Home > Economics & Finance > นโยบายการเงิน, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

นโยบายการเงิน, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

นโยบายการเงิน

ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บางครั้งยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายการคลังกับนโยบายการเงินว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร

ในการใช้ภาษาไทยเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจนั้นหลายกรณีจะเขียนหรือพูดรวมกันไปว่าเป็นเรื่อง “นโยบายการเงินการคลัง” ทำให้บางครั้งเข้าใจว่าการเงินกับการคลังนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ที่จริงแล้ว มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในวันนี้ จึงขอพักการรายงานและวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจและหันมาคุยเชิงวิชาการ โดยในวันนี้ จะเขียนถึงนโยบายการเงินครับ

นโยบายการเงินนั้นคือการกำหนดปริมาณของเงินในระบบเศรษฐกิจ ผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดปริมาณเงิน คือ ธนาคารกลางในกรณีของไทย คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย อำนาจที่พิมพ์เงินนี้เป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะการที่ระบบการเงินมีสภาพคล่องมากหรือน้อยนั้นย่อมส่งผลกระทบโดยตรงกับความคล่องตัวในการทำธุรกิจในระยะสั้น กล่าวคือ หากสภาพคล่องมีน้อยการทำธุรกิจก็ยากลำบากและฝืดเคือง แตกต่างจากการที่ธนาคารกลางเติมให้ระบบมีสภาพคล่องสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มความคล่องตัวของธุรกรรมทางธุรกิจ

หากธนาคารกลางเพิ่มสภาพคล่องมากก็ย่อมทำให้ดอกเบี้ย ระยะสั้น (หรือต้นทุนของสภาพคล่อง) ลดลงในทางตรงกันข้ามหากสภาพคล่องน้อยดอกเบี้ยก็จะต้องสูง ทั้งนี้ ในกรณีของไทยนั้นเมื่อ ธปท.ปรับดอกเบี้ยขึ้นก็แปลว่า ธปท.จะลดสภาพคล่องเพื่อผลักดันให้ดอกเบี้ยต้องปรับสูงขึ้น ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐนั้นนอกจากจะกดดอกเบี้ยระยะสั้นลงเหลือเพียง 0.25% ยังมีนโยบายพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอีกเดือนละกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ก็แปลว่าธนาคารกลางสหรัฐต้องการทุ่มเงินเข้าระบบ เพื่อให้ได้มีสภาพคล่องใช้กันอย่างเหลือเฟือ

นอกจากสภาพคล่องพื้นฐานคือการเพิ่มปริมาณธนบัตร (เงินตรา) ในระบบแล้วก็ต้องดูด้วยว่าธนาคารพาณิชย์มีศักยภาพในการนำเอาสภาพคล่องดังกล่าวไปปล่อยกู้ต่อได้มากน้อยเพียงใด เช่น ในช่วงหลังวิกฤติประมาณ 1998-2002 นั้น ธนาคารพาณิชย์ของไทยปล่อยกู้น้อยมาก แม้ดอกเบี้ยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องและอยู่ที่ระดับต่ำ แต่ในช่วงดังกล่าวธนาคารยังมีทุนสำรองน้อยและยังห่วงปัญหาหนี้เสีย ประกอบกับผู้ประกอบการก็ยังไม่มั่นใจที่จะขยายธุรกิจในช่วงดังกล่าวแม้ดอกเบี้ยจะต่ำ (สภาพคล่องเหลือใช้มาก) แต่ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนให้ธุรกรรมทางเศรษฐกิจคึกคักขึ้นได้ ในอีกกรณีหนึ่ง คือ กรณีของธนาคารกลางจีน ซึ่งต้องการควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้สูงกว่า 5% แต่ก็ยังไม่อยากปรับดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นนัก (เพราะจะเป็นภาระกับผู้กู้เงิน) จึงใช้การควบคุมการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์แทน คือ บังคับเพิ่มทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์หลายครั้งจนปัจจุบันธนาคารจะต้องมีทุน 1 หยวน เพื่อปล่อยกู้ 5 หยวน เป็นการกำหนดทุนสำรองที่สูงมาก เพราะมาตรฐานปกตินั้นหากมีทุน 1 บาท จะปล่อยกู้ได้ 12.50 บาท กล่าวโดยสรุป คือ อำนาจสำคัญของธนาคารกลางมีอยู่สองประการ คือ อำนาจที่จะพิมพ์เงินและอำนาจที่จะควบคุมการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมักจะมีผลเกือบเบ็ดเสร็จในการควบคุมสภาพคล่องและเงินเฟ้อในเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา แต่ในประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศโดยเฉพาะสหรัฐนั้นบริษัทขนาดใหญ่และธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่สามารถแสวงหาสภาพคล่องเพิ่มเติมได้จากการออกตราสารหนี้ กล่าวคือ แทนที่จะต้องกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งเป็นตัวกลางทางการเงินก็สามารถกู้ตรงต่อผู้ให้กู้โดยการระดมเงินกู้จากตลาดตราสารหนี้นั่นเอง

การมีสภาพคล่องมากๆ นั้น ในระยะสั้นเป็นสิ่งที่ทุกคน (ทั้งธุรกิจ ผู้บริโภคและรัฐบาล) ชอบ เพราะจะทำให้เศรษฐกิจคึกคัก แต่ปัญหา คือ การมีสภาพคล่องมากๆ ในระยะสั้นจะกลายเป็นเงินเฟ้อที่คุมไม่อยู่ได้ในระยะยาว การให้ความสำคัญที่สมดุลกันระหว่างระยะสั้นและระยะยาว จึงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด กล่าวคือ นักธุรกิจและนักการเมืองตลอดจนลูกจ้างย่อมจะให้ความสำคัญกับปัญหาที่ท้าทายความอยู่รอดเฉพาะหน้า กล่าวคือ หากการกลัวเงินเฟ้อในอนาคตทำให้ธุรกิจล่มสลาย และมีการว่างงานในวันนี้ ก็จะเป็นเรื่องที่กดดันผู้บริหารประเทศอย่างมาก ดังที่ Keynes นักเศรษฐศาสตร์ที่เลื่องลือของโลกคนหนึ่งพูดว่า in the long run, we are all dead ดังนั้น จึงไม่ควรจะคำนึงถึงระยะยาวมากจนเกินกว่าเหตุ

แต่ในอีกมุมมองหนึ่งนั้นต้องเข้าใจว่าการพิมพ์เงินมากๆ จะไม่ช่วยให้ประชาชนร่ำรวยและเศรษฐกิจรุ่งเรืองขึ้น เพราะเงินเป็นเพียงเครื่องมือในการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจ หากประเทศไทยผลิตสินค้าได้ 100 ชิ้น และมีเงินในระบบ 1,000 บาท สินค้าก็จะราคา 10 บาทต่อชิ้น แต่หากเพิ่มปริมาณเงินเป็น 100,000 บาท และสินค้าราคาเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 บาทต่อชิ้น ก็ไม่ได้ทำให้ใครร่ำรวยขึ้น เพราะปริมาณสินค้าที่ผลิตก็ยังเท่ากับ 100 ชิ้นอยู่ดี จริงอยู่ในระยะสั้นปริมาณเงินที่เพิ่มมากขึ้นอาจกระตุ้นให้คนตัดสินใจลงทุน เพิ่มการบริโภคและต้องการกู้ยืมมากขึ้น แต่ในระยะยาวแล้วการลงทุนที่ยั่งยืนจะต้องเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนที่คุ้มทุน และรายได้ประชาชนจะเพิ่มขึ้นจริงได้ก็จากการมีการศึกษาที่ดี การมีประสบการณ์และมีฝีมือ สำหรับประเทศแล้วก็ต้องมีการลงทุน มีประชาชนที่มีความรู้ แล้วก็ต้องมีทรัพยากรและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการส่งเสริมและพัฒนาทางเทคโนโลยี การบริการจัดการที่มีประสิทธิภาพ การคุ้มครองทรัพย์สินที่เป็นธรรม และมีประสิทธิผล ฯลฯ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ปริมาณการเงินและสภาพคล่องไม่สามารถกำหนดได้

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นหลักสากลว่าผู้กำหนดนโยบายการเงิน คือ ธนาคารกลางจะต้องไม่อิงกับผลประโยชน์เฉพาะหน้ามากเกินไป เช่น หากอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของนักการเมือง ก็จะถูกกดดันให้เพิ่มสภาพคล่องมากในช่วงใกล้การเลือกตั้ง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าธนาคารกลางจะเป็นองค์กรอิสระเพราะในระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่มีองค์กรใดเป็นอิสระจากอำนาจและการกำกับของประชาชนได้ เช่น ในกรณีของสหรัฐนั้นก็มีระบบที่มองว่ามีความสมดุลระหว่างระยะสั้นกับระยะยาวและการต้องรับผิดชอบต่อประชาชน (accountability) แต่มีความเป็นอิสระในระดับหนึ่ง โดยการกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารกลางและการกำหนดให้ธนาคารกลางมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ในการดำเนินนโยบายการเงิน คือ การรักษาเสถียรภาพของราคา (มองระยะยาว) และการส่งเสริมให้มีการจ้างงานเต็มอัตรา (มองระยะสั้นด้วย)

ในครั้งที่แล้วผมเขียนถึง ปัญหาสภาวะเงินเฟ้อเศรษฐกิจฝืด (stagflation) ในทศวรรษ 70 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายโดยบทเรียนจากช่วงนั้น คือ

1. มีความหวังดีจะไม่ดำเนินนโยบายการเงินที่รัดกุมเกินไปในช่วงที่เงินเฟ้อเกิดจากปัญหาน้ำมันแพง (cost-push) แต่ก็นำไปสู่การคาดการณ์ว่าจะมีเงินเฟ้ออย่างยืดเยื้อ ทำให้ทุกคนมีพฤติกรรมเรียกร้องการขึ้นราคาและขึ้นเงินเดือน ทำให้เงินเฟ้อฝังตัวในระบบเศรษฐกิจและมีแต่เพิ่มขึ้นไม่ลดลง

2. มีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถบริการจัดการเงินเฟ้อได้ โดยการควบคุมราคาสินค้าและส่งเสริมให้มีการเจรจาปรับค่าแรง แต่กลับกลายเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดส่งผลให้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจถดถอย เศรษฐกิจจึงขยายตัวเชื่องช้า

สำหรับประเทศไทยนั้นการเผชิญปัญหาเงินเฟ้อในอนาคตจะมีความท้าทายอีกประการหนึ่ง คือ ระดับการเปิดของเศรษฐกิจสูง กล่าวคือ การส่งออกและนำเข้าคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 130% ของจีดีพีในปี 2010 สูงกว่าเมื่อทศวรรษ 70 เท่าตัว กล่าวคือ ประเทศไทยเผชิญกับความเสี่ยงว่าจะมีเงินถูก “นำเข้า” มายังประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้น แม้ ธปท.จะเน้นว่าการควบคุมเงินเฟ้อนั้นจะต้องอาศัยกลไกดอกเบี้ยเป็นหลัก แต่อาจต้องพึ่งพาอาศัยอัตราแลกเปลี่ยนเป็นกลไกหลักอีกส่วนหนึ่งก็เป็นได้ครับ

กรุงเทพธุรกิจ, 4 เมษายน 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: