Home > News and politics > เจาะใจ “คำ ผกา” หน้ากระดาษสู่หน้าจอ

เจาะใจ “คำ ผกา” หน้ากระดาษสู่หน้าจอ

เจาะใจ “คำ ผกา” หน้ากระดาษสู่หน้าจอ

โดย วิภาวี จุฬามณี

ไม่ว่าจะด้วยรัก หรือชัง ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง

ไม่ว่าจะในฐานะนักเขียน คอลัมนิสต์ นักวิจารณ์ ผลงานของเธอล้วนจัดจ้าน ร้อนแรง สะกิดให้หลายคนต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่

“ลักขณา ปันวิชัย” หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในนาม “คำ ผกา” เกิดและเติบโตที่บ้านสันคะยอม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ จบปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทำงานเป็นครูสังคมศาสตร์อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทและเอก ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น แต่แทนที่จะได้ใบปริญญา กลับได้ผลงาน “จดหมายจากเกียวโต” เป็นคอลัมน์แรกที่ตีพิมพ์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ในนามปากกา “ฮิมิโตะ ณ เกียวโต” ตามด้วย “กระทู้ดอกทอง” ผลงานที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้จัก “คำ ผกา”

นอกจากนี้ ยังเคยเปลื้องผ้าถ่ายแบบให้กับนิตยสารจีเอ็ม เพื่อพิสูจน์ความคิดที่ว่า การแก้ผ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิง

ทุกวันนี้ “คำ ผกา” กลายเป็นคอลัมนิสต์ขายดี มีผลงานอยู่ในนิตยสารหลากหลายฉบับ โดยเฉพาะคอลัมน์วิพากษ์วิจารณ์ สังคม การเมือง แบบแสบๆ คันๆ ในมติชนสุดสัปดาห์ ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นคอลัมนิสต์ที่มีคนเขียนจดหมาย (ทั้งชมทั้งด่า) มากที่สุด

ล่าสุดเธอรับหน้าที่เป็นพิธีกรรายการ “คุยเล่นเห็นต่าง” ชวนคนดู วิพากษ์วิจารณ์ปรากฏการณ์ในสังคมอย่างที่เธอถนัด ออกอากาศเทปแรกทาง “วอยซ์ ทีวี” ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ก.พ. 2554

ความรู้สึกต่อประสบการณ์ครั้งใหม่ จริงหรือไม่ที่ใครๆ บอกว่าเธอ “แรง” แล้วจะเป็นอย่างไร ถ้านักวิจารณ์อย่างเธอ กลายเป็นคนถูกวิจารณ์เสียเอง

นี่คือคำตอบของผู้หญิงที่ชื่อ “คำ ผกา”

– เสียงตอบรับหลังจากรายการ “คิดเล่นเห็นต่าง” ออกอากาศไปเทปแรก

ในเฟซบุ๊กคนที่รู้จักกันจะช่วยแชร์ๆ ความคิดกัน มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย พี่ก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการที่พี่ออกมาจัดรายการแบบนี้ เราไม่ได้ต้องการเป็นศาสดา พูดทุกอย่างแล้วถูกต้องหมด ก็แค่อยากจะยั่วให้คนเอาประเด็นที่เรานำเสนอไปคิดต่อเท่านั้นเอง ก็เหมือนกันกับงานเขียน

– งานพิธีกรมีอิสระเท่ากับงานเขียนหรือเปล่า

ที่นี่ก็เต็มที่เหมือนกัน ไม่มีข้อจำกัดใดๆ เลย สามารถพูดได้ทุกอย่าง พูดได้ทุกเรื่อง เพียงแต่ว่าวิธีการสื่อสารต่างกัน เพราะอันนี้เราเหมือนคุยกันกับคนดู แต่ในงานเขียนเหมือนเราอยู่คนเดียวมากกว่า

– ทำไมถึงรับงานพิธีกร ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้บอกว่าไม่ดูทีวีด้วยซ้ำไป

ก็เชื่ออย่างนั้นมาตลอด แล้ววอยซ์ทีวีก็ติดต่อพี่มา 3 ปี พยายามคุยๆๆ เราก็ปฏิเสธมาตลอด แต่พอได้เข้ามาคุยในออฟฟิศ เรารู้สึกประทับใจกับพี่ที่เป็น บ.ก. แล้วก็เจอสตูดิโอที่นี่ รู้สึกว่าทุกคนทำงานเป็นมืออาชีพมากๆ และเป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีวิธีการทำงานแบบใหม่ๆ มีความกระตือรือร้นที่จะนำเสนอเนื้อหาใหม่ๆ

ได้คุยกับทีมงานแล้วเรารู้สึกว่าอยากจะทำงานด้วย เพราะเขาไม่ได้อยู่ในไวยากรณ์ของการทำโทรทัศน์แบบเดิมๆ อีกต่อไป อย่างเคยไปออกรายการทีวีแล้วพี่ใส่เสื้อแขนกุด เขาก็ไม่ให้ออก พูดอ้อมไปอ้อมมาว่า เอ่อ …มีเสื้อคลุมน่ารักๆ มั้ยค่ะ ก็รู้สึกว่า ถ้าทำรายการทีวีแบบนี้พี่ก็ไม่อยากทำ แต่ที่วอยซ์ทีวีให้เสรีภาพที่จะนำเสนอเนื้อหาในแบบที่เรายังเป็นตัวของตัวเอง เป็นความท้าทายอีกอันหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าอยากจะลองดู

– เริ่มสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับสังคม การเมือง ตั้งแต่เมื่อไหร่

รู้สึกว่าใครๆ ก็ต้องสนใจเรื่องสังคม เพราะว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม อย่างน้อยคนก็อยากรู้ว่าทำไมไข่ถึงแพง ทำไมน้ำมันถึงขาดตลาด นี่ก็เป็นเรื่องสังคมแล้ว มันอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนแล้ว อย่างตอน นี้ไทยรบกับเขมร มันจะมีผลกระทบกับเราอย่างไร หรืออย่างน้อยเราจะ รู้สึกว่า ไปรบกันแล้วใครได้อะไร ประชาชนที่อยู่ชายแดนได้รับความเดือดร้อน แล้วเราจะรบกันเพื่ออะไร ก็เป็นคำถามง่ายๆ

– ทราบว่าแรงบันดาลใจหนึ่งคือเรื่องสั้น “จนตรอก” ของชาติ กอบจิตติ

มีคนถามว่ามีหนังสืออะไรเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่ทำให้เด็กที่เคยอ่านการ์ตูนมหาสนุก การ์ตูนขายหัวเราะอยู่ดีๆ มาสนใจเรื่องชนชั้น เรื่องความยากจน เรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เราก็บอกว่า มีหนังสือจนตรอก ของคุณชาติ กอบจิตติ ซึ่งมันก็อยู่ในเทรนด์ของวรรณกรรมเพื่อชีวิตในสมัยนั้น ที่พูดถึงครอบครัว คนจนมาก อยู่ในสลัม พ่อตกงาน เมาเหล้า ไม่รู้จะกินอะไร มันเผชิญกับความ ลำบากมากของชีวิต

เราอ่านในวัยๆ หนึ่ง ก็ทำให้เราตั้งคำถามว่า เฮ่ย…เป็นคนเหมือนกัน ทำไมครอบครัวนี้มีตังค์ ครอบครัวนี้จน มันเกิดอะไรขึ้น เริ่มตั้งคำถามว่า การที่คนหนึ่งจน คนหนึ่งรวย มันเกิดขึ้นจากอะไร เกิดจากกรรมเก่า เกิดจากความขี้เกียจรึเปล่า เกิดจากการขาดโอกาสในสังคมรึเปล่า หรือโครงสร้างในสังคมที่มีอยู่มันไม่เป็นธรรม

– การไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น ทำให้นิสัย-ความคิดเปลี่ยนไปจากเดิมไหม

ก็เป็นไปได้ มันทำให้เราหันกลับมามองตัวเองด้วยสายตาที่วิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น หลงตัวเองน้อยลง เหมือนคนได้ออกไปนอกกะลา แต่มันก็ไม่แน่ บางคนเมื่อไปอยู่ไกลบ้านจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ความเป็นชาตินิยม อันเกิดจากการอยู่ห่างจากชาติ บ้านเมือง เช่น คนไทยในต่างชาติจำนวนมากจะต้องไปวัดไทย ต้องเอาลูกไปเรียนรำไทย เอาลูกไปสวดมนต์ให้ได้ ก็จะยิ่งรู้สึกว่า ยิ่งอยู่ไกลบ้านเท่าไหร่ยิ่งรักบ้านมากขึ้นเท่านั้น และพยายามจะปกป้องว่าเมืองไทยไม่ได้เป็นอย่างที่คนข้างนอกเขาว่ากันนะ บ้านเรามีอะไรดีบ้าง ทำตัวเป็นทูตสันถวไมตรีตลอดเวลา

แต่สำหรับตัวเอง การได้ไปอยู่ไกลบ้าน ทำให้เราหันกลับมามองตัวเราเองด้วยสายตาของคนข้างนอก ปกติเราก็หลงตัวเองไง เรารู้สึกว่าบ้านเราก็ดีนะ ของกินก็อร่อย วัดก็สวย ซึ่งจริงๆ แล้วบ้านเมืองอื่นเขาก็สวยเหมือนกันนะ พี่ยังนึกอยู่เลยว่า เรามีปมด้อยอะไรหรือเปล่า ทำไมต้องชมตัวเองตลอดเวลา คนที่อยากให้คนอื่นมาชม มันเหมือนคนมีปมด้อยใช่ไหมคะ (หัวเราะ)

ก็เลยรู้สึกว่าคนไทยต้องมีปมด้อย หรือที่เรียกว่า “Identity crisis” คือลึกๆ แล้วน้อยเนื้อต่ำใจอะไรก็ไม่รู้ พอเด็กไทยได้เหรียญทองโอลิมปิกก็ดีใจจะเป็นจะตาย ทำไมเราต้องดีใจขนาดนั้นด้วยเหรอ ทำไมเรามีความกระหาย ใคร่อยากได้การยอมรับจากโลกมากถึงขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วเราต้องภูมิใจในความเป็นตัวเอง ทำไมเราต้องภูมิใจในความเป็นตัวเอง มันตลกอ่ะ

– ที่ผ่านมาเคยวิจารณ์คนที่สังคมนับถือ อย่างพระไพศาล วิสาโล น.พ.ประเวศ วะสี หรือ ว.วชิรเมธี

แล้วยังไงล่ะ คำถามคือ แล้วทำไมเราจะวิจารณ์ไม่ได้ ในเมื่อเราเห็นว่าคำพูดนี้ผิดปกติ คำพูดนี้ไม่ชอบมาพากล ไม่ได้แปลว่าดีหรือเลว แต่ว่าจาก วิธีมองโลกแบบของเรา เรารู้สึกว่าพูดแบบนี้มันไม่ถูก หรืออย่างน้อยๆ มันมีประเด็นที่ต้องได้รับการตั้งคำถาม พี่ก็แค่ตั้งคำถาม คนไม่ใช่เทวดาจะได้มีวาจาสิทธิ์ พูดอะไรก็ถูกไปหมด

ก็เลยไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยรู้สึกว่า พอคนนี้เป็นบุคคลที่น่านับถือแล้วต้องเอาไว้บนหิ้ง เอาไว้บนหิ้งก็กลายเป็นเทพเจ้า เป็นสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ กลายเป็นว่าพูดอะไรมาสังคมก็พร้อมที่จะเชื่อ มันก็เป็นเรื่องที่พี่รู้สึกว่าผิดปกติอีกนั่นแหละว่า เฮ่ย…ไม่ใช่สิ ทุกคนในโลกนี้มีความเท่ากัน มีสิทธิที่จะได้รับคำชมคำด่า มีสิทธิที่จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเท่าเทียมกัน

– เคยบอกว่า จริงๆ แล้วอยากจะค้านกับท่านพุทธทาส ด้วยซ้ำ

ก็ทำไมล่ะคะ ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย แต่มันมีอิทธิพลความคิดของท่านพุทธทาสที่มีต่อปัญญาชนไทย หรืออาจจะหลายอันก็ได้ และก็มีคนวิจารณ์งานของท่านพุทธทาสเยอะแยะ เพียงแต่ว่าไม่ค่อยมีใครพูดถึง ไม่มีคนอ่าน แล้วสังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบมีเทวดา ชอบมีรูปเคารพ ท่านพุทธทาสก็เป็นมนุษย์ เป็นคนธรรมดาที่ไปบวช และนำเสนอ แนวคิดอันหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งใหม่ในสังคม ณ ขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ท่านค้นพบ หรือแนวคำสอนความคิดของท่าน จะต้องเป็นจริง เป็นอมตะนิรันดร์กาล

เมื่อเวลาผ่านไป คำสอนนั้นมันจะตีความอย่างไร มันถูกนำไปใช้แบบไหน มันก็เป็นสิ่งที่เราควรจะกลับมาตั้งคำถามใช่ไหมค่ะ แล้วพี่ก็แปลกใจว่า ทำไมแค่บอกว่าจะวิจารณ์พุทธทาส ทำไมเป็นเรื่องใหญ่ ท่านพุทธทาสไม่ใช่คนเหรอ ท่านก็เป็นคนอ่ะ เป็นพระรูปหนึ่ง พี่ว่าคนไทยผิดปกติอ่ะ

– รู้สึกอย่างไรกับคำวิจารณ์

ก็รู้สึกว่า การต้องถูกวิจารณ์จากคนอ่าน เป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะฉะนั้นจึงไม่เคยจะไปชั่งน้ำหนักว่า คำวิจารณ์ชิ้นไหนแรง ชิ้นไหนเบา ไม่เคยเก็บเอามาคิด เพราะรู้สึกว่า ก็นี่ไง สังคมที่เราปรารถนาจะเห็น คือสังคมที่คนถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ และนำเสนอข้อถกเถียงของตัวเองมาในที่สาธารณะ มันไม่มีสิ่งที่ถูกที่สุด ไม่มีสิ่งที่ผิดที่สุด ในโลกนี้มันไม่มีสิ่งที่เป็นสัจธรรมอ่ะ การอยู่ของคน ของสังคม เคลื่อนไหวตลอดเวลา มนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีความคิดใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา มันต้องมีพลวัตทางความคิด มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสัจธรรม

เมื่อไรที่คุณคิดว่า คนๆ นี้ประกาศสัจจะเนี่ย อันตราย ถ้าคนคิดว่าพระไพศาลเป็นคนดี ทุกสิ่งที่พระไพศาลพูดเป็นสัจจะ อันนี้อันตราย ถ้าคิดว่าท่านพุทธทาสเป็นคนดี ทุกสิ่งที่ท่านพุทธทาสพูดเป็นสัจจะ อันนี้สิคะ ที่เป็นอันตรายต่อสังคม แล้วก็จะต้องกลัวมาก ถ้าสักวันนึงมีคนคิดว่า คำพูดเราเป็นสัจจะ นี่เป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด ในโลกนี้ไม่มีใครประกาศสัจจะ ไม่มีใครเป็นศาสดา ทุกคนเพียงแต่นำเสนอข้อถกเถียงของตัวเองออกมา แล้วสังคมก็ใช้วิจารณญาณ คนก็คิดเอาเองว่า อะไรเหมาะ ไม่เหมาะกับตัวเอง ตัวเองเลือกจะเชื่ออะไร มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล

– ประกาศตัวเองชัดเจนว่าเป็นคนเสื้อแดง

ใช่ ประกาศมานานแล้ว แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนต้องตื่นเต้น ทุกคนควรจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกตินะ คิดว่าคนที่ไม่เป็นแดงเนี่ยผิดปกติ (หัวเราะ) แล้วคุณเป็นอะไรอ่ะ คุณจะไปเอาเขาพระวิหารคืนเหรอถ้าคุณไม่เป็นสีแดง คุณจะเอารัฐบาลเผด็จการเหรอ คุณจะเอารัฐประหารเหรอ ต้องไปอ่านบทความของ สลาวอย ชีเชค ที่มติชนออนไลน์ เอาเวอร์ชั่นแปลเป็นภาษาไทยมาลงว่า ทำไมถึงกลัวการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงในโลกอาหรับ ทั้งๆ ที่โลกเสรีนิยมต้องการประชาธิปไตย

แล้วทำไมการที่คนๆ หนึ่งประกาศว่า ยืนอยู่เคียงข้างประชาธิปไตย ยืนอยู่เคียงข้างแนวคิดเสรีนิยม จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องมาตั้งคำถามเราว่า ทำไมเป็นแดง คุณคนถามนั่นแหละ กลับไปถามตัวเองว่า ทำไมไม่เป็น สีแดง และทำไมต้องตกใจ ว่า มีคนประกาศว่าเป็นสีแดง เพราะพี่แค่ ซิมเพิลมาก เรายืนอยู่เคียงข้างเสรีนิยมประชาธิปไตย ง่ายมากเลย ไม่อย่างนั้นคุณต้องกลับไปถามว่าทำไมอเมริกาเป็นเสรีนิยม ทำไมอเมริกาเป็นประชาธิปไตย

– ไม่กลัวจะถูกต่อต้านเหรอ

กลัวอะไร กลัวไม่มีจะกินเหรอ กลัวคนไม่จ้างเหรอ ก็ไม่เข้าใจว่า กลัวอะไร กลัวเพื่อนไม่รัก แล้วทำไมล่ะ ชีวิตนี้ไม่มีเพื่อนอยู่ไม่ได้เหรอ ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนมันอ่อนแอขนาดนั้นเลยเหรอ คนมันไม่กล้าที่จะพูดออกมาดังๆ ว่าตัวเองเชื่ออะไร ตัวเองคิดอะไร แล้วทำไมสังคมนี้ถึงสร้างมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวออกมามากถึงขนาดนี้ ไม่ใช่คำถามที่ต้องถามเราอ่ะ เป็นคำถามที่ต้องย้อนกลับไปถามตัวเอง ย้อนกลับไปถามสังคมไทยทั้งหมด

– มองกันว่า คนที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้า ไม่ใช่ปัญญาชนอย่างในอดีต

Who count! ใครไปนับว่าเป็นรากหญ้ากี่คน ชนชั้นกลางกี่คน ทุกคนพูดกันโดยทึกทักเอาเอง ยังไม่มีงานวิจัยออกมา ยังไม่มีการนับออกมาว่ามีกี่หัว รายได้เฉลี่ยเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็คิดกันเอาเองว่าเป็นชาวบ้าน แล้วพี่ก็ตอบไม่ได้ว่าเป็นชาวบ้านหรือเปล่า คุณต้องลงไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้ววันหนึ่งก็คงจะต้องมีการทำวิจัยว่า สรุปแล้วคนกลุ่มนี้เป็นใครกันแน่ พี่ไม่ชอบเลย เบื่อมากการที่ใครจะมาตั้งคำถามบนสมมติฐานว่า นี่เป็นชาวบ้าน นี่เป็นชนชั้นกลาง ถามว่าคุณเอาความเป็นชาวบ้านมาจากไหน เอาความเป็นชนชั้นกลางมาจากไหน คุณไปนับหัวเขาเหรอ คุณไปถามรายได้เขาเหรอ สุดท้ายแล้วเขามาจากจังหวัดไหนบ้าง เขามีอาชีพอะไร ก็สักแต่ว่าพูดกันไป ไม่ได้มีข้อมูลอะไรรองรับเลย

– ส่วนหนึ่งที่ทำให้คำ ผกา เป็นที่พูดถึง คือเป็นผู้หญิงที่พูดเรื่องเซ็กซ์อย่างเปิดเผย

แล้วทำไมเราจะไม่เปิดเผย ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงไม่เปิดเผย (หัวเราะ) ถ้าคนอื่นไม่เข้าใจพี่ พี่ก็ไม่เข้าใจคนอื่นเหมือนกัน เพราะพี่มองว่าเรื่องเซ็กซ์มันเหมือนเรากินข้าว เพียงแต่ว่าการพูดเรื่องเซ็กซ์ในแต่ละสังคมมันถูกกำกับด้วยอะไร และเรายอมที่จะถูกกำกับด้วยข้อจำกัดของสังคมที่เราสังกัดอยู่หรือเปล่า แล้วถ้าเราไม่ยอมอยู่ในกำกับอันนั้น เราจะทำอะไรได้ ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา เราพร้อมที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นไหม พร้อมที่จะอธิบายการกระทำของเราต่อสังคมไหม ก็แค่นี้เอง

– ถ่ายนู้ดให้จีเอ็ม เพราะต้องการพิสูจน์ตรงนี้ด้วย

พี่ก็แค่อยากจะบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยที่ผู้หญิงแก้ผ้า พี่ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนไปกว่านี้เลย ก็แค่อยากจะบอกว่า ถ้าผู้หญิงแก้ผ้ามันไม่จำเป็นต้องบอกว่า แก้ผ้าหาเงิน แก้ผ้าใช้หนี้ให้แม่ แก้ผ้าเพราะว่าเป็นงานศิลปะ แก้ผ้าเพราะว่าอยากต่อสู้ให้พีต้า เพื่อสิทธิสัตว์ พี่แค่อยากจะบอกว่า การแก้ผ้าของผู้หญิงเป็นเรื่องที่ทำได้ ก็แค่นั้น

– แล้วที่ไปถ่ายให้ชุดชั้นใน TRY ARM

ก็ไม่มีอะไร เขาต้องการใครสักคนหนึ่งที่สังคมรู้จักมาโปรโมตผลิตภัณฑ์ของ TRY ARM แล้วบังเอิญว่าง แล้วก็พอจะจัดการให้เขาได้ ก็แค่ทำเพื่อเป็นแคมเปญรณรงค์ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เป็นเรื่องที่ทำได้ภายในครึ่งวันอ่ะ แล้วก็รู้สึกว่า ทำไมเราไม่ทำล่ะ ถ้ามันช่วยทำให้วาระการต่อสู้ของกรรมกรกลุ่มนี้มีพลังมากขึ้น พี่ก็ยินดีจะทำ

– โดนวิพากษ์วิจารณ์เหมือนตอนถ่ายให้จีเอ็มไหม

ก็มีบ้าง แต่ไม่สนใจอยู่แล้ว (หัวเราะ) มองว่า เรารู้ว่าเราทำอะไร แล้วพี่ก็ไม่ได้ซีเรียสว่านม ก้น จิ๋ม ของพี่มันเป็นเอ็กซ์คลูซีฟ ไม่ได้คิดว่า นมตัวเองมีค่าขนาดจะต้องปิดไม่ให้ใครเห็น หรือจิ๋มตัวเองเป็นมาสเตอร์พีซ ต้องปิดไม่ให้ใครเห็น บ้ารึเปล่า (หัวเราะ) มันก็แค่จิ๋ม ก็แค่นมอ่ะ ก็ทำไมล่ะ ไม่ได้รู้สึกว่า ร่างกายเรามันเอ็กซ์คลูซีฟขนาดนั้น มันก็ไม่ได้ต่างจากของผู้หญิงคนอื่น

– หนึ่งวันของ คำ ผกา ทำอะไรบ้าง

ก็ตื่นมาเหมือนคนทั่วไป อาบน้ำสระผม ทำอาหาร กินข้าว ทำงาน เขียน หนังสือ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย เจอเพื่อน กินเหล้ากินไวน์ สังสรรค์ ช็อปปิ้ง มีไปนวดหน้า ทำเลเซอร์ ดูแลผิวกระชับรูขุมขน ทำกิจกรรมเหมือนผู้หญิงทั่วประเทศไทยนี่แหละค่ะ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ทำเล็บ แว็กซ์ขนหน้าแข้ง ถ้าว่าง (หัวเราะ) โดยมากก็ทำงาน ส่งต้นฉบับให้ทันเดดไลน์

– ถ้ามีคนทาบทามให้ถ่ายนู้ดอีกจะถ่ายไหม

ถ่าย ถ้าได้เงินค่าตัวเป็นที่พอใจ จะถ่ายเพื่อเงินแล้วคราวนี้ (หัวเราะ)

– แล้วมีติดต่อมาอีกไหม

ไม่มีหรอกค่ะ สงสัยคราวนี้ต้องจ่ายเงินเพื่อที่จะได้ถ่าย (หัวเราะ)

(ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ฉบับประจำวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554)

มติชน, 18 กุมภาพันธ์ 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: