Home > Economics & Finance > การอุดหนุนให้ใช้น้ำมันดีเซล, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

การอุดหนุนให้ใช้น้ำมันดีเซล, ศุภวุฒิ สายเชื้อ

การอุดหนุนให้ใช้น้ำมันดีเซล

โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

รัฐบาลได้ตัดสินใจลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มน้ำมันดีเซลลงเท่ากับที่เคยให้กองทุนน้ำมันจ่ายเงินอุดหนุนน้ำมันดีเซลประมาณ 6 บาทต่อลิตร

เพราะในที่สุด หลังจากใช้เงินกองทุนน้ำมันไปกว่า 20,000 ล้านบาทเงินก็หมดลงไปในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งน่าเสียดายเพราะเงินกองทุนน้ำมันนั้นน่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่านี้ในการส่งเสริมการประหยัดพลังงาน แต่กลับเป็นการใช้เพื่อส่งเสริมให้ใช้น้ำมันดีเซลอย่างไม่ต้องคำนึงถึงการประหยัดพลังงานแต่อย่างใด

ราคาที่สูงขึ้นนั้นเป็นกลไกตลาดที่สะท้อนให้ผู้ผลิตรับรู้ว่าสินค้านี้มีค่า เป็นแรงจูงใจให้ขวนขวายที่จะผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคจะรับรู้ว่าสินค้านี้เป็นสินค้าหายากดังนั้นจึงต้องใช้อย่างประหยัด การปรับเปลี่ยนของราคาจึงเป็นการรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจ อะไรมีน้อยก็ใช้น้อย (โดยราคาจะเป็นตัวส่งสัญญาณ) ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลมีดำริจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยหวังดีว่าจะทำให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้เพิ่ม แต่การตั้งราคา (แรงงาน) ที่สูงก็จะส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการพยายามลดการจ้างแรงงานลงเพราะมีราคาแพง ในขณะที่ผู้ใช้แรงงานก็เสี่ยงที่จะว่างงาน คือ ไม่มีรายได้เลย ทั้งนี้ ยิ่งรัฐบาลบอกว่าจะให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัวอีก 2 ปี ก็จะยิ่งทำให้มีการขยับขยายการลงทุน เพื่อใช้เครื่องจักรที่ทุ่นการใช้แรงงานหรือย้ายโรงงานไปผลิตที่ประเทศอื่น ทำให้การว่างงานในอนาคตน่าจะเพิ่มขึ้น ตัวอย่างทั้งสองนี้สะท้อนให้เห็นว่าในกรณีหนึ่งรัฐบาลอยากให้สินค้าราคาถูกและในอีกกรณีหนึ่งอยากให้แรงงานราคาแพง แต่ทั้งสองกรณีผลที่ตามมานั้นผมเห็นว่ามีผลเสียมากกว่าผลดีอย่างชัดเจน แม้จะขัดกับวัตถุประสงค์และความหวังดีของรัฐบาล

ในส่วนของราคาดีเซลนั้นรัฐบาลให้เหตุผลว่าต้องตรึงราคาไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร เพราะเชื่อว่าหากปล่อยให้ราคาปรับขึ้นไปที่ 36 บาท ผู้ประกอบการก็จะเรียกร้องปรับขึ้นราคาสินค้าหลายประเภท สมมติว่าดีเซลนั้นเป็นต้นทุนการผลิตและขนส่งประมาณ 10% ดังนั้น หากต้องปรับราคาดีเซลขึ้นไป 20% ก็จะทำให้ราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 2% รัฐบาลเลยนึกว่าหากต้อง “จ่าย” เงินอุดหนุน (โดยยอมไม่เก็บภาษี) วันละ 350 ล้านบาท หรือเดือนละประมาณ 10,000 ล้านบาท ก็ยังคุ้มค่าเพราะแปลว่าต้องจ่ายเงินปีละ 120,000 ล้านบาท หรือ 1.2% ของจีดีพี เพื่อแลกกับการคุมเงินเฟ้อ 2% ต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุมราคาสินค้าอีก 3-4 เดือนก่อนการเลือกตั้งน่าจะคุ้มค่าและรัฐบาลจะสามารถรับภาระได้ แต่ที่นึกว่ารัฐบาลรับภาระนั้นอันที่จริงเป็นประชาชนผู้จะเสียภาษีในอนาคตเพิ่มขึ้นจะเป็นผู้ต้องรับภาระ

แต่การบิดเบือนราคาดีเซลให้ถูกลงเมื่อเทียบกับน้ำมันประเภทอื่นๆ นั้น ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจได้ เพราะเมื่อรัฐบาลปรับลดภาษีดีเซลลงไปเกือบหมด ก็จะเห็นความเหลื่อมล้ำของการเก็บภาษีคือดีเซลจ่ายภาษีและเงินเข้ากองทุนน้ำมันประมาณ 2 บาทต่อลิตร ในขณะที่น้ำมันประเภทอื่นๆ จ่ายภาษีและเงินเข้ากองทุนน้ำมันมากกว่า 2-9 เท่า คือ ประมาณ 7-18 บาทต่อลิตร จะเห็นได้จากราคาหน้าโรงกลั่นว่าน้ำมันทุกประเภทราคาจริงนั้นใกล้เคียงกัน คือ ประมาณ 24 บาทต่อลิตร ยกเว้นดีเซลซึ่งที่จริงแล้วราคาแพงกว่าเบนซินที่ 26.5 บาทต่อลิตร กล่าวคือ ที่จริงแล้วคนไทยควรใช้เบนซินมากกว่าดีเซล เพราะเบนซินนั้นต้นทุนการผลิตต่ำกว่า แต่นโยบายที่บิดเบือนราคาทำให้ขณะนี้ทุกคนรุมใช้ดีเซลประมาณ 53.3 ล้านลิตรต่อวัน ในขณะที่น้ำมันเบนซิน E85 (มีเอทานอล 85% และเบนซิน 15%) ซึ่งกองทุนน้ำมันชดเชยให้ 13.50 ต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกเหลืออยู่เพียง 23 บาทต่อลิตร แต่มีรถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมัน E85 ได้เพียงไม่กี่คันในประเทศไทย

ผมเคยเขียนถึงการใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลสรุปได้ว่าปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินนั้นเกือบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยตั้งแต่ปี 2002 คือ ใช้เฉลี่ยวันละ 20 ล้านลิตรต่อวันมาโดยตลอด แต่การใช้ดีเซลนั้นเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 44 ล้านลิตรต่อวันในปี 2002 มาเป็น 53.8 ล้านลิตรในปี 2004 ซึ่งรัฐบาลทักษิณอุดหนุนการใช้ดีเซลและลดลงมาเหลือ 50.3 ล้านลิตรต่อวันในปี 2006 และปรับขึ้นมาที่ 53.5 ล้านลิตรอีกครั้งจากตัวเลขล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้ (ดีเซลและไบโอดีเซล) ทำให้อาจสรุปได้ว่าการอุดหนุนดีเซลนั้นทำให้มีการใช้ดีเซลเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 3 ล้านลิตร แม้ว่าต้นทุนการผลิตสูงกว่าเบนซินประมาณ 2 บาทต่อลิตร แปลว่านโยบายอุดหนุนดีเซลนั้น นอกจากจะทำให้เสียรายได้ของรัฐปีละ 120,000 บาทแล้ว ยังทำให้ประเทศใช้ดีเซลมากขึ้น (ทั้งๆ ที่ราคาแท้จริงแพงกว่าเบนซิน) อีกวันละ 3 ล้านลิตร เปลืองเงินของประเทศเพิ่มขึ้นอีกปีละ 3,300 ล้านบาท

ผู้ใช้น้ำมันเบนซินนั้นไม่ใช่ทุกคนเป็นคนรวยตรงกันข้ามมีผู้ขับขี่จักรยานยนต์ประมาณ 17 ล้านคัน ที่ต้องใช้เบนซินและจ่ายเงินให้รัฐลิตรละ 12-20 บาท เพื่อซื้อน้ำมันเบนซิน 91 หรือแก๊สโซฮอล์ 91 ในขณะเดียวกัน รถยนต์ราคาแพงหลายยี่ห้อก็ผลิตรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลออกมาเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ซื้อที่ต้องการประหยัดค่าน้ำมันลิตรละ 10 บาท สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ หากรัฐบาลจะต้องยกเลิกการอุดหนุนดีเซลในที่สุด ก็จะทำได้ยากมากเพราะจะมีกลุ่มที่เสียประโยชน์เพิ่มขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นไปได้ว่าปริมาณการใช้ดีเซลจะเพิ่มขึ้นเป็น 55-56 ล้านลิตรต่อวันในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาล (ใหม่หลังการเลือกตั้ง) จะต้องมาพิจารณามาตรการอุดหนุนอีกครั้งหนึ่งซึ่งคงจะต้อง “วัดดวง” ว่า ในวันนั้นราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับลดลงหรือปรับขึ้น แต่ผมสงสัยว่าน่าจะทรงตัวหรือปรับขึ้นมากกว่า

เมื่อวันที่ 19 เมษายน หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานข่าวเชิงวิเคราะห์ซาอุดีอาระเบียเปลี่ยนท่าทีจากที่เคยพยายามปรับเพิ่มปริมาณการผลิตและชี้นำให้โอเปคลดราคาน้ำมันมาเป็นการเห็นดีเห็นงามกับอิหร่านที่ต้องการให้โอเปคปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น เพราะประเทศซาอุฯ และประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในการต้องเพิ่มนโยบายประชานิยมเพื่อลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลดังที่เกิดขึ้นในประเทศใกล้เคียง เช่น อียิปต์ ลิเบียและตูนิเซีย ในกรณีของประเทศซาอุฯ นั้นรัฐบาลสัญญาว่าจะใช้เงินงบประมาณเพื่อสร้างงานและขึ้นเงินเดือน ตลอดจนจ่ายเงินทดแทนให้ผู้ตกงานรวมทั้งสิ้นอีก 129,000 ล้านดอลลาร์ (3.87 ล้านล้านบาท) ต่อประชากร 26 ล้านคน หรือเกือบ 150,000 บาทต่อคน

เนื่องจากประเทศตะวันออกกลางส่วนใหญ่พึ่งพารายได้น้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80-90% ของรายได้ของรัฐทั้งหมด จึงสามารถคำนวณได้ว่ารัฐบาลโอเปคจะต้องดันราคาน้ำมันให้สูงที่ระดับใดจึงจะมีเงินงบประมาณเพียงพอกับรายจ่าย ซึ่งในกรณีของซาอุฯ นั้นน้ำมันจะต้องราคา 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้และเพิ่มขึ้นเป็น 110 ดอลลาร์ ในปี 2015 หากไม่ต้องการขาดดุลการคลัง สำหรับประเทศที่เงินขาดมืออยู่แล้ว เช่น อิหร่านและเวเนซุเอลานั้นย่อมจะยิ่งผลักดันให้น้ำมันราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับซาอุฯ ซึ่งเคยพอใจกับน้ำมันราคาประมาณ 70-80 เหรียญต่อบาร์เรลครับ

2 พฤษภาคม 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: