ ผกา” กล่าวว่า เราไม่จำเป็นต้องไปบอกว่าเราเหมาะหรือไม่เหมาะ หรือบอกใครว่าเราพร้อมแล้วกับระบอบประชาธิปไตย เพราะว่ามันไม่มีแบบทดสอบว่า พร้อมหรือไม่พร้อม แต่โดยหลักการปกครองในโลกสมัยใหม่เราต้องการการปกครองในระบอบที่ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน มันง่ายมากไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดี ไม่ว่ามันจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ จะต้องให้ขบวนการนี้ทำงานไปพร้อมกับประชาชน ไม่จำเป็นต้องไปบอกใคร แต่ต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนัก เรื่องง่ายๆที่ทุกคนควรจะมี

“ในภาวะที่เราเห็นการใช้อำนาจแบบนี้ แล้วสังคมไทยก็เห็นการอุ้มคนไปฆ่า ระบบ 2 มาตรฐาน เราจะพึ่งกระบวนการยุติธรรมได้มากแค่ไหน กระบวนการแบบนี้เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกกลัว แต่เราจะทนนั่งดูสิ่งนี้เกิดขึ้นโดยไม่พูดอะไรเลยหรือ สิ่งที่ควรจะเป็น คือ ทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกันหมด แล้วในสถาบันการเมืองไม่ว่าจะเป็น สถาบันศาสนา สถาบันการเมือง สถาบันของสงฆ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นหนึ่งในสถาบันทางสังคม ที่ควรจะได้รับการพูดถึงวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบได้ ว่ามีบทบาทอะไรอยู่ในฐานะอะไร แล้วมาดูว่าสถาบันต่างๆที่มีอยู่ในสังคม มีความสัมพันธ์กันอย่างไร สถาบันทางการเมืองสถาบันทางสังคมควรจะมีความสัมพันธ์ทางอำนาจกันอย่างไร มีกลไกอะไรในการตรวจสอบได้บ้าง”

คำ ผกา กล่าวทิ้งท้ายในประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสังคมไว้ว่า เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา ไม่ใช่พูดแล้วคนจะเปลี่ยนทุกอย่าง ต้องเปลี่ยนด้วยระบบเศรษฐกิจ ผังเมืองเปลี่ยน สถาปัตยกรรมเปลี่ยน ศิลปะเปลี่ยน การทำงานของศิลปินเปลี่ยน วิถีชีวิตคนเปลี่ยน คนมีกิจกรรมในที่สาธารณะในอีกแบบหนึ่ง มันเกี่ยวพันกับการจัดการพื้นที่ในสังคม ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกของคนได้เอง ไม่ใช่ว่าเราไปฟังคนนั้นคนนี้แล้วมันจะเปลี่ยนได้ นี่คือ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอ เป็นสิ่งที่คนปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แล้วอยู่ที่ว่าปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง

ในตอนต่อไปติดตามเรื่องอิทธิพลทางความคิดของคอลัมนิสต์สาวผู้นี้ ว่าอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจให้สตรีผู้นี้กล้าลุกขึ้นมาเผชิญกับความจริงบางอย่างของสังคมที่ถูกซุกซ่อนไว้ในซอกในหลืบของสังคมที่เธอค่อยๆแงะ เขย่า ตีแผ่ ให้สังคมได้มองเห็นเสรีภาพ ทำในสิ่งที่ท้าทายซึ่งไม่ยากเพียงแค่กล้าเผชิญความจริง แม้จะมีความกลัวอยู่บ้าง แต่ความหวังที่จะทำสิ่งที่จะช่วยให้ความคิด ความเชื่อ ของคนไทยที่ว่า “เปลี่ยนยาก” แต่มันเปลี่ยนได้ เพียงแค่ “เปิดหูเปิดตารับฟัง”และ “มองคนเป็นคน” เท่านั้นเอง

มติชน, 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: