Home > Economics & Finance > กลัวปัญหา stagflation, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

กลัวปัญหา stagflation, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : กลัวปัญหา stagflation

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เมื่อ 14-16 มีนาคม กรุงเทพโพลล์ทำการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ไทย 65 คน โดยมีผลสำรวจที่น่าสนใจคือนักเศรษฐศาสตร์ 58% มองว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเข้าสู่ภาวะ stagflation หรือภาวะที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นพร้อมๆ กับการขยายตัวเศรษฐกิจที่ระดับต่ำ ทำให้การว่างงานสูงหรือเพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คือ 46.2% ประเมินว่าความสามารถด้านการบริหารจัดการของรัฐบาลในการแก้ปัญหาราคาสินค้านั้นอยู่ในระดับ “พอใช้” และ 9.2% เห็นว่าค่อนข้างดี จึงสรุปได้ว่ามีเพียง 55.4% เห็นว่า “สอบผ่าน” ดังนั้นจึงเกิดความกังวลว่าในอนาคตประเทศไทยอาจเผชิญกับ stagflation หรือเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจฝืดได้

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือนักเศรษฐศาสตร์ 61.6% ไม่เห็นด้วยกับการตรึงราคาดีเซล แปลว่าควรยอมให้ราคาดีเซลปรับสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 15% (เป็น 35 บาทต่อลิตร) หรือมากกว่านั้นหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้นต่อไปอีก ซึ่งย่อมจะส่งผลให้ราคาสินค้าต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกได้ 1.0-1.5% โดยไม่รวมกับการขอปรับขึ้นราคาสินค้าหลายประเภทในขณะนี้เพราะรัฐบาลได้เคยขอให้ผู้ผลิตตรึงราคาสินค้ามานานกว่า 1 ปีแล้ว หมายความว่ามีความเป็นไปได้สูงว่าราคาสินค้าจะปรับตัวขึ้นได้มากในปีนี้ เพราะแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต หรือหากมองในแง่นี้คือ cost-push inflation นั่นเอง ซึ่งตรงนี้จะแตกต่างจากการประเมินปัญหาเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมองว่าปัญหาโดยรวมนั้นมาจาก demand-pull หรือกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง การใช้กำลังการผลิตและทรัพยากรของประเทศอย่างเต็มกำลังการผลิต (เช่นการว่างงานในไทยต่ำกว่า 1%) และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกโดยรวมที่น่าจะสูงถึง 4.5% ในปีนี้และเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียซึ่งน่าจะขยายตัวประมาณ 7% ในปี 2011

ดังนั้นจึงมีสัญญาณชัดเจนจาก ธปท.ว่าจะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นต่อเนื่องเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คือ 66.2% ก็เห็นด้วยกับ ธปท.ในเรื่องนี้ โดยให้ความเห็นว่าจะรักษาเสถียรภาพของราคาและการขยายตัวของเศรษฐกิจ (เพราะหากคุมเงินเฟ้อไม่อยู่ในวันนี้ ในวันหน้าก็จะยิ่งต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นและใช้มาตรการเสริมอื่นๆ ที่จะเป็นภาระต่อเศรษฐกิจเพราะไม่สามารถ “ตัดไฟแต่ต้นลม”) นอกจากนั้นก็ยังเห็นด้วยกับ ธปท.ว่าปัจจุบันดอกเบี้ยที่แท้จริง (ดอกเบี้ยลบเงินเฟ้อ) ยังอยู่ที่ระดับต่ำ หากเป็นเช่นนี้แล้วก็จะต้องยอมรับสภาพว่า ในครึ่งหลังของปีนี้หลังการเลือกตั้งรัฐบาลคงจะต้องยกเลิกการอุดหนุนราคาดีเซล ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยราคาสินค้าจะเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่เมษายนเป็นต้นไป ในขณะที่ ธปท.ก็คงจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง

แต่สภาวการณ์ที่กล่าวถึงข้างต้นนี้เพียงสะท้อนว่าปีนี้จะเป็นปีที่เกิดความอึดอัดทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้สะท้อนว่าจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจฝืด เช่นที่กล่าวข้างต้นแต่อย่างไร หมายความว่าเมื่อปรับดอกเบี้ยขึ้นถึงจุดเหมาะสมและราคาดีเซลลอยตัวตามราคาตลาดโลก ตลอดจนราคาสินค้าต่างๆ ปรับตัวสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงแล้ว ปัญหาเงินเฟ้อก็น่าจะหมดไป กล่าวคือทุกอย่างก็น่าจะกลับสู่สภาวะปกติในปีหน้าและปีต่อๆ ไปนั่นเอง

ปัญหาเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจฝืดนั้นคือ การต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อสูง (6% หรือมากกว่านั้น) หลายปีติดต่อกัน ในขณะที่เศรษฐกิจก็ฝืดเคืองคือการขยายตัวไม่ได้ดีเต็มที่ ทำให้มีคนว่างงานและรายได้ไม่พอรายจ่าย ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 1975-1979

จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 60 นั้นมีการขยายตัวที่สูงถึง 8.4% ต่อปีในขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับต่ำ 2.2% ต่อปี แต่เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 70 ก็จะเห็นได้ว่าเริ่มมีปัญหาคุมเงินเฟ้อไม่อยู่ในปี 1973 ซึ่งเป็นปีที่กลุ่มโอเปครวมหัวกันปรับราคาน้ำมันขึ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นยกแผง เศรษฐกิจไทยก็ขยายตัวดีตามไปด้วยคือจีดีพีโตถึง 10% แต่เงินเฟ้อก็ปรับสูงขึ้น 3 เท่าตัว 15.5% ปัญหาที่ตามมาคือเงินเฟ้อในปี 1974 กลับถีบตัวสูงขึ้นถึง 24.3% ในขณะที่จีดีพีขยายตัวเพียง 4.5% ทำให้เห็นได้ว่าเงินเฟ้อนั้นเมื่อปรับสูงขึ้นแล้วจะควบคุมได้ยาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงนั้นโอเปคมีศักยภาพสูงและมีความมุ่งมั่นในการดันราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 4-5 เท่าตัวและเกิดปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ทั้งในตะวันออกกลางและในประเทศไทย (ซึ่งบางคนอาจมองว่าไม่แตกต่างมากนักกับสภาวการณ์ในปี 2010-2011)

ที่น่าสนใจคือการที่รัฐบาลไทยได้พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงในปี 1975-1978 โดยการดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณและขับเคลื่อนให้รัฐวิสาหกิจลงทุนขยายธุรกิจ (ซึ่งในหลักการให้ผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องดีกว่านโยบายประชานิยม) ในช่วงเดียวกัน ธปท.ก็ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายย่อมให้เงินเฟ้อสูงเฉลี่ย 6.2% ในช่วง 1975-1978 ซึ่งสูงกว่าเฉลี่ยในทศวรรษ 60 เกือบ 3 เท่าตัว ในที่สุดเมื่อรัฐบาลหมดแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเริ่มเป็นหนี้มากมายและเศรษฐกิจโลกอ่อนแอลง จีดีพีก็ขยายตัวลดลงเหลือ 5.2% ในปี 1979 ในขณะที่เงินเฟ้อกระเพื่อมขึ้นเป็น 9.9% ในปี 1979 ต่อจากนั้นเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยก็เข้าสู่ภาวะตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เกิดปัญหาการล้มละลายของสถาบันการเงิน รัฐบาลไทยต้องขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก ตลอดจนการลดค่าเงินบาทในปี 1984

ประสบการณ์ในทศวรรษ 60, 70 และ 80 นั้น ทำให้สรุปได้ว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อนั้นมีอยู่ 3 ปัจจัยหลักคืออุปสงค์ส่วนเกิน อุปทานขาดแคลนและการคาดการณ์เงินเฟ้อ (inflationary expectation) ซึ่งประสบการณ์ในทศวรรษ 70 นั้นทำให้เห็นว่าในระยะยาวนั้น การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ตรงนี้ ดร.สุรัช แทนบุญได้เขียนบทความลงในกรุงเทพธุรกิจอย่างละเอียดในฉบับวันที่ 22 มีนาคมครับ

สำหรับส่วนของเศรษฐกิจฝืดนั้นจะพบว่าในช่วงต้นทศวรรษ 70 นั้น มีความต้องการผ่อนปรนผลกระทบจากอุปทานขาดแคลน (cost-push inflation) โดยการไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยและจำกัดสภาพคล่องเพราะมองว่าจะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจ (เช่นที่พูดกันอยู่ในขณะนี้) แต่การ “ยอม” ให้ราคาสินค้าปรับขึ้นนั้นพยายามทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงและกำกับดูแล (เช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้เช่นกัน) เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งการดูแลให้มีการปรับขึ้นราคาและค่าจ้างอย่างกว้างขวาง โดยมีการระบุไว้ในสัญญาจ้าง สัมปทาน ค่าเช่าบ้าน ฯลฯ กล่าวคือเป็นการสร้างการคาดการณ์เงินเฟ้ออย่างเป็นรูปแบบ คำถามคือทำไมการดำเนินการเช่นนี้จึงทำให้เศรษฐกิจฝืดหรือขยายตัวเชื่องช้ากว่าเดิม คำตอบคือประสิทธิภาพของเศรษฐกิจระบบทุนนิยมนั้นเกิดจากการปรับตัวของราคาสินค้าอย่างเป็นอิสระเมื่อราคาสินค้า ก.ปรับสูงขึ้น แรงงานทุนและทรัพยากรก็จะถูกจัดสรรไปเพิ่มการผลิตสินค้า ก. โดยอัตโนมัติ ในขณะเดียวกันหากสินค้า ข. ราคาตก ทรัพยากรทุนและแรงงานก็จะไหลออกเพื่อลดการผลิตสินค้าดังกล่าว แปลว่าทรัพยากรทุนและแรงงานจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงตลอดเวลา แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาควบคุมการปรับตัวของราคา ซึ่งจะทำให้ขาดความคล่องตัวการจัดสรรทรัพยากร ทุนและแรงงานก็จะขาดประสิทธิภาพตามไปด้วยซ้ำร้ายรัฐบาลมักจะกดราคาสินค้าที่จำเป็น (แปลว่าราคาควรสูงขึ้นเพราะมีความต้องการมาก) แต่ปล่อยเสรีราคาสินค้าที่ไม่จำเป็น ทำให้ผู้ผลิตมีแรงจูงใจให้ผลิตสินค้าที่ไม่ถูกควบคุมมากกว่า นอกจากนั้นผู้ผลิตก็คงรู้สึกกันถ้วนหน้าว่าระบบที่รัฐบาลควบคุมราคาสินค้านั้นผู้ผลิตต้องเจรจาโน้มน้าวรัฐบาล ให้ยอมปรับราคา ทำให้เสียเวลาและทรัพยากร เป็นการเบี่ยงเบนให้ไม่สามารถมุ่งเน้นการผลิตการพัฒนาคุณภาพของสินค้าจึงไม่ควรแปลกใจว่าทำไมจีดีพีจึงขยายตัวช้าลงในที่สุดครับ

กรุงเทพธุรกิจ, 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: