Home > Economics & Finance > การแทรกแซงกลไกตลาดของรัฐ, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

การแทรกแซงกลไกตลาดของรัฐ, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : การแทรกแซงกลไกตลาดของรัฐ

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ในช่วงหลังนี้จะมีข่าวการแทรกแซงกลไกตลาดของรัฐอยู่หลายเรื่อง เช่น การกำหนดราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร การกำหนดราคาน้ำมันปาล์มไม่ให้เกิน 67 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นการกดไม่ให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จะมีการกำหนดราคาให้สูงหรือให้เพิ่มขึ้นเช่นการประกันราคาข้าวและการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นต้น

การกำหนดนโยบายดังกล่าวมีความตั้งใจดี แต่มักจะประสบปัญหาเพราะเป็นการฝืนกลไกตลาดเสรี ซึ่งในแก่นแท้คือการเปิดเสรีให้ประชาชนทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกัน ดังนั้นธุรกรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นธุรกรรมที่ทำด้วยความสมัครใจและมีความเต็มใจ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์ที่เบี่ยงเบนจากจุดที่ต่างฝ่ายต่างทำด้วยความสมัครใจก็จะต้องยอมรับว่าธุรกรรมที่ทำขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นอย่างไม่เต็มใจ เช่น กรณีของน้ำมันปาล์มนั้นหากอ่านข้อมูลที่ปรากฏก็จะเห็นว่าปัญหาดั้งเดิมคือการขาดแคลนเมล็ดปาล์ม ซึ่งผลักดันให้ราคาวัตถุดิบปรับสูงขึ้นเกินกว่าราคาที่ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มจะสามารถสกัดออกมาและบรรจุขวดได้ในราคาที่ทางการกำหนดและต่อมาเมื่อมีการปรับราคาน้ำมันปาล์มและอนุญาตให้นำเข้าวัตถุดิบ (คือเมล็ดปาล์มหรือน้ำมันปาล์มดิบ) อย่างเพียงพอ ความขาดแคลนก็หมดไป ถามว่าในระหว่างที่น้ำมันปาล์มขาดแคลนอย่างหนักนั้นมีความพยายามหลีกเลี่ยงราคาคุม (คือการขายน้ำมันในขวด) โดยการขายในปี๊บหรือถุงหรือไม่ก็ต้องตอบว่าจะต้องมีบ้างถามว่าจะมีการกักตุนบ้างหรือไม่ ก็อาจมีบ้างแต่คงเพราะราคาที่รัฐบาลควบคุมอยู่ (ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำเกินไป) ทำให้ขาดแรงจูงใจในการผลิต ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็เพราะเชื่อว่าผู้ผลิต ผู้จัดส่ง ผู้ขายส่งและผู้ขายปลีกนั้นส่วนใหญ่ต่างเป็นนักธุรกิจที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความซื่อสัตย์และมีชื่อเสียงทั้งสิ้น กระทรวงพาณิชย์เองก็เข้าใจดีว่าภาคเอกชนไทยผลิตสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพมาโดยตลอด กล่าวคือเศรษฐกิจไทยนั้นโดยรวมแล้วก็ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนที่ส่วนใหญ่ทำธุรกิจโดยสุจริต ดังนั้นปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มนั้นจึงไม่น่าจะมีสาเหตุหลักจากการกระทำผิดของผู้ผลิตแต่อย่างใด

การประกันราคาข้าวนั้นก็ดูเสมือนว่าเป็นการทำประโยชน์ให้กับชาวนา แต่ก็ย่อมเป็นการตรึงราคาข้าวให้สูงเกินกว่ากลไกตลาด ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มทำให้สินค้าที่คนเมืองจำเป็นต้องบริโภคราคาแพงขึ้น ซึ่งขัดกับแนวคิดเกี่ยวกับน้ำมันปาล์มที่กระทรวงพาณิชย์พยายามกดราคาไม่ยอมให้ปรับขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนระบบประกันราคา เป็นการให้เปล่ากับเกษตรกร เช่นหากราคาประกันเท่ากับ 12,000 บาทต่อเกวียน แต่ราคาตลาดเท่ากับ 9,000 บาทรัฐบาลก็จะชดเชยส่วนต่างคือ 3,000 บาทให้ โดยให้ชาวนาแจ้งจำนวนข้าวที่ผลิตออกมาได้ ทำให้ราคาในตลาดไม่ต้องปรับขึ้น แต่ก็ยังเป็นกลไกที่มีจุดอ่อน 2 ประการหลักๆ คือ 1. จะมีแรงจูงใจให้แจ้งจำนวนการผลิตสูง (และอาจลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อมาขอรับเงินชดเชย) 2. ชาวนาจะมุ่งเน้นการกดดันรัฐบาลให้ปรับเพิ่มราคาประกันแทนที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพของข้าว จึงเป็นไปได้ว่าในระยะยาวประเทศไทยจะผลิตข้าวเป็นจำนวนมากแต่มีคุณภาพต่ำ ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของชาวนาในระยะยาว ทั้งนี้รัฐบาลก็ไม่ค่อยบอกว่ารายจ่ายที่ใช้ในการดำเนินการดังกล่าวนั้นมากน้อยเพียงใดและหลายคนคงจะเห็นร่วมกันว่าน่าจะสามารถนำงบประมาณไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่านี้

สำหรับการตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตรนั้นก็มาจากความตั้งใจที่ดีในการช่วยเหลือผู้ใช้น้ำมันดีเซล แต่ก็เป็นภาระต่อภาครัฐอย่างยิ่งดังที่เคยกล่าวมาแล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงคือหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลก็คงต้องยอมจำนนปล่อยให้ราคาดีเซลปรับขึ้น แต่อาจต้องปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว (เช่นต้องปรับขึ้น 10-15% ภายใน 2-3 สัปดาห์) ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนอันจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะสั้นอีกด้วย

สำหรับการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำนั้นรัฐบาลพูดชัดเจนว่าในเมื่อราคาสินค้าจะต้องปรับขึ้น (ดังที่กล่าวมาข้างต้น) รัฐบาลก็จะช่วย (หาเสียงกับ) ประชาชนโดยการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มให้อีก 25% ภายใน 2 ปี ข้างหน้า ซึ่งก็เป็นเจตนารมณ์ที่ดีแต่ก็จะเป็นการสร้างการคาดการณ์ (expectation) เงินเฟ้อให้ฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจโดยวัฏจักร คือการปรับเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ (เช่นน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ) ทำให้ราคาสินค้าต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นและต่อมาก็จะมีการเรียกร้องให้ปรับขึ้นเงินเดือนและค่าจ้าง ซึ่งหากประสบความสำเร็จก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอีก อันจะทำให้ราคาสินค้า (รวมทั้งราคาวัตถุดิบ) เพิ่มขึ้น กล่าวคือจะเป็นการเข้าสู่วังวนของการปรับขึ้นราคาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นที่เคยเกิดขึ้นแล้วในทศวรรษ 70 ที่เริ่มต้นจากการที่ประเทศต่างๆ กลัวว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันของโอเปกจะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำและเกิดปัญหาว่างงาน รัฐบาลจึงได้พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจขณะเดียวกันธนาคารกลางก็ผ่อนคลายทางการเงินยอมให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลประเทศต่างๆ พยายามควบคุมราคาสินค้าและร่วมมือกับสหภาพแรงงานในการให้ปรับขึ้นค่าจ้างอย่างเป็นระบบ แต่ในที่สุดก็ยิ่งทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจ จนในที่สุดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และธนาคารกลางต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อจนถึงจุดที่ธนาคารกลางสหรัฐต้องตัดสินใจ “หักดิบ” เงินเฟ้อโดยการปรับดอกเบี้ยนโยบายสูงถึง 20% ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงในปี 1980-1982

กล่าวโดยสรุปคือแนวคิดที่จะช่วยเหลือประชาชนโดยวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นนั้นได้เคยทำกันมาแล้วและล้มเหลวมาแล้ว จริงอยู่ในปัจจุบันอาจมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 70 ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ทศวรรษ 50 และ 60 ก็เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพทางราคาคือเงินเฟ้อต่ำและดอกเบี้ยต่ำเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีปัจจัยที่อาจทำให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วใน 2-3 ปีข้างหน้าคือ 1. การที่ธนาคารกลางสหรัฐกำหนดนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเกินไป (เรื่องนี้ผมจะอธิบายในครั้งต่อไป) 2. ปัญหาตะวันออกกลางซึ่งกระทบต่อการผลิตน้ำมันอย่างรุนแรงและ 3. การที่ประเทศในเอเชียโดยเฉพาะจีนซึ่งในอดีตเป็นประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและเป็นผู้กดเงินเฟ้อ ของโลกกำลังจะกลายมาเป็นผู้ส่งออกเงินเฟ้อของโลก หากเป็นเช่นนั้น ประเทศไทยซึ่งปัจจุบันมีเศรษฐกิจที่ “เปิด” มากกว่าเมื่อ 40 ปีที่แล้วอย่างมากก็จะต้องได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (เมื่อปี 1975 การส่งออกและนำเข้าของไทยนั้นประมาณ 40% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันเท่ากับ 130% ของจีดีพี) ดังนั้นหากเราสร้างเงินภายในและต้องเผชิญกับเงินเฟ้อที่ “นำเข้า” มาจากข้างนอกก็ส่งผลซ้ำเติมเศรษฐกิจอย่างมาก

การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนั้นมีผู้สนับสนุนมากมาย ซึ่งสาเหตุที่สนับสนุนนั้นมักจะมีสมมติฐานว่าหากรัฐบาลสั่งอย่างใดก็จะได้อย่างนั้น กล่าวคือหากสั่งให้ผู้ผลิตจ่ายเงินค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น พนักงานก็จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นตามที่สั่ง แต่เราจะเห็นได้จากกรณีของน้ำมันปาล์มว่าหากรัฐบาลสั่งในสิ่งที่ทำให้ผู้ผลิตขาดทุนเขาก็ต้องหยุดหรือลดการผลิต (เพราะหากเขาขาดทุนแล้วรัฐบาลก็ไม่ได้จ่ายเงินชดเชยให้) ในทำนองเดียวกันหากค่าแรงขั้นต่ำถูกปรับเพิ่มขึ้นตามกฎหมายก็อาจจะทำให้การจ้างงานลดลง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีทักษะน้อยที่สุดและผู้ที่ขาดประสบการณ์ (ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการมีงานทำมากที่สุด) หรืออาจมีความพยายามเลี่ยงกฎหมายและใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งหากมีการย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นหรือการลงทุนเพิ่มเครื่องจักรและลดการใช้แรงงาน กล่าวคือผมค่อนข้างแน่ใจว่าการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำนั้นหากไม่มีมาตรการเสริมคือการเพิ่มทักษะและผลิตภาพให้แรงงานไทยมี “คุณค่าทางเศรษฐกิจ” เพิ่มเพียงพอที่จะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงขึ้น แรงงานไทยก็จะต้องเผชิญกับความยากลำบากต่อไปครับ

กรุงเทพธุรกิจ, 07 มีนาคม 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: